คิดแล้วน่าใจหายอยู่ไม่น้อยกับการเดินทางของ ทอม ครูซ และภาพยนตร์ที่เป็นภาพจำของนักแสดงผู้นี้อย่าง Mission Impossible ผ่านกาลเวลามาแล้วถึง 29 ปี จากภาคแรกเมื่อปี 1996 จนมาถึงภาคที่ 8 ในปี 2025 ที่โปรโมทกันว่า ( อาจ ) เป็น
“ภาคสุดท้าย” สำหรับการผจญภัยของ อีธาน ฮันท์ สายลับที่รับงานภารกิจที่แต่ละอย่างแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้สำเร็จ ขณะที่อายุปัจจุบันของทอม ครูซ ก็ปาเข้าไป 62 ปีแล้ว แม้เจ้าตัวจะบอกว่ายังไหวและยืนยันว่ายังไม่เลิกคิดที่จะแสดงฉากแอ็คชั่นเสี่ยงๆ ด้วยตนเองก็ตาม
และในเมื่อจะ
“สั่งลา” ทั้งที Mission Impossible 2 ภาคสุดท้าย (ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็น 7.1 และ 7.2 มากกว่า 7 กับ 8) ก็เลยจัดพล็อตเรื่องแบบไปสุดทาง โดยตั้งแต่ Dead Reckoning จนมาถึง The Final Reckoning ตัวเอกอย่างอีธาน ฮันท์ จะไม่ได้สู้กับองค์กรอาชญากรรมหรือผู้ก่อการร้ายอีกแล้ว แต่ไปถึงขั้นหยุดยั้งหายนะจาก
“ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่คิดจะล้างบางมนุษยชาติ ซึ่งในยุคดิจิทัลที่ผู้คนพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบจะตลอดเวลา ก็เป็นเรื่องง่ายที่เจ้า
“เอ็นทิตี้” AI ตัวร้ายนี้จะสามารถสร้าง
“ข่าวปลอม” บิดเบือนข้อมูลจนผู้รับสารไม่รู้แล้วว่าอะไรจริงหรือเท็จ อีกทั้งยังสามารถเข้าควบคุมอะไรก็ตามที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ อนาคตของอารยธรรมมนุษย์จึงอยู่ในสถานะเปราะบางอย่างยิ่ง
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิด
“วันสิ้นโลก” แบบเดียวกับที่เกิดในหนังระดับตำนานอีกเรื่องอย่าง Terminator ( ที่
“คนเหล็ก” หุ่นสังหาร T-800 เป็นภาพจำของ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ) อีธานและผองเพื่อนจึงต้องหาทางทำลายเจ้า AI เอ็นทิตี้ ก่อนที่มันจะทำสำเร็จ พร้อมๆ ไปกับการขัดขวางไม่ให้มนุษย์บางคน – บางกลุ่มที่พยายามจะเข้าถึงเอ็นทิตี้ โดยคิดว่าจะสามารถควบคุมมันเพื่อใช้ประโยชน์ได้ด้วย
นอกจากฉากแอ็คชั่นที่ทำออกมาจนคนดูลุ้นระทึกแล้ว (โดยเฉพาะฉากในเรือดำน้ำ ที่ให้ความรู้สึกของหนังแอ็คชั่นผสมกับหนังสยองขวัญ คือมีทั้งความลุ้นและความอึดอัดปนกัน ) จุดเด่นอีกอย่างของ Mission Impossible ที่ทำมาดีทุกภาค คือ
“การทำงานเป็นทีม” เพราะจริงอยู่ที่ตัวเอกอย่างอีธาน ฮันท์ ดูจะเก่งเวอร์จากการทำภารกิจที่คนอื่นๆ บอกว่าบ้าไปแล้วให้เป็นไปได้ แต่การเล่าเรื่องจะฉายภาพให้เห็นเสมอว่า อีธานไม่ได้ทำทุกอย่างลุล่วงด้วยตัวคนเดียว แต่จำเป็นต้องมีลูกทีมที่มือถึงและไว้ใจได้คอยสนับสนุน ตั้งแต่ขาประจำที่มาทุกภาค (หรือเกือบทุกภาค) อย่างลูเธอร์และเบนจี้ จนถึงตัวละครอื่นๆ ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนเข้ามาร่วมภารกิจในแต่ละภาค
อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่าใจหาย สำหรับคนที่เกิดทันทอม ครูซสมัยหนุ่มๆ ทัน Mission Impossible ภาคแรกเข้าฉายในโรง ตอนนี้ก็น่าจะอายุเข้าวัยกลางคนเป็นอย่างน้อยกันแล้ว มองเห็นนักแสดงสายแอ็คชั่นหลายคนทั้งตะวันตกและตะวันออกเข้าสู่วัยชรา เช่นเดียวกับหนังที่เป็นภาพจำของพวกเขาบ้างก็ปิดตำนานไปแล้ว ( เช่น Rambo ของซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ที่ภาค 5 อย่าง Last Blood ซึ่งน่าจะเป็นภาคสุดท้าย ออกฉายในปี 2019 ) และครั้งนี้ก็อาจถึงคิวส่งท้ายของ อีธาน ฮันท์ กับ Mission Impossible : The Final Reckoning ที่รวบรวมปมต่างๆ ตั้งแต่ภาคแรกมาร้อยเรียงเป็นบทสรุปในภาคนี้ ใครที่ตามกันมาตลอดน่าจะมีอินกับเนื้อเรื่องแน่นอน
TonyMao_NK51 ( ใช้แทนอมยิ้มที่ถูกแบน )
Mission Impossible : The Final Reckoning บทสรุปการเดินทาง29ปีจากภาคแรก..ใจหายไม่น้อย(Noสปอย)
คิดแล้วน่าใจหายอยู่ไม่น้อยกับการเดินทางของ ทอม ครูซ และภาพยนตร์ที่เป็นภาพจำของนักแสดงผู้นี้อย่าง Mission Impossible ผ่านกาลเวลามาแล้วถึง 29 ปี จากภาคแรกเมื่อปี 1996 จนมาถึงภาคที่ 8 ในปี 2025 ที่โปรโมทกันว่า ( อาจ ) เป็น “ภาคสุดท้าย” สำหรับการผจญภัยของ อีธาน ฮันท์ สายลับที่รับงานภารกิจที่แต่ละอย่างแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้สำเร็จ ขณะที่อายุปัจจุบันของทอม ครูซ ก็ปาเข้าไป 62 ปีแล้ว แม้เจ้าตัวจะบอกว่ายังไหวและยืนยันว่ายังไม่เลิกคิดที่จะแสดงฉากแอ็คชั่นเสี่ยงๆ ด้วยตนเองก็ตาม
และในเมื่อจะ “สั่งลา” ทั้งที Mission Impossible 2 ภาคสุดท้าย (ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็น 7.1 และ 7.2 มากกว่า 7 กับ 8) ก็เลยจัดพล็อตเรื่องแบบไปสุดทาง โดยตั้งแต่ Dead Reckoning จนมาถึง The Final Reckoning ตัวเอกอย่างอีธาน ฮันท์ จะไม่ได้สู้กับองค์กรอาชญากรรมหรือผู้ก่อการร้ายอีกแล้ว แต่ไปถึงขั้นหยุดยั้งหายนะจาก “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่คิดจะล้างบางมนุษยชาติ ซึ่งในยุคดิจิทัลที่ผู้คนพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบจะตลอดเวลา ก็เป็นเรื่องง่ายที่เจ้า “เอ็นทิตี้” AI ตัวร้ายนี้จะสามารถสร้าง “ข่าวปลอม” บิดเบือนข้อมูลจนผู้รับสารไม่รู้แล้วว่าอะไรจริงหรือเท็จ อีกทั้งยังสามารถเข้าควบคุมอะไรก็ตามที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ อนาคตของอารยธรรมมนุษย์จึงอยู่ในสถานะเปราะบางอย่างยิ่ง
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิด “วันสิ้นโลก” แบบเดียวกับที่เกิดในหนังระดับตำนานอีกเรื่องอย่าง Terminator ( ที่ “คนเหล็ก” หุ่นสังหาร T-800 เป็นภาพจำของ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ) อีธานและผองเพื่อนจึงต้องหาทางทำลายเจ้า AI เอ็นทิตี้ ก่อนที่มันจะทำสำเร็จ พร้อมๆ ไปกับการขัดขวางไม่ให้มนุษย์บางคน – บางกลุ่มที่พยายามจะเข้าถึงเอ็นทิตี้ โดยคิดว่าจะสามารถควบคุมมันเพื่อใช้ประโยชน์ได้ด้วย
นอกจากฉากแอ็คชั่นที่ทำออกมาจนคนดูลุ้นระทึกแล้ว (โดยเฉพาะฉากในเรือดำน้ำ ที่ให้ความรู้สึกของหนังแอ็คชั่นผสมกับหนังสยองขวัญ คือมีทั้งความลุ้นและความอึดอัดปนกัน ) จุดเด่นอีกอย่างของ Mission Impossible ที่ทำมาดีทุกภาค คือ “การทำงานเป็นทีม” เพราะจริงอยู่ที่ตัวเอกอย่างอีธาน ฮันท์ ดูจะเก่งเวอร์จากการทำภารกิจที่คนอื่นๆ บอกว่าบ้าไปแล้วให้เป็นไปได้ แต่การเล่าเรื่องจะฉายภาพให้เห็นเสมอว่า อีธานไม่ได้ทำทุกอย่างลุล่วงด้วยตัวคนเดียว แต่จำเป็นต้องมีลูกทีมที่มือถึงและไว้ใจได้คอยสนับสนุน ตั้งแต่ขาประจำที่มาทุกภาค (หรือเกือบทุกภาค) อย่างลูเธอร์และเบนจี้ จนถึงตัวละครอื่นๆ ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนเข้ามาร่วมภารกิจในแต่ละภาค
อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่าใจหาย สำหรับคนที่เกิดทันทอม ครูซสมัยหนุ่มๆ ทัน Mission Impossible ภาคแรกเข้าฉายในโรง ตอนนี้ก็น่าจะอายุเข้าวัยกลางคนเป็นอย่างน้อยกันแล้ว มองเห็นนักแสดงสายแอ็คชั่นหลายคนทั้งตะวันตกและตะวันออกเข้าสู่วัยชรา เช่นเดียวกับหนังที่เป็นภาพจำของพวกเขาบ้างก็ปิดตำนานไปแล้ว ( เช่น Rambo ของซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ที่ภาค 5 อย่าง Last Blood ซึ่งน่าจะเป็นภาคสุดท้าย ออกฉายในปี 2019 ) และครั้งนี้ก็อาจถึงคิวส่งท้ายของ อีธาน ฮันท์ กับ Mission Impossible : The Final Reckoning ที่รวบรวมปมต่างๆ ตั้งแต่ภาคแรกมาร้อยเรียงเป็นบทสรุปในภาคนี้ ใครที่ตามกันมาตลอดน่าจะมีอินกับเนื้อเรื่องแน่นอน
TonyMao_NK51 ( ใช้แทนอมยิ้มที่ถูกแบน )