เผาโลโก้บางจาก ร้องรัฐตรวจสอบทุนจีน ฮั้วนอมินี เอี่ยว 'เหมืองโปแตช'

8 พ.ค. 2568 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้จัดกิจกรรม ‘เราจะบล็อค ก่อนบ้านจะบึ้ม’ เป็นวันที่ 3 เพื่อคัดค้านการระเบิดอุโมงค์ของเหมืองแร่โปแตช โดยบริษัท ไทยคาลิ จำกัด และสื่อสารผลกระทบที่ชุมชนได้รับจากการทำเหมืองแร่

โดยในวันนี้ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้เปิดเผยข้อมูลว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านธุรกิจของบางจากว่า นอกจากบริษัทบางจากจะจับมือกับกลุ่มจีนเทาเพื่อทำเหมืองโปแตชแล้ว วันนี้จะชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยว่าเป็นอย่างไร ตัวละครสำคัญคือ พิชัย ชุณหวชิร คนสนิทและเป็นมือขวา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เคยเป็นโต้โผใหญ่ในการแปรรูป ปตท. สำเร็จมาแล้ว

ซึ่งในช่วงนั้น ปตท. ได้ทำการขายหุ้นบริษัทบางจากที่ตัวเองถืออยู่ จำนวน 374.74 ล้านหุ้นหรือคิดเป็น 27.22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสบช่อง นายพิชัยก็คาดหวังว่า จะแปรรูปบางจากให้เหมือนกับ ปตท. จึงมีการเดินหน้าซื้อหุ้นบางจาก โดยมีการตั้งบริษัทของตัวเอง รวมทั้งชักชวนบริษัทยักษ์ใหญ่มาซื้อหุ้นรวม 2 บริษัท

บริษัทแรก คือ บมจ.บีซีพี คอร์เปอเรชั่น ที่มีนายพิชัย เป็นเจ้าของ อีกบริษัทคือ บมจ.เมอร์เมด มาริไทม์ มีนาย ประยุทธ์ มหากิจศิริ เจ้าของเนสกาแฟเป็นเจ้าของ

เมื่อพนักงานบางจากล่วงรู้ถึงแผนการนี้ ก็ทำการคัดค้าน เนื่องจากกลัวว่าจะถูก นายทักษิณ ครอบงำ และการแปรรูปนี้จะมุ่งหาแต่กำไร และน้ำมันก็จะมีแต่แพงขึ้น จึงมีการร้องไปยังรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2558 ด้วยที่ช่วงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ทำรัฐประหาร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมา จึงไม่ต้องการให้ทักษิณทำการครอบงำเช่นกัน จึงให้กองทุนวายุภักษ์หนึ่งไปซื้อหุ้น 15 เปอร์เซ็นต์ และสำนักงานประกันสังคมไปซื้อหุ้น 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสองบริษัทที่จะซื้อหุ้นบางจากซื้อไม่ได้ ก็ทำการยุบบริษัททิ้ง

ต่อมายุครัฐบาลเศรษฐาหนึ่ง นายพิชัยก็กลับมามีบทบาทเป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเจ้าตัวก็มีแนวคิดพลิกฟื้นเศรษฐกิจ หลังอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลมีแต่ดิ่งลง พร้อมมีแนวคิดต้องการนำอุตสาหกรรมรถยนต์อีวีมาทดแทน ซึ่งแน่นอนว่า ต้องการแร่ลิเทียมเพื่อทำแบตเตอรี่รถยนต์ และนี่จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมรัฐบาลของนายเศรษฐา ประกาศการทำเหมืองแร่โปแตชเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งคนที่เสนอแนวคิดต่อนายเศรษฐา ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือนายพิชัยนั่นเอง

พอมาถึงรัฐบาลเศรษฐาสอง นายเศรษฐาถูกปลดจาก รมว.คลัง แล้วนายพิชัยก็ขึ้นมาผงาด เป็นผู้ดูแลการเงินการคลังที่สำคัญมากจนมาถึงปัจจุบัน จึงเป็นที่มาถึงการเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

เลิศศักดิ์ ยังให้ข้อมูลเชิงวิชาการ โดยระบุถึงสาเหตุที่บางจากต้องมาซื้อหุ้นเหมืองแร่โปแตช บริษัท ไทยคาลิ ว่า สาเหตุสำคัญที่มาซื้อเนื่องจากพลังงานสะอาดของบริษัทกำลังเติบโต เช่น พลังงานไฟฟ้าจากลม และแสงแดด จึงไปซื้อหุ้นและทำสัญญาซื้อขายแร่ลิเทียมเป็นเวลา 20 ปี กับ บริษัท Lithium Americas Corp ที่ทำเหมืองลิเทียมในที่ราบเกลือ Cauchari Olaroz ในสามเหลี่ยมลิเทียมฝั่งประเทศอาร์เจนตินา เพื่อนำไปเป็นส่วนผสมผลิตแบตเตอรี่ ชนิดลิเทียมอิออน สำหรับการเก็บสำรองกระแสไฟฟ้า และการที่มาซื้อหุ้นบริษัทไทยคาลิ ที่เป็นเหมืองแร่โปแตช ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อนำแร่โปแตชมาทำปุ๋ย แต่ความมุ่งหวังคือแร่โซเดียมคลอไรด์ เพื่อมาทำแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บประจุไฟฟ้า จากพลังงานลมและแสงแดด และมุ่งหวังเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกเพิ่มอีกทาง และนี่คือเหตุผลทำไมบางจากถึงมาซื้อหุ้นบริษัทไทยคาลิ

“การที่บางจากซื้อหุ้นบริษัทไทยคาลิ 65% ของหุ้นทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการซื้อหุ้นแบบครอบครองกิจการเลยก็ว่าได้ โดยที่ไม่สนใจว่าเหมืองแร่โปแตชแห่งนี้ได้ก่อผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ ยอมเสียภาพลักษณ์

“ตอนนี้เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นระดับชาติไปแล้ว เพราะบางจากไม่สนที่จะทำธุรกิจสีเขียวที่ตัวเองสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาอีกต่อไป เนื่องจากไปจับมือกับกลุ่มจีนสีเทาในการทำเหมืองรอบสอง หนำซ้ำ และยังมีความเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย เพื่อประสานต่อยอดธุรกิจให้ตัวเองเติบโต โดยไม่เห็นหัวชาวบ้าน”

ต่อมาในช่วงบ่ายได้มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปลี่ยนโลโก้ของบริษัทบางจาก จากโลโก้สีเขียวเป็นสีเทา โดย จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ตอนนี้บางจากได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวที่อาบไปด้วยสีเทา พร้อมกับเผาเสื้อของบริษัทไทยคาลิพร้อมทั้งการอ่านแถลงการณ์ของกลุ่ม โดย กมล ปราณีตพลกรัง เป็นตัวแทนของกลุ่มอ่านแถลงการณ์โดยมีข้อเสนอของแถลงการณ์ดังนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่โปแตชที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นั้น อาจเป็นเพียงผลกระทบจุดเล็กๆ บนแผนที่ประเทศ หรือในทางภูมิศาสตร์ แต่การเข้ามาของจีนเทา โดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีรัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ได้สัญญารับเหมาขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ที่ดอนหนองโพในพื้นที่ ต.หนองบัวตะเกียด อำเภอและจังหวัดเดียวกัน โดยเป็นสัญญาประเภท EPC+O หรือสัญญาประเภทออกแบบ จัดซื้อก่อสร้างและเดินระบบตลอดอายุประทานบัตร 30 ปี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงลุกลามบานปลาย กลายเป็นผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศที่กำลังตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อรัฐบาลและระบบราชการไทย ที่เปิดโอกาสเชิญชวนให้รัฐวิสาหกิจจากประเทศจีนทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ กำลังกัดกินประเทศจนเซาะกร่อนบ่อยทำลายทุกภาคส่วนของสังคมอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้

สิ่งที่ไทยคาลิกระทำโดยให้รัฐวิสาหกิจจีนในนาม China Coal No.3 Mine Construction (Group) Corporation Limited หรือ CCMC ทำการขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ด้วยสัญญาประเภท EPC+O คือ การเลี่ยงความรับผิดชอบจากการทำเหมือง ซึ่งหากเกิดผลกระทบใดๆ ขึ้นมาจากการทำเหมืองโดยอุโมงค์ใหม่จะถือว่ามิใช่ภาระและความรับผิดชอบของไทยคาลิโดยตรงอีกต่อไป ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะต้องไปร้องเรียนเอากับ CCMC แทน

หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 19 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ในกรณีที่แหล่งแร่ใดมีศักยภาพในการพัฒนา แต่เทคโนโลยีที่จะใช้ในการทำเหมืองและมาตรการป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนยังไม่เหมาะสม ให้สงวนแหล่งแร่นั้นไว้จนกว่าจะมีเทคโนโลยี และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่เหมาะสม”

นั่นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ต้องการให้บริษัทที่เป็นผู้ขอประทานบัตรโดยตรง ต้องใช้เทคโนโลยีและมาตรการป้องกันผลกระทบของตัวเอง แต่เนื่องจากไทยคาลิมิสามารถมีเทคโนโลยีและมาตรการป้องกันผลกระทบโดยตัวเองได้ ถ้าว่าตามพระราชบัญญัติแร่ดังกล่าวแล้วนั่น แสดงว่าเหมืองแห่งนี้ยังมีเทคโนโลยีและมาตรการที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นเหมืองโปแตชแห่งนี้ควรยุติการทำเหมือง แต่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายและมิยอมยุติการทำเหมือง จึงได้ทำสัญญา EPC+O เพื่อโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้พ้นตัวเอง โดยให้ประชาชนไทยไปเผชิญปัญหากับบริษัทนอกประเทศไทย

แม้สิทธิบนผืนดินในเขตแหล่งแร่จะเป็นของไทยคาลิที่ได้มาจากการซื้อหรือเช่า แต่ไทยคาลิก็มิอาจมีสิทธิบนผืนดินนั้นได้อย่างเต็มสิทธิหากการทำเหมืองได้ก่อผลกระทบกระจายไปทั่วรอบเขตเหมืองแร่ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดจึงมีข้อเรียกร้องต่อบริษัท ไทยคาลิ จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และรัฐบาล ดังนี้



ในส่วนของไทยคาลิ ดังนี้

1. ขอให้ชดใช้ความเสียหายต่อประชาชน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองโปแตชโดยอุโมงค์เดิมให้เท่ากับความรุนแรงกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

2. ขอให้กลับไปแก้ไขอุโมงค์เดิมที่อยู่ในเขตโรงงานที่ ต.หนองไทร เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิมหากประสงค์จะทำเหมืองต่อไป

3. หยุดการดำเนินการในการขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ที่ดอนหนองโพ ในเขตพื้นที่ ต.หนองบัวตะเกียด โดยทันที

ในส่วนของบริษัท 

ขอให้บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอให้ถอนหุ้นทั้งหมดออกจากไทยคาลิโดยเร่งด่วน

ในส่วนของรัฐบาล มีดังนี้

1. ขอให้มีคำสั่งหยุดการใช้ระเบิดเพื่อขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ที่ดอนหนองโพโดยเร่งด่วน และหยุดการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ที่ดอนหนองโพโดยเร่งด่วน

2. ขอให้มีคำสั่งตรวจสอบและเอาผิดการถือหุ้นอำพรางในบริษัท ไชน่า โคล นัมเบอร์ 3 ไมน์นิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ไชน่า โคล นัมเบอร์ 3 คอนสตรัคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ CCMC

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ระบุว่า นี่ถือเป็นข้อเรียกร้องที่เหมาะสมและสมเหตุสมผลที่สุดแล้วสำหรับไทยคาลิ หากไม่หยุดการดำเนินการขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ที่ดอนหนองโพ ถ้าระเบิดลูกแรกเข้ามาในพื้นที่เมื่อไหร่ พี่น้องกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดพร้อมที่จะทำการอารยะขัดขืนอย่างถึงที่สุด เพื่อยุติการทำเหมืองแร่โปแตชที่ด่านขุนทดให้จงได้ เพื่อที่ผู้คนที่นี่จะรอดพ้นจากผลกระทบที่ขยายตัวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อที่สังคมไทยจะปราศจากการดำเนินธุรกิจของจีนเทาที่กัดเซาะบ่อยทำลายสังคมเรารุนแรงขึ้นทุก ๆ วัน

ที่มา https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2857321
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่