👉เรื่องมันมีอยู่ว่า เราแต่งงานและซื้อบ้านในกรุงเทพตั้งแต่ปี 2561 แต่ใช้ชื่อสามีเป็นผู้กู้คนเดียว แต่เราก็ช่วยกันผ่อนคนละครึ่งแต่ตอนซื้อยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส มาจดตอนปี 2563 เราก็อยู่ที่บ้านกันมา 2 คน เราเป็นคนรักบ้าน ดูแลทำความสะอาด ตกแต่งบ้านตามสไตล์ที่เราชอบมาตลอด ส่วนสามีเราเค้าต้องทำงานต่างจังหวัดก็จะใช้เวลาอยู่บ้านน้อยกว่า ส่วนเราก็อยู่ตลอด เราสองคนเจ้าใจกันดีมาโดยตลอด
👉จนปี 2566 ครอบครัวสามีเรามีปัญหา คือ น้องชายที่อยู่ต่างจังหวัด ทำงานที่หน่วยงานที่มีความมั่นคงพอสมควร แต่ติดยาเสพติดแบบถอนตัวไม่ขึ้น หนักมาก พ่อและแม่ของสามีเครียดหนัก หาทางออกไม่ได้ จึงย้ายกันมาอยู่ที่บ้านของเราและสามี(โดยที่ไม่ได้ถามความเห็นเรา และแพลนว่าจะทำยังงัยบ้าง) แต่เราก้ได้แหละไม่ได้มีปัญหา เพราะเป็นคนยังงัยก็ได้ และน้องชายทีามาอยู่ ณ ตอนนั้นก้ยังมีอาการของคนที่ยังเลิกยาไม่ได้ พ่อและแม่เค้าต้องให้เราช่วยพูดแบะเกลี้ยกล่อมในการทานยากลุ่ม methadone เพื่อถอนยาเสพติด แต่เค้าก้ไม่ได้พาลูกชายไปบำบัดแต่อย่างใด ใช้ชีวิตในเรือนหอของเราทั้งครอบครัว ตั้งแต่ มิ.ย.2566 มาเรื่อยๆ น้องชายอยู่ 1 ห้อง พ่อกับแม่อยู่อีก 1 ห้อง ซึ่งเวลาที่พ่อแม่ของเรามาหาเรา(เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัด) พ่อแม่ก้ต้องนอนห้องรับแขก และพ่อเราเริ่มไม่สบายตอน ต.ค.2566 พ่อต้องมาหาหมอที่กรุงเทพฯทุกเดือน ซึ่งเราก็ต้องให้พ่อมานอนที่บ้าน แต่ก็ไม่มีที่สำหรับพ่อเราเลย (บ้านสามีก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเสียสละห้องให้พ่อเรา) ดังนั้นเวลาพ่อแม่เรามาจะอยู่ไม่เกิน 1-2 วันเพราะไม่สะดวกใจ (เราก็เริ่มมีความรู้สึกละ1) แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะความเป็นครอบครัวสามี (ปล.ก่อนหน้านี่ก็ไม่เคยมีปัญหากันเลยนะ) ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งครอบครัวสามีเค้าขนย้ายอุปกรณ์สำมะโนครัวมามากมาย บ้านสไตล์ loft ของเรากลับเป็นสไตล์รก ข้าวของรกมาก พื้นที่ดูทีวีของเรา พ่อกับแม่สามีนั่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะ 3 ทุ่มถึงเวลานอนถึงจะขึ้นห้องนอน ทุกๆวันที่เราเลิกงานกลับมาเราต้องอยู่แต่บนห้องนอนเรา เพราะเราต้องการมีพื้นที่ส่วนตัว ห้องนั่งเล่นที่เรานอนดูหนัง ดูทีวี เหยียดตัวทุกๆหลังจากกลับจากทำงาน เราไม่มีสิทธิ์ใช้พื้นที่นั้นเลย(บ้านเราเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 129 ตรม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ไม่ได้ใหญ่มาก) เรากับสามีจึงเริ่มมีปากเสียงกัน เพราะถ้าเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน เราคงพออยู่ไหว แต่พอถามสามีจะให้เป็นแบบนี้ไปนานเท่าไหร่ เค้าก็ตอบไม่ได้ จนกว่าน้องจะดีขึ้นก็อยู่มาเรื่อยๆ ซึ่งเราอึดอัดมาก บ้านต้วเองแต่ทำอะไรไม่ได้เลย และสามีก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอด 5-10 วันค่อยกลับมาที สภาพ🥲 เราถึงขั้นต้องไปเช่า รร.รายวันอยู่ บางเสาร์-อาทิตย์ เพราะเราต้องการตื่นสาย อยากมรพื้นที่ส่วนตัว
👉 จนเดือน เม.ย.67 น้องสามีดีขึ้น(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเลิกยาเสพติดได้หรือยัง ไม่ได้บำบัดด้วย) พ่อแม่เค้าอยากให้มีงานทำ ดีกว่านอนอยู่บ้านไปวันวัน เราจึงไปฝากงานให้ที่ทำงานของเรา เป็นลูกจ้างชั่วคราว ไม่ได้เข้าง่ายนะ ถ้าไม่มีคนรู้จัก เค้าได้เริ่มทำงาน (พ่อแม่สามีก็ยังอยู่บ้านเราและอยู่แบบที่เรารู้สึกได้ว่าเค้าไม่ได้ให้ความเกรงใจว่านี่คือบ้านเรา แม้กระทั่งตู้เย็น พื้นที่แช่นำ้ดื่มปกติของเรายังไม่เหลือเลย มีแต่ของที่แม่สามีไว้ทำกับข้าวเต็มไปหมด😌) น้องชายสามีก็ไปทำงานที่เราฝากให้ แต่มันก็ต้องใช้ความเครียดและความจริงจัง พีคในพีคคือ ที่ทำงานเราเค้ามีสุ่มตรวจสารเสพติด แอมเฟตามีนพนักงานใหม่ สรุปน้องชายสามีโดน 1 โดยให้เหตุผลคนทางบ้านว่างานเครียด เลยต้องใช้ยา และเราไม่รู้ ว่าเสพตอนไหนในบ้านเราหรือเปล่า ไปซื้อมายังไง เราก็ต้องรับหน้าคนที่ฝากงาน ขอโทษพี่ที่ช่วยให้น้องได้ทำงาน เหตุการณ์นี้บ้านสามีเราไม่มีใครขอโทษเราสักคำ ทุกคนยังใช้ชีวิตในบ้านในเรือนหอของเราแบบปกติ
🌿 จน พ.ค.67 เราเริ่มรู้สึกอึดอัดมาก และหนักหน่วง สรุปที่พ่อเราป่วยที่ผ่านมาคือเป็นมะเร็งและเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราจึงอยากเอาพ่อมาจาก ตจว.เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด และแม่มาอยู่ด้วย แต่คิดว่าถ้ามาอยู่ที่บ้านเรือนหอ พ่อกับแม่คงจะไม่มีที่อยู่ ครอบครัวสามียังอยู่แบบเหนียวแน่น เราจึงคิแว่าหรือจะไปเช่าบ้านอยู่ แต่บาปบุญ ยังพอมีโชคชะตา เพื่อนที่รักเราและแสนดี มีห้องพักที่เค้าไม่ได้อยู่ เพื่อนจึงให้เราและพ่อและแม่ไปอยู่ที่บ้านพักนางได้ ขอบคุณเพื่อนคนนี้จริงๆไม่ว่าในยามใดเค้าไม่เคยทิ้งเรา เราและแม่ได้ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนพ่อเสียชีวิตในที่สุด หลังจากนั้นครอบครัวสามีก็ยังอยู่ที่บ้านเราโดนไม่ได้รู้สึกอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สมีเราเองก็ไม่สามารถพูดกับพ่อและแม่ตัวเองได้ เพราะพ่อและแม่เค้าหัวโบราณมาก และถ้าพูดไปก็กลายเป็นคนอกตัญญู เข้าข้างเมียมากเกินไป
👉 หลังจากพ่อเราจากไปแล้ว แม่ต้องอยู่คนเดียว เราจึงต้องให้แม่มาอยู่กับเรา แต่ปัญหาจะทำยังไง จะกลับเข้าไปอยู่เรือนหอตัวเอง ครอบครัวสามีก็ยังอยู่กันเต็ม จะอยู่บ้านพักเพื่อนต่อก็เกรงใย เราจึงหาทางออกเอง โชคดีที่เรามีเพื่อนดี คนดีดีอยู่รอบตัวเรา เราได้บ้านพักเป็นของตัวเอง เราจึงให้แม่มาอยู่กับเราและสามารถดูแลแม่ได้ ส่วนสามีเราก็ต้องมาหาเราที่บ้านพัก และกลับไปดูบ้านเรือนหอเราที่ พ่อ แม่ และน้องชายเค้าอยู่ ซึ่งถ้าสามีพูดกับแม่ แม่เค้าก็จะมีอาการและพ่อกับแม่ก็จะหาว่าสามีเราอกตัญญู จนทุกวันนี้ครอบครัวเรก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แต่สำหรับเราก็อยู่ในที่ที่สบายใจพอ ถามว่าเราเป็นคนไม่ดีมั้ย ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาเรายอมมาตลอดในทุกๆเรื่องของครอบครัวสามี เป็นคนแก้ปัญหา หาทางออกให้เสมอ แต่สิ่งที่ไม่ยอมและรับไม่ได้คือ ในวันที่พ่อเราป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พวกคุณกลับไม่ถอยให้เราได้อยู่และเอาพ่อมาดูแลเลย คุณกลับคิดแต่ว่าชีวิตคุณมีปัญหา ลูกชายคนเล็กคุณติดยา พี่ชายต้องช่วยรับผิดชอบดูแลน้องชายและครอบครัว มันใช่ไหม????
.
.
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบ ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้มีอยู่จริง และสามีที่ไม่เด็ดขาดก็จะทำให้ทุกข์ใจแบบนี้ ถ้าเป็นทุกท่านคิดเห็นว่าอย่างไรคะ?? เราแข็งกร้าวไปไหม ?? หรือควรทำไงดี???
ผิดมั้ยไม่ทนอยู่เรือนหอบ้านตัวเอง? เพราะครอบครัวสามีมีปัญหาแล้วย้ายกันเข้ามาอยู่ทั้งพ่อแม่และน้องชายเป็นเวลา 2 ปี!!!
👉จนปี 2566 ครอบครัวสามีเรามีปัญหา คือ น้องชายที่อยู่ต่างจังหวัด ทำงานที่หน่วยงานที่มีความมั่นคงพอสมควร แต่ติดยาเสพติดแบบถอนตัวไม่ขึ้น หนักมาก พ่อและแม่ของสามีเครียดหนัก หาทางออกไม่ได้ จึงย้ายกันมาอยู่ที่บ้านของเราและสามี(โดยที่ไม่ได้ถามความเห็นเรา และแพลนว่าจะทำยังงัยบ้าง) แต่เราก้ได้แหละไม่ได้มีปัญหา เพราะเป็นคนยังงัยก็ได้ และน้องชายทีามาอยู่ ณ ตอนนั้นก้ยังมีอาการของคนที่ยังเลิกยาไม่ได้ พ่อและแม่เค้าต้องให้เราช่วยพูดแบะเกลี้ยกล่อมในการทานยากลุ่ม methadone เพื่อถอนยาเสพติด แต่เค้าก้ไม่ได้พาลูกชายไปบำบัดแต่อย่างใด ใช้ชีวิตในเรือนหอของเราทั้งครอบครัว ตั้งแต่ มิ.ย.2566 มาเรื่อยๆ น้องชายอยู่ 1 ห้อง พ่อกับแม่อยู่อีก 1 ห้อง ซึ่งเวลาที่พ่อแม่ของเรามาหาเรา(เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัด) พ่อแม่ก้ต้องนอนห้องรับแขก และพ่อเราเริ่มไม่สบายตอน ต.ค.2566 พ่อต้องมาหาหมอที่กรุงเทพฯทุกเดือน ซึ่งเราก็ต้องให้พ่อมานอนที่บ้าน แต่ก็ไม่มีที่สำหรับพ่อเราเลย (บ้านสามีก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเสียสละห้องให้พ่อเรา) ดังนั้นเวลาพ่อแม่เรามาจะอยู่ไม่เกิน 1-2 วันเพราะไม่สะดวกใจ (เราก็เริ่มมีความรู้สึกละ1) แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะความเป็นครอบครัวสามี (ปล.ก่อนหน้านี่ก็ไม่เคยมีปัญหากันเลยนะ) ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งครอบครัวสามีเค้าขนย้ายอุปกรณ์สำมะโนครัวมามากมาย บ้านสไตล์ loft ของเรากลับเป็นสไตล์รก ข้าวของรกมาก พื้นที่ดูทีวีของเรา พ่อกับแม่สามีนั่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะ 3 ทุ่มถึงเวลานอนถึงจะขึ้นห้องนอน ทุกๆวันที่เราเลิกงานกลับมาเราต้องอยู่แต่บนห้องนอนเรา เพราะเราต้องการมีพื้นที่ส่วนตัว ห้องนั่งเล่นที่เรานอนดูหนัง ดูทีวี เหยียดตัวทุกๆหลังจากกลับจากทำงาน เราไม่มีสิทธิ์ใช้พื้นที่นั้นเลย(บ้านเราเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 129 ตรม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ไม่ได้ใหญ่มาก) เรากับสามีจึงเริ่มมีปากเสียงกัน เพราะถ้าเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน เราคงพออยู่ไหว แต่พอถามสามีจะให้เป็นแบบนี้ไปนานเท่าไหร่ เค้าก็ตอบไม่ได้ จนกว่าน้องจะดีขึ้นก็อยู่มาเรื่อยๆ ซึ่งเราอึดอัดมาก บ้านต้วเองแต่ทำอะไรไม่ได้เลย และสามีก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอด 5-10 วันค่อยกลับมาที สภาพ🥲 เราถึงขั้นต้องไปเช่า รร.รายวันอยู่ บางเสาร์-อาทิตย์ เพราะเราต้องการตื่นสาย อยากมรพื้นที่ส่วนตัว
👉 จนเดือน เม.ย.67 น้องสามีดีขึ้น(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเลิกยาเสพติดได้หรือยัง ไม่ได้บำบัดด้วย) พ่อแม่เค้าอยากให้มีงานทำ ดีกว่านอนอยู่บ้านไปวันวัน เราจึงไปฝากงานให้ที่ทำงานของเรา เป็นลูกจ้างชั่วคราว ไม่ได้เข้าง่ายนะ ถ้าไม่มีคนรู้จัก เค้าได้เริ่มทำงาน (พ่อแม่สามีก็ยังอยู่บ้านเราและอยู่แบบที่เรารู้สึกได้ว่าเค้าไม่ได้ให้ความเกรงใจว่านี่คือบ้านเรา แม้กระทั่งตู้เย็น พื้นที่แช่นำ้ดื่มปกติของเรายังไม่เหลือเลย มีแต่ของที่แม่สามีไว้ทำกับข้าวเต็มไปหมด😌) น้องชายสามีก็ไปทำงานที่เราฝากให้ แต่มันก็ต้องใช้ความเครียดและความจริงจัง พีคในพีคคือ ที่ทำงานเราเค้ามีสุ่มตรวจสารเสพติด แอมเฟตามีนพนักงานใหม่ สรุปน้องชายสามีโดน 1 โดยให้เหตุผลคนทางบ้านว่างานเครียด เลยต้องใช้ยา และเราไม่รู้ ว่าเสพตอนไหนในบ้านเราหรือเปล่า ไปซื้อมายังไง เราก็ต้องรับหน้าคนที่ฝากงาน ขอโทษพี่ที่ช่วยให้น้องได้ทำงาน เหตุการณ์นี้บ้านสามีเราไม่มีใครขอโทษเราสักคำ ทุกคนยังใช้ชีวิตในบ้านในเรือนหอของเราแบบปกติ
🌿 จน พ.ค.67 เราเริ่มรู้สึกอึดอัดมาก และหนักหน่วง สรุปที่พ่อเราป่วยที่ผ่านมาคือเป็นมะเร็งและเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราจึงอยากเอาพ่อมาจาก ตจว.เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด และแม่มาอยู่ด้วย แต่คิดว่าถ้ามาอยู่ที่บ้านเรือนหอ พ่อกับแม่คงจะไม่มีที่อยู่ ครอบครัวสามียังอยู่แบบเหนียวแน่น เราจึงคิแว่าหรือจะไปเช่าบ้านอยู่ แต่บาปบุญ ยังพอมีโชคชะตา เพื่อนที่รักเราและแสนดี มีห้องพักที่เค้าไม่ได้อยู่ เพื่อนจึงให้เราและพ่อและแม่ไปอยู่ที่บ้านพักนางได้ ขอบคุณเพื่อนคนนี้จริงๆไม่ว่าในยามใดเค้าไม่เคยทิ้งเรา เราและแม่ได้ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนพ่อเสียชีวิตในที่สุด หลังจากนั้นครอบครัวสามีก็ยังอยู่ที่บ้านเราโดนไม่ได้รู้สึกอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สมีเราเองก็ไม่สามารถพูดกับพ่อและแม่ตัวเองได้ เพราะพ่อและแม่เค้าหัวโบราณมาก และถ้าพูดไปก็กลายเป็นคนอกตัญญู เข้าข้างเมียมากเกินไป
👉 หลังจากพ่อเราจากไปแล้ว แม่ต้องอยู่คนเดียว เราจึงต้องให้แม่มาอยู่กับเรา แต่ปัญหาจะทำยังไง จะกลับเข้าไปอยู่เรือนหอตัวเอง ครอบครัวสามีก็ยังอยู่กันเต็ม จะอยู่บ้านพักเพื่อนต่อก็เกรงใย เราจึงหาทางออกเอง โชคดีที่เรามีเพื่อนดี คนดีดีอยู่รอบตัวเรา เราได้บ้านพักเป็นของตัวเอง เราจึงให้แม่มาอยู่กับเราและสามารถดูแลแม่ได้ ส่วนสามีเราก็ต้องมาหาเราที่บ้านพัก และกลับไปดูบ้านเรือนหอเราที่ พ่อ แม่ และน้องชายเค้าอยู่ ซึ่งถ้าสามีพูดกับแม่ แม่เค้าก็จะมีอาการและพ่อกับแม่ก็จะหาว่าสามีเราอกตัญญู จนทุกวันนี้ครอบครัวเรก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แต่สำหรับเราก็อยู่ในที่ที่สบายใจพอ ถามว่าเราเป็นคนไม่ดีมั้ย ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาเรายอมมาตลอดในทุกๆเรื่องของครอบครัวสามี เป็นคนแก้ปัญหา หาทางออกให้เสมอ แต่สิ่งที่ไม่ยอมและรับไม่ได้คือ ในวันที่พ่อเราป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พวกคุณกลับไม่ถอยให้เราได้อยู่และเอาพ่อมาดูแลเลย คุณกลับคิดแต่ว่าชีวิตคุณมีปัญหา ลูกชายคนเล็กคุณติดยา พี่ชายต้องช่วยรับผิดชอบดูแลน้องชายและครอบครัว มันใช่ไหม????
.
.
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบ ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้มีอยู่จริง และสามีที่ไม่เด็ดขาดก็จะทำให้ทุกข์ใจแบบนี้ ถ้าเป็นทุกท่านคิดเห็นว่าอย่างไรคะ?? เราแข็งกร้าวไปไหม ?? หรือควรทำไงดี???