เห็ดนำเข้า ครองตลาด เห็ดไทย สู้ราคาไม่ได้-ขาดเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า

เห็ดนำเข้า ครองตลาด “นายกสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดไทย” ชี้เห็ดไทยสู้ราคาไม่ได้ ไร้เทคโนโลยีเก็บรักษาและบรรจุภัณฑ์ แนะรัฐจำกัดจำนวนนำเข้า-เพิ่มงบพัฒนาเทคโนโลยี และเกษตรกรปรับตัว หันป้อนผลผลิตสู่ตลาดอาหารเสริม

จากกรณีชาวเน็ตไทยจำนวนหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า “เห็ด” ที่วางขายในห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก เป็นฉลากนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน แทบไม่เห็นเห็ดฉลากไทยวางขาย จนมีผู้แชร์ต่อหลายหมื่นครั้งในเว็บไซต์ X (ทวิตเตอร์) เกิดการถกเถียงและข้อกังวลว่า “เห็ดไทย” กำลังวิกฤตหรือไม่?

ไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.ธิติยา บุญประเทือง นักวิจัยธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนายกสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย ถึงกรณีที่เกิดขึ้น

ดร.ธิติยา เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดเห็ดในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นเห็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มากที่สุดคือ ประเทศจีน โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณเห็ดนำเข้าทั้งหมดในปี 2023 อยู่ที่ 2.3 พันล้านตัน และ 2024 (มกราคม-ตุลาคม)อยู่ที่ 1.9 พันล้านตัน ซึ่งคาดว่าปริมาณทั้งปี 2024 น่าจะไม่ต่างจากปี 2023 มากนัก ขณะที่ปริมาณการผลิตเห็ดในประเทศอยู่ที่ประมาณปีละ 1.2 แสนตันเท่านั้น

สำหรับการนำเข้า ไม่ได้ระบุชนิดของเห็ดอย่างละเอียดแต่แบ่งกลุ่มเป็น 1.เห็ดอื่นๆ เช่น ชิตาเกะ ไมทาเกะ หลินจือ มากที่สุดที่ราว 1.4 พันล้านตัน 2.เห็ดตระกูลอะการิคัส (Agaricus) เช่น เห็ดกระดุม ราว 5 แสนตัน และ 3.เห็ดทรัฟเฟิล หลักหมื่นตัน
การนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศไม่ได้มีการจำกัดจำนวน แต่ทางกรมวิชาการเกษตรจะกำหนดว่าชนิดใดนำเข้าได้หรือไม่ได้ แต่ว่ามีจำนวนน้อยมากที่ถูกห้ามนำเข้า

เห็ดไทย สู้ราคาไม่ได้ ขาดเทคโนโลยี
เห็ดที่นำเข้านั้น เป็นเห็ดที่สามารถเพาะในประเทศไทยได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าจำเป็นต้องใช้ห้องควบคุมในการเพาะหรือไม่ แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เห็ดไทยเสียเปรียบคือ เกษตรกรไทยโดยเฉพาะรายย่อย มีปัญหาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขนส่ง ทำให้การคงสภาพเห็ดจากฟาร์มส่งไปถึงมือผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ทำได้ยาก

ในขณะเดียวกัน ประเทศจีน ที่เป็นเจ้าตลาดเห็ดในไทย สามารถผลิตและส่งออกเห็ดได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากทำในรูปแบบฟาร์มขนาดใหญ่ และรัฐบาลสนับสนุนอย่างดี ให้องค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ช่วยเหลือด้านต้นทุน สนับสนุนเรื่องการส่งออกและการพัฒนาเทคโนโลยีการบรรจุภัณฑ์และขนส่ง ซึ่งในอนาคตเมื่อรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สร้างแล้วเสร็จ คาดว่าผลผลิตเห็ดจากจีนจะทะลักเข้าไทยอีกเป็นจำนวนมาก

“ที่ประเทศจีน ทั้งมณฑลปลูกแต่เห็ดอย่างเดียวแล้วส่งออก ปริมาณผลผลิตที่ได้จึงสูงมากและส่งออกไปทั่วโลก โดยเห็ดที่เห็นในประเทศไทยมาจากจีนจำนวนเยอะมาก มองจากในมุมลูกค้าที่ไปเดินห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ตจะเห็นว่าบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นของจีน มีของไทยน้อยมาก เท่าที่สำรวจคาดว่าน่าจะเกิน 80% เห็ดไทยมีแค่บางยี่ห้อเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ตลาดค้าส่งหรือค้าปลีกรายใหญ่ได้ โดยเห็ดจากผู้ประกอบการรายย่อยของไทย จะไปขายที่ตลาดท้องถิ่นมากกว่า”
นอกจากนี้จีนยังมีข้อได้เปรียบเรื่องราคาที่ถูกกว่า ไม่โดนกำแพงภาษี ไม่มีเพดานการนำเข้า และยังมีเรื่องต้นทุนแรงงาน ที่ค่าแรงในประเทศไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ฟาร์มเห็ดไทยต้องหาราคาที่ขายแล้วไม่ขาดทุน จึงอาจจะสู้ราคาเห็ดนำเข้าไม่ได้

"ตลาดอาหารเสริม" โอกาสของฟาร์มเห็ดไทย 
ดร.ธิติยา เปิดเผยว่า เห็ดที่นำเข้ามาไม่ใช่เพื่อการบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ราว 60-70% ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการโรงงานขนาดใหญ่ที่ทั้งผลิตและจำหน่ายเองและรับผลิตให้แบรนด์อื่นๆ ทำให้ตัวเลขการนำเข้าเห็ดเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย

โรงงานเหล่านี้ใช้เห็ดนำเข้าเกือบทั้งหมด เพราะต้องใช้เห็ดจำนวนมากในการสกัดสารที่ต้องการออกมา เช่น เห็ด 10 ตัน ทำผงเห็ดได้แค่ 1 ตันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการกำหนดคุณลักษณะเพิ่มเติม เช่น ต้องมีใบรับรองจากห้องแล็บว่ามีสารบางอย่างในจำนวนที่กำหนด
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเห็ดไทยไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีคุณลักษณะตามที่ผู้ผลิตอาหารเสริมต้องการ แต่เพราะฟาร์มเห็ดในไทยส่วนใหญ่เป็นรายย่อยไม่สามารถผลิตได้จำนวนมากพอ และการขายเห็ดแต่ละล็อตต้องมีการส่งตรวจในห้องแล็บก่อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับจำนวนเห็ดที่ขายได้
...
อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นความท้าทายและโอกาสของผู้เกษตรกรผู้เพาะเห็ดไทย โดยทางสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยร่วมกับเครือข่าย ได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการอาหารเสริมรายใหญ่ พบว่าที่ต้องนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศเพราะติดเรื่องมาตรฐานและการการันตีคุณภาพของวัตถุดิบ เมื่อทางสมาคมฯ เสนอไปว่าหากมีการรวมตัวเกษตรกรในไทย พัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและมีหน่วยงานเข้ามาช่วยตรวจสอบรับรองคุณภาพ ทางผู้ประกอบการอาหารเสริมจะยินดีรับวัตถุดิบจากในประเทศหรือไม่ ซึ่งทางผู้ประกอบตอบว่ายินดีที่จะรับ

ตอนนี้ทางสมาคมฯ เครือข่ายนักวิชาการ รวมถึงโร้ดแมปเห็ด ของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กำลังร่วมมือกันเพื่อเป็นสะพานผลักดันเห็ดไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารเสริมมากขึ้น โดยจะมีการพูดคุยกับฟาร์มต่างๆ ว่าฟาร์มไหนสนใจมารวมกลุ่มกันบ้าง จากนั้นจะส่งตัวแทนเข้าไปช่วยดูแลกระบวนการผลิต เจรจากับภาคธุรกิจอาหารเสริม สื่อสารความต้องการระหว่างเกษตรกรและเอกชนผู้รับซื้อ 

“นี่เป็นจุดเปลี่ยนว่าตั้งแต่นี้ต่อไป แทนที่เราจะผลิตโดยมองแค่ขายไปบริโภค เราลองเปลี่ยนมาผลิตให้ได้มาตรฐานตามที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ ดูว่าต้องผ่าน ISO อะไร ต้องมีสารสกัดอะไรบ้าง ถึงเวลาต้องรวมกลุ่มแล้วทำร่วมกัน นี่ถือเป็นความท้าทายและโอกาสของฟาร์มเห็ดในไทย”
หนทางรอดของ “เห็ดไทย”

สำหรับหนทางรอด และการปรับตัวของ เห็ดไทย ดร.ธิติยา ได้มีข้อเสนอแนะว่า
1. ภาครัฐควรเข้ามาช่วยตีกรอบ กำหนดเพดานจำนวนการนำเข้า เพื่อไม่ให้กระทบกับตลาดหรือผู้ผลิตในประเทศมากนัก
2. ภาครัฐควรลงทุนกับงานวิจัยด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและขนส่ง เช่น ถุงถนอมอาหารที่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ดี เพื่อป้อนผู้ประกอบการกลุ่มผัก ผลไม้และเห็ด ช่วยยืดอายุระหว่างการขนส่งจากหน้าฟาร์มไปสู่ตลาดต่างๆ ทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ไกลมากขึ้น เพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น
3. เกษตรกรไทยก็ต้องปรับตัว เพิ่มมาตรฐานในการผลิตให้เข้ากับอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้เห็ดอย่างธุรกิจอาหารเสริม รวมตัวกันเพื่อรวบรวมผลผลิตและช่วยกันตรวจสอบมาตรฐาน แบ่งปันองค์ความรู้
4. รณรงค์ให้คนไทยหันมาบริโภคเห็ดไทยมากขึ้น ตรวจสอบฉลากบรรจุภัณฑ์และเลือกซื้อสินค้าไทย ซื้อเห็ดโดยตรงจากผู้ประกอบการไทยผ่านหน้าฟาร์มหรือช่องทางออนไลน์ หรือซื้อจากตลาดในชุมชน ซึ่งก็จะได้เห็นเสน่ห์ของเห็ดที่หลากหลายแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตด้วย

“เห็ดไทยที่ปลอดภัยมีจำนวนมาก ของที่นำเข้ามาบริโภคเราไม่อาจทราบได้ว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการสุ่มตรวจ และถ้าหากคนไทยยังไม่สนับสนุนเกษตรกรไทย ก็ยากที่คนอื่นจะมาสนับสนุน”

เห็ดฟาง ยังไม่ถูกตีตลาดแต่กำลังหายไป?
ดร.ธิติยา ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า “เห็ดฟาง” ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเห็ดประจำชาติกำลังหายไปจากตลาด มีคนเพาะน้อยลง เนื่องจากเป็นเห็ดที่มีปัญหาเยอะที่สุดในการขนส่ง ย่อยสลายตัวเองได้เร็วมาก ต้องขนส่งไว ตลาดต้องอยู่ใกล้มาก

ด้วยความที่เห็ดฟางมีอายุสั้นมาก ทำให้ไม่มีการนำเข้าในปัจจุบัน แต่ตอนนี้ประเทศจีนสามารถเพาะเห็ดฟางได้แล้วจากเดิมที่ไม่สามารถทำได้ หากในอนาคตจีนพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถส่งออกได้ รวมกับต้นทุนและแรงสนับสนุนจากภาครัฐ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ผลิตในไทยแน่นอน ดังนั้นในช่วงที่เป็นช่องว่างที่จีนยังไม่เข้ามาตีตลาด ควรเร่งช่วยเหลือฟาร์มเห็ดฟางในไทยให้มากขึ้น

“เรื่องนี้สำคัญมาก ต่อไปเราจะไม่มีต้มยำกุ้งที่ใส่เห็ดฟาง แต่จะกลายเป็นต้มยำกุ้งที่มีเห็ดนางรม นางฟ้า ซึ่งมันไม่ใช่ มันอร่อยสู้เห็ดฟางไม่ได้ ถึงเวลาที่ภาครัฐและนักวิจัยต้องลงมาช่วยพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เรื่องวัสดุศาสตร์ในการทำภาชนะที่สามารถเก็บเห็ดให้อยู่ได้นานๆ และยังคงคุณค่าอยู่ เพื่อที่จะขนส่งได้ดี”



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่