สวัสดีครับ ผมจะมาเล่าประสบการ์ณสอบ IC License (Investment Consultant) ของผมให้ฟังครับ ก่อนอื่นผมขอเล่าก่อนว่าผมสอบช่วงตอนอยู่ปี3 เลยอาจจะมีเวลาเตรียมตัวมากกว่าคนทํางานเเล้วนึดนึง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนก็สามารถสอบผ่านได้ ขอแค่มีแผนการอ่านที่ดี
IC License คืออะไร? ทำไมหลายคนในสาย Finance ต้องมี
ใบ IC (Investment Consultant License) ใบอนุญาตที่ออกโดย ก.ล.ต. เอาไว้ใช้สำหรับ “แนะนำการลงทุน” ครับพูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราจะไปทำงานพวกขายกองทุน ที่ปรึกษาการเงิน หรือดูแลลูกค้าในพวกบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนต่าง ๆต้องมีใบนี้ก่อน ถึงจะขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. ได้ ซึ่งตัวlicenseจะเเบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ 1. Plain Product (P1) 2. Complex Product (P2,P3) รวมทั้งหมดเป็น 3 ใบ เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดในเเต่ละใบย่อหน้าถัดๆไปนะครับ
แล้วจําเป็นต้องสอบครบมั้ย?
ไม่จำเป็นเลยครับ ไม่ต้องสอบครบ 3 ตัวก็สามารถขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต ได้ซึ่งการขึ้นทะเบียน
โดยการขึ้นทะเบียน จะแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ
กลุ่มที่ 1 หรือ IC Plain สําหรับคนที่สอบผ่านแค่ P1 อย่างเดียว คือความรู้พื้นฐานการเงินทั่วไป พอเรามีใบนี้แล้วก็จะสามารถแนะนำพวกกองทุนรวมพื้นฐาน หุ้น หรือพวกตราสารหนี้ที่ไม่มีความซับซ้อนให้ลูกค้าได้ เรียกว่าเป็นกลุ่มที่ “เริ่มต้น” ที่สุด ซึ่งหลายคนก็มักจะเริ่มจากตรงนี้ก่อน ในกรณีที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปสายไหน
กลุ่มที่ 2 หรือ IC Complex 2 สําหรับคนที่สอบผ่านทั้ง P1 เเละ P2 ซึ่งเราจะสามารถแนะนำพวกกองทุนหรือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น ETF แบบมี leverage, กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่ถ้าไม่มีความรู้จริงอาจจะอธิบายลูกค้าได้ไม่ครบถ้วน
กลุ่มที่ 3 หรือ IC Complex 3 ซึ่งจะได้ก็ต่อเมื่อเราสอบผ่าน P1 กับ P3
คือคนที่อยากแนะนำพวก “อนุพันธ์” โดยเฉพาะ เช่น SET50 Futures, Gold Futures, หรือ Single Stock Futures พูดง่าย ๆ คือถ้าใครจะสนใจพวก TFEX จําเป็นต้องมีใบนี้เท่านั้นครับ
กลุ่มที่ 4 IC Complex 1 ซึ่งก็คือคนที่สอบผ่าน ครบทั้ง P1, P2, P3
ตรงนี้คือสามารถแนะนำการลงทุนได้แทบทุกอย่างในตลาดเลย จะกองทุนซับซ้อน หุ้นปกติ หรืออนุพันธ์ก็ได้หมด
ผมเองมองว่าการมีครบทั้ง 3 ตัวมันเปิดโอกาสให้เราได้กว้างกว่าในอนาคต จะเปลี่ยนสายก็ได้ จะไปสาย product ก็ได้ หรือถ้าอยากไปต่อสายวางแผนการเงินแบบเต็มตัวก็สามารถนําไป waive บาง Module ใน CFP (Certified Financial Planner) ได้อีกด้วย
(ใบสอบผ่านแต่ละตัว มีอายุแค่ 2 ปีนะครับ ทุกครั้งที่เราสอบผ่าน P1, P2 หรือ P3 เราจะได้ “ใบรับรองผลสอบผ่าน” จาก ก.ล.ต. ครับ เป็นแค่เอกสารยืนยันว่า คุณสอบผ่านแล้ว เพราะฉะนั้นควรวางเเผนให้ดี โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่ต้องรอเรียนจบถึงจะไปขึ้นทะเบียนได้)
สอบที่ไหน? ทําไมเลือกที่นี้
ผมเลือกสอบกับสถาบันฝึกอบรม ATI ที่อยู่แถวสวนเบญจกิต สี่แยกอโศก เดินทางง่าย มารถไฟฟ้าได้ มีที่จอดรถ สาเหตุที่ผมเลือกที่นี่เพราะหลังจากเราสมัครสอบ จะมีเป็น Mock Exam Online(ประมาณ2–4ชุด)และคลิปเฉลยละเอียดในแต่ละข้อ ซึ่งตรงนี้ช่วยผมได้เยอะมาก ต้องบอกเลยว่าถ้าไม่มี Mock Exam ผมคงสอบไม่ผ่านจริงๆ ซึ่งเดี๋ยวในหัวข้อถัดไป ผมจะเล่าทริคส่วนตัวที่ผมใช้กับ Mock Exam ยังไงให้ ช่วยผมเข้าใจและจำได้แม่นขึ้นจริง ๆ
การสอบ เตรียมตัว
ผมใ้ช้เวลาอ่านเเละเตรียมตัวสอบทั้งสามใบประมาณ 3–4 เดือนครับ โดย P1ใช้เวลาเกือบ 2เดือน เเละ P2, P3 อย่างละเดือน โดยจะเลือกอ่านหนังสือของตลาดหลักทรัพย์เลยครับ เพราะผมมองว่าเนื่อหาครบถ้วนที่สุด ซึ่งตัวเล่มจริงๆของP1 น่าจะยังหาได้อยู่เเต่ตัวเล่มจริงๆของ P2, P3 หายากมากเลย เเต่ก็ยังสามารถซื้อเป็น E-Bookได้ (อ่านในMEB) ส่วนถ้าเป็นหนังสือของที่อื่นที่ไม่ใช่มาจากทางตลาดหลักทรัพย์โดยตรงจริงๆผมคิดว่าก็น่าจะอ่านได้เหมือนกัน มันจะออกเเนวเหมือนสรุปมากกว่า เนื้อที่จะต้องอ่านก็น้อยลงเเละก็อาจจะประหยัดเวลาได้มากขึ้น อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะถนัด
โดยผมจะเริ่มสอบ จาก P2 > P3 > P1 ครับ เพราะการเรียงเเบบนี้จะช่วยลดเวลาในการเตรียมตัวได้พอสมควร เนื่องจากบางหัวข้อใน P2 กับ P3 มันไปซ้อนอยู่ใน P1 อยู่แล้ว ก็เลยข้ามบางหัวข้อไปได้ หรือไม่ก็เข้าใจเร็วขึ้น เพราะผ่านตาแล้วรอบนึง อีกอย่างผมก็อยากเริ่มจากวิชาที่ใช้เวลาน้อย พอสอบผ่าน 2 ตัวแรกได้ มันช่วยสร้าง momentum ให้ผมไม่ท้อก่อนไปลุยตัวใหญ่สุดทีหลังหรือ P1 ซึ่งมีเนื้อหาเยอะมากๆ จริงๆ
หลังจากอ่านเนื้อหาจบแล้วในส่วนของ Mock Exam พยายามทําให้ครบทุกชุด โดยเฉพาะตอนดูคลิปเฉลย ผมแนะนำเลยว่าอย่าดูผ่าน ๆ เพราะบางข้อเค้าจะอธิบายเพิ่มเติมจากเฉลย เเละยิ่งถ้าเจอข้อสอบแบบที่ให้ข้อความมา 3 ข้อความ A B C (ข้อสอบจริงออกเยอะมาก) แล้วถามว่าข้อไหนถูกหรือข้อใดผิดบางคนตอบถูกแล้วก็ skip ไปเลย แต่ผมอยากให้ลองฟังเค้าอธิบายก่อนว่าทำไม ข้อความนี้ถูกหรือทําไมมันผิด ถ้าผิดต้องเเก้ให้ถูกต้องจะเปลี่ยนอะไร
อีกอย่างที่ผมอยากแนะนำเลยคือเรื่องการตั้ง Deadline ให้ตัวเองครับ อย่างเช่น ตอนผมสอบ P2 หรือ P3 ผมจะให้เวลากับอ่านหนังสือประมาณ 20 วัน แล้วก็เหลืออีก 10 วันไว้ลุย Mock เเต่ในส่วนของ P1 ผมให้เวลานานหน่อย ประมาณ 40 วันสำหรับอ่าน เพราะเนื้อหาเยอะจริง แล้วตามด้วย 10 วันสุดท้ายเอาไว้ซ้อมข้อสอบอย่างเดียว การตั้ง deadline แบบนี้มันช่วยให้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ทําให้รู้สึกว่ายังมีเวลาเหลือเดี๋ยวค่อยอ่านก็ได้ วิธีที่ดีสําหรับผมคือ สมัครสอบไปเลยครับ ไม่ต้องรออ่านให้จบ มันจะเหมือนกึ่งๆบังคับให้เราอ่านไม่งั้นก็ ต้องเสียตังค์ เสียเวลาเดินทางมาสอบใหม่ ถ้าสอบไม่ผ่าน
เราอาจยังไม่รู้หรอกว่าอนาคตเราจะไปอยู่ตรงไหนในสายการเงิน แต่สิ่งที่ผมรู้คือ การสอบ IC มันไม่ใช่แค่เรื่องคะแนนหรือสอบให้ผ่าน แต่มันทำให้เรากล้าพูดในวันที่มีคนถามเราเรื่องเงิน และเราจะตอบได้ด้วยความเข้าใจ
สอบ IC ผ่านก่อนเรียนจบ
IC License คืออะไร? ทำไมหลายคนในสาย Finance ต้องมี
ใบ IC (Investment Consultant License) ใบอนุญาตที่ออกโดย ก.ล.ต. เอาไว้ใช้สำหรับ “แนะนำการลงทุน” ครับพูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราจะไปทำงานพวกขายกองทุน ที่ปรึกษาการเงิน หรือดูแลลูกค้าในพวกบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนต่าง ๆต้องมีใบนี้ก่อน ถึงจะขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. ได้ ซึ่งตัวlicenseจะเเบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ 1. Plain Product (P1) 2. Complex Product (P2,P3) รวมทั้งหมดเป็น 3 ใบ เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดในเเต่ละใบย่อหน้าถัดๆไปนะครับ
แล้วจําเป็นต้องสอบครบมั้ย?
ไม่จำเป็นเลยครับ ไม่ต้องสอบครบ 3 ตัวก็สามารถขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต ได้ซึ่งการขึ้นทะเบียน
โดยการขึ้นทะเบียน จะแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ
กลุ่มที่ 1 หรือ IC Plain สําหรับคนที่สอบผ่านแค่ P1 อย่างเดียว คือความรู้พื้นฐานการเงินทั่วไป พอเรามีใบนี้แล้วก็จะสามารถแนะนำพวกกองทุนรวมพื้นฐาน หุ้น หรือพวกตราสารหนี้ที่ไม่มีความซับซ้อนให้ลูกค้าได้ เรียกว่าเป็นกลุ่มที่ “เริ่มต้น” ที่สุด ซึ่งหลายคนก็มักจะเริ่มจากตรงนี้ก่อน ในกรณีที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปสายไหน
กลุ่มที่ 2 หรือ IC Complex 2 สําหรับคนที่สอบผ่านทั้ง P1 เเละ P2 ซึ่งเราจะสามารถแนะนำพวกกองทุนหรือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น ETF แบบมี leverage, กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่ถ้าไม่มีความรู้จริงอาจจะอธิบายลูกค้าได้ไม่ครบถ้วน
กลุ่มที่ 3 หรือ IC Complex 3 ซึ่งจะได้ก็ต่อเมื่อเราสอบผ่าน P1 กับ P3
คือคนที่อยากแนะนำพวก “อนุพันธ์” โดยเฉพาะ เช่น SET50 Futures, Gold Futures, หรือ Single Stock Futures พูดง่าย ๆ คือถ้าใครจะสนใจพวก TFEX จําเป็นต้องมีใบนี้เท่านั้นครับ
กลุ่มที่ 4 IC Complex 1 ซึ่งก็คือคนที่สอบผ่าน ครบทั้ง P1, P2, P3
ตรงนี้คือสามารถแนะนำการลงทุนได้แทบทุกอย่างในตลาดเลย จะกองทุนซับซ้อน หุ้นปกติ หรืออนุพันธ์ก็ได้หมด
ผมเองมองว่าการมีครบทั้ง 3 ตัวมันเปิดโอกาสให้เราได้กว้างกว่าในอนาคต จะเปลี่ยนสายก็ได้ จะไปสาย product ก็ได้ หรือถ้าอยากไปต่อสายวางแผนการเงินแบบเต็มตัวก็สามารถนําไป waive บาง Module ใน CFP (Certified Financial Planner) ได้อีกด้วย
(ใบสอบผ่านแต่ละตัว มีอายุแค่ 2 ปีนะครับ ทุกครั้งที่เราสอบผ่าน P1, P2 หรือ P3 เราจะได้ “ใบรับรองผลสอบผ่าน” จาก ก.ล.ต. ครับ เป็นแค่เอกสารยืนยันว่า คุณสอบผ่านแล้ว เพราะฉะนั้นควรวางเเผนให้ดี โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่ต้องรอเรียนจบถึงจะไปขึ้นทะเบียนได้)
สอบที่ไหน? ทําไมเลือกที่นี้
ผมเลือกสอบกับสถาบันฝึกอบรม ATI ที่อยู่แถวสวนเบญจกิต สี่แยกอโศก เดินทางง่าย มารถไฟฟ้าได้ มีที่จอดรถ สาเหตุที่ผมเลือกที่นี่เพราะหลังจากเราสมัครสอบ จะมีเป็น Mock Exam Online(ประมาณ2–4ชุด)และคลิปเฉลยละเอียดในแต่ละข้อ ซึ่งตรงนี้ช่วยผมได้เยอะมาก ต้องบอกเลยว่าถ้าไม่มี Mock Exam ผมคงสอบไม่ผ่านจริงๆ ซึ่งเดี๋ยวในหัวข้อถัดไป ผมจะเล่าทริคส่วนตัวที่ผมใช้กับ Mock Exam ยังไงให้ ช่วยผมเข้าใจและจำได้แม่นขึ้นจริง ๆ
การสอบ เตรียมตัว
ผมใ้ช้เวลาอ่านเเละเตรียมตัวสอบทั้งสามใบประมาณ 3–4 เดือนครับ โดย P1ใช้เวลาเกือบ 2เดือน เเละ P2, P3 อย่างละเดือน โดยจะเลือกอ่านหนังสือของตลาดหลักทรัพย์เลยครับ เพราะผมมองว่าเนื่อหาครบถ้วนที่สุด ซึ่งตัวเล่มจริงๆของP1 น่าจะยังหาได้อยู่เเต่ตัวเล่มจริงๆของ P2, P3 หายากมากเลย เเต่ก็ยังสามารถซื้อเป็น E-Bookได้ (อ่านในMEB) ส่วนถ้าเป็นหนังสือของที่อื่นที่ไม่ใช่มาจากทางตลาดหลักทรัพย์โดยตรงจริงๆผมคิดว่าก็น่าจะอ่านได้เหมือนกัน มันจะออกเเนวเหมือนสรุปมากกว่า เนื้อที่จะต้องอ่านก็น้อยลงเเละก็อาจจะประหยัดเวลาได้มากขึ้น อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะถนัด
โดยผมจะเริ่มสอบ จาก P2 > P3 > P1 ครับ เพราะการเรียงเเบบนี้จะช่วยลดเวลาในการเตรียมตัวได้พอสมควร เนื่องจากบางหัวข้อใน P2 กับ P3 มันไปซ้อนอยู่ใน P1 อยู่แล้ว ก็เลยข้ามบางหัวข้อไปได้ หรือไม่ก็เข้าใจเร็วขึ้น เพราะผ่านตาแล้วรอบนึง อีกอย่างผมก็อยากเริ่มจากวิชาที่ใช้เวลาน้อย พอสอบผ่าน 2 ตัวแรกได้ มันช่วยสร้าง momentum ให้ผมไม่ท้อก่อนไปลุยตัวใหญ่สุดทีหลังหรือ P1 ซึ่งมีเนื้อหาเยอะมากๆ จริงๆ
หลังจากอ่านเนื้อหาจบแล้วในส่วนของ Mock Exam พยายามทําให้ครบทุกชุด โดยเฉพาะตอนดูคลิปเฉลย ผมแนะนำเลยว่าอย่าดูผ่าน ๆ เพราะบางข้อเค้าจะอธิบายเพิ่มเติมจากเฉลย เเละยิ่งถ้าเจอข้อสอบแบบที่ให้ข้อความมา 3 ข้อความ A B C (ข้อสอบจริงออกเยอะมาก) แล้วถามว่าข้อไหนถูกหรือข้อใดผิดบางคนตอบถูกแล้วก็ skip ไปเลย แต่ผมอยากให้ลองฟังเค้าอธิบายก่อนว่าทำไม ข้อความนี้ถูกหรือทําไมมันผิด ถ้าผิดต้องเเก้ให้ถูกต้องจะเปลี่ยนอะไร
อีกอย่างที่ผมอยากแนะนำเลยคือเรื่องการตั้ง Deadline ให้ตัวเองครับ อย่างเช่น ตอนผมสอบ P2 หรือ P3 ผมจะให้เวลากับอ่านหนังสือประมาณ 20 วัน แล้วก็เหลืออีก 10 วันไว้ลุย Mock เเต่ในส่วนของ P1 ผมให้เวลานานหน่อย ประมาณ 40 วันสำหรับอ่าน เพราะเนื้อหาเยอะจริง แล้วตามด้วย 10 วันสุดท้ายเอาไว้ซ้อมข้อสอบอย่างเดียว การตั้ง deadline แบบนี้มันช่วยให้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ทําให้รู้สึกว่ายังมีเวลาเหลือเดี๋ยวค่อยอ่านก็ได้ วิธีที่ดีสําหรับผมคือ สมัครสอบไปเลยครับ ไม่ต้องรออ่านให้จบ มันจะเหมือนกึ่งๆบังคับให้เราอ่านไม่งั้นก็ ต้องเสียตังค์ เสียเวลาเดินทางมาสอบใหม่ ถ้าสอบไม่ผ่าน
เราอาจยังไม่รู้หรอกว่าอนาคตเราจะไปอยู่ตรงไหนในสายการเงิน แต่สิ่งที่ผมรู้คือ การสอบ IC มันไม่ใช่แค่เรื่องคะแนนหรือสอบให้ผ่าน แต่มันทำให้เรากล้าพูดในวันที่มีคนถามเราเรื่องเงิน และเราจะตอบได้ด้วยความเข้าใจ