พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุจากเมืองโบราณอู่ทอง
ในวัฒนธรรมทวารวดี ที่ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ
ได้ถูกบันทึกชื่อโดยภิกษุจีนจิ้นฮง ในเวลานั้นว่า โถโลโปตี้ หรือ ทวารวดี
ศิลาจารึก "ปุษยคิริ" พบที่เมืองโบราณอู่ทอง กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 13-14
เชื่อว่าเป็นชื่อของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองโบราณอู่ทอง
ตั้งอยู่ในแนวเหนือลงใต้ ทางตะวันตกของเมืองอู่ทอง
เทือกเขาศักดิ์ประกอบด้วย เขาพระ เขาทำเทียม และ เขารางกะบิด
พื้นที่สูงด้านหลังของกลุ่มเขา เรียกว่า พุหางนาค
มีอ่างเก็บน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงเมืองอู่ทองโบราณ คือ อ่างเก็บน้ำเขาพระ
มีคลองขุดเพื่อผันน้ำ ให้ไหลเข้ามากักเก็บไว้ ที่คอกดินที่เคยเชื่อกันว่า เป็นคอกสำหรับเลี้ยงช้างสมัยโบราณ จึงเรียกอีกชื่อว่า คอกช้างดิน
เมืองโบราณอู่ทอง มีการติดต่อกับเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปทั้งทางบก และทะเล
จากโบราณวัตถุที่พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง
จีน -> ไหเคลือบสีเขียว 6 หู สมัยราชวงศ์ถัง กลางพุทธศตวรรษที่ 14 (ราว พ.ศ.1350)
เมืองบาสรา ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก -> เครื่องถ้วยสีเขียวอมฟ้า ประดับบนปูนปั้น
อาหรับ -> เหรียญสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ์ พุทธศตวรรษที่ 14 จารึกคำปฏิญานในศาสนาอิสลาม
จักรวรรดิโรมัน -> เหรียญโรมันจักรพรรดิวิคโตรินุส พุทธศตวรรษที่ 9
บริเวณโบราณสถานคอกช้างดิน พบกลุ่มโบราณสถาน และศิวลึงค์ ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู
ศิวลึงค์เป็นรูปเคารพแทนพระศิวะ -> ถ้ามนุษย์สร้างขึ้นเรียก มานุษยลึงค์
เป็นทรงกระบอก มีสามส่วน คือ
ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส -> พรหมภาค
ส่วนกลางแปดเหลี่ยม -> วิษณุภาค
ส่วนยอดกลม -> รุทรภาค เป็นส่วนเดียวที่จะพ้นฐานโยนีขึ้นมาเรียกบูชาภาค
ถ้ามีเศียรพระศิวะประดับอยู่หนึ่งเศียร เรียกเอกมุขลึงค์
บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ทั้งในและนอกคูน้ำคันดิน, บนเขา พบโบราณสถานเจดีย์ และโบราณวัตถุ ในศาสนาพุทธ
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่ง พระโสณะ และพระอุตตระ ให้นำศาสนาพุทธมาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิ
อินเดียสมัยนั้นนิยมสร้างเสาอโศก จึงมีอิทธิพลต่อการสร้างเสาธรรมจักรที่เมืองอู่ทองโบราณ เพื่อระลึกถึงแม้เวลาจะผ่านเลยยุคนั้นมาแล้ว
เสาธรรมจักรเป็นธรรมเจดีย์ หมายถึง พระธรรมอันเป็นความจริงที่อนันต์คือไม่มีที่สิ้นสุด หมุนไปเหมือนล้อรถ
คือ ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตรอันเป็นปฐมเทศนา ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ; อิสิปตน (ฤษีมาชุมนุมกัน) + มฤคทาย(ป่าที่เป็นที่อยู่ของกวาง) + วัน(ป่า)
ข้างเสาธรรมจักร จึงมีกวางหมอบ เพื่อบอกว่าที่นี่คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ลวดลายธรรมจักร จากโบราณสถานเจดีย์หมายเลข 2
การพบเสาธรรมจักรที่ เจดีย์โบราณสถานหมายเลข 11 เมืองโบราณอู่ทอง ทำให้ทราบว่าประกอบขึ้นเป็นเสาอย่างไร
ทวารวดีมีการนับถือศาสนาที่มีการผสมผสานของนิกายเกรวาท และ มหายานตันตระ
นิกายเถรวาทคือ วาทะของพระเถระ ใช้ภาษาบาลี
นิกายมหาสังฆิกาสคือ มติของที่ประชุมใหญ่ เกิดจากการการสังคายนาครั้งที่ 2 ใช้ภาษาสันสกฤต
มีศูนย์กลางอยู่ที่ อมราวดี และ นาคารชุนโกณฑะ
อาจเป็นไปได้ว่า แผ่นดินเผารูปพระภิกษุอุ้มบาตร ที่สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับศาสนสถาน
เป็นศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบที่อู่ทอง เพราะการห่มจีวรแบบห่มคลุม เป็นริ้วเสมือนจริง มาจากอินเดียใต้
เทียบได้กับพุทธศิลป์อมราวดี
พระพุทธรูปทวารวดีมีลักษณะ
พระพักตร์กลมแป้น พระขนงต่อกันเป็นปีกกา
พระเนตรมองต่ำแสดงถึงความเมตตา -> มหายาน
พระเกษาขมวดเป็นวงก้นหอย อุษณีษะปมกลม อาจมีประภามณฑล
จีวรเรียบ ไม่มีริ้ว บางแนบพระวรกาย เห็นขอบสบงที่บั้นพระองค์
มีสองแบบคือ
ห่มคลุม คือชายจีวรด้านหลังเป็นกรอบตกลงมาจากพระกร พาดผ่านบริเวณข้อพระบาท
ชายจีวรด้านหน้ายกสูงขึ้น พาดผ่านพระชงฆ์พระในอินเดียเหนือ ที่อากาศเย็น
และห่มเฉียง แบบอินเดียใต้ ที่อากาศร้อน ชายจีวรทบมาทางด้านซ้าย
ปางสมาธิ
ประทับสมาธิ - แสดงถึงการตรัสรู้
จีวรห่มเฉียงลึกใต้พระถัน สังฆาฏิคลี่ออกเป็นริ้ว ราวพุทธศตวรรษ 13-15
ปางแสดงธรรม วิตรรกมุทรา
ประทับสมาธิราบ
พระหัตถ์ขวา ปลายนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือแตะกันกลมเป็นดั่งกงล้อ แสดงถึงพระธรรมที่หมุน พระหัตถ์ซ้ายแบออก
พระพุทธรูปยืนบนฐานบัว
ยืนตรง - สมภังค์ , ยืนยักเอว - ตริภังค์
แขนขนานหรือไม่ขนานกันก็ได้
ปางแสดงธรรม วิตรรกมุทรา -> พระหัตถ์ขวาปลายน้วชี้และนิ้วหัวแม่มือแตะกันกลมเป็นดั่งกงล้อ แสดงถึงพระธรรมที่หมุน
พระหัตถ์ซ้ายที่แบออก อาจถือลูกบวบ
ปางให้อภัย อภัยมุทรา -> แบพระหัตถ์ตั้งขึ้น แสดงถึงพอ
ชิ้นส่วนพระพุทธรูปทองคำ

พระโพธิสัตว์ คือ สัตว์ผู้ที่แสวงหาโพธิฌาน ในนิกายมหายานตันตระ
เป็นผู้ซึ่งได้บรรลุนิพพานหรือสุญญตา แต่ยับยั้งไว้ไม่ไปนิพพาน เพื่อช่วยคนอื่นก่อน จึงมีพระเนตรเหลือบต่ำ แสดงถึงความเมตตา
รูปเคารพพระโพธิสัตว์ ที่พบที่อู่ทองเป็นศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 13-14
เป็นพระอวโลกิเตศวร -> เจ้าผู้ที่มองลงมาข้างล่าง แสดงถึงความเมตตา
หรือ
พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ -> ผู้ถือดอกบัวอยู่ในมือ
และมีพระอมิตาภะ (ปางสมาธิ) -> อยู่บนชฏามุกุฎหรือมวยผม
พระหัตถ์ขวาถือลูกประคำ พระหัตถ์ซ้ายถือก้านดอกบัวและคนโทน้ำอมฤต
มีสายธุรำ (ด้ายมงคลของพราหมณ์) หรือยัชโญปวีต พาดคล้องที่พระอังสาซ้าย มีหัวกวางประดับที่หน้าอก
ยืนบนดอกบัว
พระโพธิสัตว์ และสตรี
พระพิมพ์ ที่พบมากในวัฒนธรรมทวารวดีเป็นภาพ มหาปาฏิหาริย์ หรือยมปาฏิหาริย์
พระพุทธเจ้าประทับสมาธิบนดอกบัว ใต้ต้นมะม่วง
ดอกบัวถือโดยนาค
ขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ - ผู้ถือดอกบัว
มุมด้านบนปรากฎภาพ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ มีเทวดาและวิทยาธรเหาะอยู่
พระพิมพ์ 2 5 6 พระพุทธรูปประทับสมาธิเพ็ชร
พระพิมพ์ 3 4 นักวิชาการตีความว่า ยังเป็นปางมหาปาฏิหาริย์ หรือยมปาฏิหาริย์
สองข้างของพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์
พระสาวก - ไม่มีอุษณีษะ และ พระพุทธรูปยืน
พระพิมพ์ดินเผา ในภาชนะดินเผาที่โบราณสถานพุหางนาค
พระพุทธเจ้าทรงประทับสมาธิราบ บนบัลลังก์เหลี่ยม ใต้ต้นโพธิ์ มีประภามณฑล แวดล้อมด้วยเครื่องสูง คือ ฉัตร บังแทรก บังสูรย์ จามร
จารึกอักษรหลังปัลลวะ ภาษามอญโบราณ ว่า บุญเป็นของกษัตริย์ผู้สร้างพระพุทธรูป
เจดีย์ พบมากสองรูปแบบคือ ; เจดีย์ทรงระฆัง -> บรรจุพระธาตุ, เจดีย์ทรงปราสาท -> ที่อยู่ของเทพ
เจดีย์ในทวารวดี ส่วนใหญ่เหลือแค่เพียงฐาน และอาจมีกองอิฐบนลานประทักษิณ
ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้แสดงภาพสันนิษฐานเจดีย์ดังนี้คือ
เป็นเจดีย์ที่อยู่ในผังสี่เหลี่ยม ยกเก็จทั้งด้าน และมุม
มีฐานบัววลัย คือ ฐานเขียงรองรับบัวลูกแก้วขนาดใหญ่
ท้องไม้ เจาะเป็นช่องๆ คล้ายหน้าต่างเพื่อติดแผ่นภาพ
ยอดเจดีย์จำลอง และยอดเจดีย์ เป็นรูปหม้อน้ำ
อมลกะ หรือ บัวยอดปราสาท ; อ่านว่า อะ-มะ-ละ-กะ มาจากคำว่า อมลกิ ในภาษาสันสกฤตแปลว่า ลูกมะขามป้อม
อิฐเนื้อละเอียด ผิวบริเวณด้านหน้าและด้านข้างขัดเรียบ ด้านหลังมีผิวหยาบ มีรอยแกลบข้าวในเนื้ออิฐ - ลักษณะเฉพาะของอิฐทวารวดี
ปิดทองคำเปลว เขียนสีลายก้านขดและลายเรขาคณิต สันนิษฐานว่าเป็นอิฐฤกษ์
ปฏิมากรรมประดับสถาปัตยกรรม
ดินเผารูปมกรและปูนปั้นนาค
กุฑุมีลักษณะคล้ายหน้าต่างโค้ง ประดับเจดีย์ทวารวดี แสดงถึงชั้นของเจดีย์
โดยมีใบหน้าของหญิงมอญทวารวดี -> *ดวงตามีจุดตาดำ* ยื่นหน้าออกมาที่หน้าต่าง
ปฏิมากรรมรูปบุคคลฟ้อนรำ
แสดงถึงการใช้เครื่องประดับในสมัยนั้น
ลูกปัดประดับผม สร้อยคอ
ตุ้มหู กำไล แหวน
จี้ประดับเพชรพลอย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง สุพรรณบุรี
ในวัฒนธรรมทวารวดี ที่ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ
ได้ถูกบันทึกชื่อโดยภิกษุจีนจิ้นฮง ในเวลานั้นว่า โถโลโปตี้ หรือ ทวารวดี
ศิลาจารึก "ปุษยคิริ" พบที่เมืองโบราณอู่ทอง กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 13-14
เชื่อว่าเป็นชื่อของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองโบราณอู่ทอง
ตั้งอยู่ในแนวเหนือลงใต้ ทางตะวันตกของเมืองอู่ทอง
พื้นที่สูงด้านหลังของกลุ่มเขา เรียกว่า พุหางนาค
มีอ่างเก็บน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงเมืองอู่ทองโบราณ คือ อ่างเก็บน้ำเขาพระ
มีคลองขุดเพื่อผันน้ำ ให้ไหลเข้ามากักเก็บไว้ ที่คอกดินที่เคยเชื่อกันว่า เป็นคอกสำหรับเลี้ยงช้างสมัยโบราณ จึงเรียกอีกชื่อว่า คอกช้างดิน
จากโบราณวัตถุที่พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง
จีน -> ไหเคลือบสีเขียว 6 หู สมัยราชวงศ์ถัง กลางพุทธศตวรรษที่ 14 (ราว พ.ศ.1350)
เมืองบาสรา ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก -> เครื่องถ้วยสีเขียวอมฟ้า ประดับบนปูนปั้น
อาหรับ -> เหรียญสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ์ พุทธศตวรรษที่ 14 จารึกคำปฏิญานในศาสนาอิสลาม
จักรวรรดิโรมัน -> เหรียญโรมันจักรพรรดิวิคโตรินุส พุทธศตวรรษที่ 9
ศิวลึงค์เป็นรูปเคารพแทนพระศิวะ -> ถ้ามนุษย์สร้างขึ้นเรียก มานุษยลึงค์
เป็นทรงกระบอก มีสามส่วน คือ
ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส -> พรหมภาค
ส่วนกลางแปดเหลี่ยม -> วิษณุภาค
ส่วนยอดกลม -> รุทรภาค เป็นส่วนเดียวที่จะพ้นฐานโยนีขึ้นมาเรียกบูชาภาค
อินเดียสมัยนั้นนิยมสร้างเสาอโศก จึงมีอิทธิพลต่อการสร้างเสาธรรมจักรที่เมืองอู่ทองโบราณ เพื่อระลึกถึงแม้เวลาจะผ่านเลยยุคนั้นมาแล้ว
เสาธรรมจักรเป็นธรรมเจดีย์ หมายถึง พระธรรมอันเป็นความจริงที่อนันต์คือไม่มีที่สิ้นสุด หมุนไปเหมือนล้อรถ
คือ ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตรอันเป็นปฐมเทศนา ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ; อิสิปตน (ฤษีมาชุมนุมกัน) + มฤคทาย(ป่าที่เป็นที่อยู่ของกวาง) + วัน(ป่า)
ข้างเสาธรรมจักร จึงมีกวางหมอบ เพื่อบอกว่าที่นี่คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ลวดลายธรรมจักร จากโบราณสถานเจดีย์หมายเลข 2
นิกายเถรวาทคือ วาทะของพระเถระ ใช้ภาษาบาลี
นิกายมหาสังฆิกาสคือ มติของที่ประชุมใหญ่ เกิดจากการการสังคายนาครั้งที่ 2 ใช้ภาษาสันสกฤต
มีศูนย์กลางอยู่ที่ อมราวดี และ นาคารชุนโกณฑะ
อาจเป็นไปได้ว่า แผ่นดินเผารูปพระภิกษุอุ้มบาตร ที่สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับศาสนสถาน
เป็นศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบที่อู่ทอง เพราะการห่มจีวรแบบห่มคลุม เป็นริ้วเสมือนจริง มาจากอินเดียใต้
เทียบได้กับพุทธศิลป์อมราวดี
พระเนตรมองต่ำแสดงถึงความเมตตา -> มหายาน
พระเกษาขมวดเป็นวงก้นหอย อุษณีษะปมกลม อาจมีประภามณฑล
จีวรเรียบ ไม่มีริ้ว บางแนบพระวรกาย เห็นขอบสบงที่บั้นพระองค์
มีสองแบบคือ
ชายจีวรด้านหน้ายกสูงขึ้น พาดผ่านพระชงฆ์พระในอินเดียเหนือ ที่อากาศเย็น
ปางสมาธิ
ประทับสมาธิ - แสดงถึงการตรัสรู้
จีวรห่มเฉียงลึกใต้พระถัน สังฆาฏิคลี่ออกเป็นริ้ว ราวพุทธศตวรรษ 13-15
ประทับสมาธิราบ
พระหัตถ์ขวา ปลายนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือแตะกันกลมเป็นดั่งกงล้อ แสดงถึงพระธรรมที่หมุน พระหัตถ์ซ้ายแบออก
ยืนตรง - สมภังค์ , ยืนยักเอว - ตริภังค์
แขนขนานหรือไม่ขนานกันก็ได้
ปางแสดงธรรม วิตรรกมุทรา -> พระหัตถ์ขวาปลายน้วชี้และนิ้วหัวแม่มือแตะกันกลมเป็นดั่งกงล้อ แสดงถึงพระธรรมที่หมุน
พระหัตถ์ซ้ายที่แบออก อาจถือลูกบวบ
ปางให้อภัย อภัยมุทรา -> แบพระหัตถ์ตั้งขึ้น แสดงถึงพอ
เป็นผู้ซึ่งได้บรรลุนิพพานหรือสุญญตา แต่ยับยั้งไว้ไม่ไปนิพพาน เพื่อช่วยคนอื่นก่อน จึงมีพระเนตรเหลือบต่ำ แสดงถึงความเมตตา
รูปเคารพพระโพธิสัตว์ ที่พบที่อู่ทองเป็นศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 13-14
เป็นพระอวโลกิเตศวร -> เจ้าผู้ที่มองลงมาข้างล่าง แสดงถึงความเมตตา
หรือ
พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ -> ผู้ถือดอกบัวอยู่ในมือ
และมีพระอมิตาภะ (ปางสมาธิ) -> อยู่บนชฏามุกุฎหรือมวยผม
พระหัตถ์ขวาถือลูกประคำ พระหัตถ์ซ้ายถือก้านดอกบัวและคนโทน้ำอมฤต
มีสายธุรำ (ด้ายมงคลของพราหมณ์) หรือยัชโญปวีต พาดคล้องที่พระอังสาซ้าย มีหัวกวางประดับที่หน้าอก
ยืนบนดอกบัว
พระพุทธเจ้าประทับสมาธิบนดอกบัว ใต้ต้นมะม่วง
ดอกบัวถือโดยนาค
ขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ - ผู้ถือดอกบัว
มุมด้านบนปรากฎภาพ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ มีเทวดาและวิทยาธรเหาะอยู่
พระพิมพ์ 2 5 6 พระพุทธรูปประทับสมาธิเพ็ชร
พระพิมพ์ 3 4 นักวิชาการตีความว่า ยังเป็นปางมหาปาฏิหาริย์ หรือยมปาฏิหาริย์
สองข้างของพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์
จารึกอักษรหลังปัลลวะ ภาษามอญโบราณ ว่า บุญเป็นของกษัตริย์ผู้สร้างพระพุทธรูป
เจดีย์ในทวารวดี ส่วนใหญ่เหลือแค่เพียงฐาน และอาจมีกองอิฐบนลานประทักษิณ
ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้แสดงภาพสันนิษฐานเจดีย์ดังนี้คือ
เป็นเจดีย์ที่อยู่ในผังสี่เหลี่ยม ยกเก็จทั้งด้าน และมุม
มีฐานบัววลัย คือ ฐานเขียงรองรับบัวลูกแก้วขนาดใหญ่
ท้องไม้ เจาะเป็นช่องๆ คล้ายหน้าต่างเพื่อติดแผ่นภาพ
อมลกะ หรือ บัวยอดปราสาท ; อ่านว่า อะ-มะ-ละ-กะ มาจากคำว่า อมลกิ ในภาษาสันสกฤตแปลว่า ลูกมะขามป้อม
ปิดทองคำเปลว เขียนสีลายก้านขดและลายเรขาคณิต สันนิษฐานว่าเป็นอิฐฤกษ์
ดินเผารูปมกรและปูนปั้นนาค
โดยมีใบหน้าของหญิงมอญทวารวดี -> *ดวงตามีจุดตาดำ* ยื่นหน้าออกมาที่หน้าต่าง
ลูกปัดประดับผม สร้อยคอ