คืนเดียวกันนั้น ที่สำนักงานเอกภพสืบสวน
บรรจงยืนพิงเสา สูบบุหรี่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ข้างตัวเขามีกล่องเหล็กเล็กๆ ที่ภายในบรรจุเอกสารบางอย่าง
เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดังขึ้นด้านหลัง
เยาวภาปรากฏตัวในชุดผ้าถุงธรรมดาๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เยาวภา:
“มีคนถามหานายที่ตลาด พวกมันเริ่มรู้แล้วว่ามีคนตามเรื่องสารหนู”
บรรจง:
(ยิ้มนิด ๆ แต่ไม่หันมา)
“ปล่อยให้มันรู้ไปเถอะ ของที่ฉันเจอ…มันมากเกินจะปิดไว้ได้แล้ว”
เธอเดินเข้าใกล้ วางของบางอย่างลงตรงหน้าเขา
เยาวภา:
“นี่ รายชื่อบริษัทที่เคยสั่งของจากโรงไม้…บางชื่อโผล่ในบัญชีดำกรมศุลกากรด้วยนะ”
บรรจงหยิบกระดาษขึ้นมาดู แววตาเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีทั้งความแปลกใจและหวั่นใจปะปน
เงียบกันไปชั่วครู่ ก่อนเยาวภาจะพูดเบา ๆ
เยาวภา:
“ฉันกลัวว่าเราเริ่มรู้มากเกินไปแล้วนะ…”
บรรจงดับบุหรี่ลงกับพื้นปูน แล้วหันมามองเธอเต็มตา
บรรจง:
“ยิ่งเรารู้มาก…ยิ่งมีคนกลัว”
(เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อแบบเหน็บแนม)
“…และคนกลัว มักทำเรื่องโง่ๆ”
กล้องเคลื่อนออกจากโรงไม้ เห็นเพียงแสงไฟกระพริบสลับกับเงาไม้ใหญ่ที่ส่ายไหวในความมืด เสียงแมลงกลางคืนแทรกซึมเข้ามาเบาๆ
ณ ลานหน้าบ้านพักรับรองของบ้านวรภักด์
เสียงแมลงกลางคืนยังคงแว่วมาไม่ขาดสาย เอกภพยืนอยู่ในเงามืดใต้ต้นลั่นทม ดวงตาจับจ้องไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ยังมีแสงไฟลอดออกมา
ประตูเลื่อนเปิดออก อรสาก้าวออกมาช้าๆ พร้อมชุดนอนสีเรียบ มือถือหนังสือเล่มบาง เอกภพเดินออกจากมุมมืด ร่างของเขาปรากฏขึ้นเงียบๆ ราวกับวิญญาณ
เอกภพ (เสียงต่ำ):
“คุณคงจำผมไม่ได้สินะ…”
อรสาชะงัก แววตาแข็งกระด้างชั่วครู่ ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วพูดเสียงเรียบ
อรสา:
“คุณกำลังเข้าใจผิด…ฉันไม่ใช่คนที่คุณรู้จัก”
เอกภพ:
(เดินเข้าใกล้ พยายามควบคุมอารมณ์)
“ถ้างั้นคุณก็คงจำค่ำคืนที่เราเต้นรำด้วยกันที่บางปูไม่ได้“
อรสาเม้มปากแน่น เธอไม่ตอบ ไม่แม้แต่สบตา
เอกภพ (เสียงแผ่ว):
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็คงจำคนผิด”
อรสาช้อนสายตามองเขาช้าๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
อรสา:
“ใช่ คุณจำผิดคนแล้ว และตอนนี้คุณก็ควรกลับไปได้แล้วค่ะ”
(หยุดหายใจแผ่วหนึ่งจังหวะ)
“บางที…การจำผิดคนก็อันตรายนะคะ”
เธอหมุนตัวกลับ เดินเข้าบ้านช้าๆ ประตูปิดลงเบื้องหลังเธออย่างเงียบเชียบ ทิ้งเอกภพไว้กลางความมืด
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานนับนาที ก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วพูดเบาๆ กับตัวเอง
เอกภพ:
“สีหน้าแบบนั้น…มันไม่มีทางลอกเลียนได้หรอก…”
ภายในห้องพักเงียบสงัด มีเพียงเสียงจักจั่นลอดเข้ามาทางบานเกล็ดหน้าต่าง
แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมข้างเตียงทอดเงาของหญิงสาวที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น พื้นไม้เย็นเยียบ สะท้อนแสงจางๆ ของหยดน้ำตาที่หยดลงมาทีละหยดจากปลายคางของเธอ
อรสา—หรือใครก็ตามที่ใช้ชื่อนี้—ก้มหน้า น้ำตาไหลเงียบๆ ไม่มีสะอื้น ไม่มีเสียง มีเพียงความนิ่งงันที่อึดอัดกว่าคำพูดใดๆ
เธอหยิบกล่องเก็บของออกมาจากลิ้นชักล่างสุด ภายในมีรูปถ่ายเก่า รูปหนึ่งเป็นภาพหญิงสาวหน้าตาเหมือนเธอในชุดไทยยืนอยู่หน้าบ้านใหญ่หลังหนึ่ง อีกใบคือภาพหมู่ในงานเลี้ยง ผู้คนสวมชุดย้อนยุค
เธอหยิบภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมาจ้องเขม็ง ดวงตาแดงก่ำ
จากนั้น—โดยไม่มีคำพูดใด—เธอฉีกมันออกช้าๆ เป็นเส้นตรง
ชิ้นส่วนรูปตกลงพื้นอย่างไร้น้ำหนัก ก่อนที่เธอจะปิดกล่อง เก็บมันคืนสู่ที่เดิม
แสงไฟดับลง เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น พร้อมกับความมืดที่ค่อยๆ กลืนทุกสิ่งไป
พิษสวาท อำพราง บทที่31 ก่อนที่เธอจะหายไปอีกครั้ง
บรรจงยืนพิงเสา สูบบุหรี่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ข้างตัวเขามีกล่องเหล็กเล็กๆ ที่ภายในบรรจุเอกสารบางอย่าง
เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดังขึ้นด้านหลัง
เยาวภาปรากฏตัวในชุดผ้าถุงธรรมดาๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เยาวภา:
“มีคนถามหานายที่ตลาด พวกมันเริ่มรู้แล้วว่ามีคนตามเรื่องสารหนู”
บรรจง:
(ยิ้มนิด ๆ แต่ไม่หันมา)
“ปล่อยให้มันรู้ไปเถอะ ของที่ฉันเจอ…มันมากเกินจะปิดไว้ได้แล้ว”
เธอเดินเข้าใกล้ วางของบางอย่างลงตรงหน้าเขา
เยาวภา:
“นี่ รายชื่อบริษัทที่เคยสั่งของจากโรงไม้…บางชื่อโผล่ในบัญชีดำกรมศุลกากรด้วยนะ”
บรรจงหยิบกระดาษขึ้นมาดู แววตาเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีทั้งความแปลกใจและหวั่นใจปะปน
เงียบกันไปชั่วครู่ ก่อนเยาวภาจะพูดเบา ๆ
เยาวภา:
“ฉันกลัวว่าเราเริ่มรู้มากเกินไปแล้วนะ…”
บรรจงดับบุหรี่ลงกับพื้นปูน แล้วหันมามองเธอเต็มตา
บรรจง:
“ยิ่งเรารู้มาก…ยิ่งมีคนกลัว”
(เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อแบบเหน็บแนม)
“…และคนกลัว มักทำเรื่องโง่ๆ”
กล้องเคลื่อนออกจากโรงไม้ เห็นเพียงแสงไฟกระพริบสลับกับเงาไม้ใหญ่ที่ส่ายไหวในความมืด เสียงแมลงกลางคืนแทรกซึมเข้ามาเบาๆ
ณ ลานหน้าบ้านพักรับรองของบ้านวรภักด์
เสียงแมลงกลางคืนยังคงแว่วมาไม่ขาดสาย เอกภพยืนอยู่ในเงามืดใต้ต้นลั่นทม ดวงตาจับจ้องไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ยังมีแสงไฟลอดออกมา
ประตูเลื่อนเปิดออก อรสาก้าวออกมาช้าๆ พร้อมชุดนอนสีเรียบ มือถือหนังสือเล่มบาง เอกภพเดินออกจากมุมมืด ร่างของเขาปรากฏขึ้นเงียบๆ ราวกับวิญญาณ
เอกภพ (เสียงต่ำ):
“คุณคงจำผมไม่ได้สินะ…”
อรสาชะงัก แววตาแข็งกระด้างชั่วครู่ ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วพูดเสียงเรียบ
อรสา:
“คุณกำลังเข้าใจผิด…ฉันไม่ใช่คนที่คุณรู้จัก”
เอกภพ:
(เดินเข้าใกล้ พยายามควบคุมอารมณ์)
“ถ้างั้นคุณก็คงจำค่ำคืนที่เราเต้นรำด้วยกันที่บางปูไม่ได้“
อรสาเม้มปากแน่น เธอไม่ตอบ ไม่แม้แต่สบตา
เอกภพ (เสียงแผ่ว):
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็คงจำคนผิด”
อรสาช้อนสายตามองเขาช้าๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
อรสา:
“ใช่ คุณจำผิดคนแล้ว และตอนนี้คุณก็ควรกลับไปได้แล้วค่ะ”
(หยุดหายใจแผ่วหนึ่งจังหวะ)
“บางที…การจำผิดคนก็อันตรายนะคะ”
เธอหมุนตัวกลับ เดินเข้าบ้านช้าๆ ประตูปิดลงเบื้องหลังเธออย่างเงียบเชียบ ทิ้งเอกภพไว้กลางความมืด
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานนับนาที ก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วพูดเบาๆ กับตัวเอง
เอกภพ:
“สีหน้าแบบนั้น…มันไม่มีทางลอกเลียนได้หรอก…”
ภายในห้องพักเงียบสงัด มีเพียงเสียงจักจั่นลอดเข้ามาทางบานเกล็ดหน้าต่าง
แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมข้างเตียงทอดเงาของหญิงสาวที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น พื้นไม้เย็นเยียบ สะท้อนแสงจางๆ ของหยดน้ำตาที่หยดลงมาทีละหยดจากปลายคางของเธอ
อรสา—หรือใครก็ตามที่ใช้ชื่อนี้—ก้มหน้า น้ำตาไหลเงียบๆ ไม่มีสะอื้น ไม่มีเสียง มีเพียงความนิ่งงันที่อึดอัดกว่าคำพูดใดๆ
เธอหยิบกล่องเก็บของออกมาจากลิ้นชักล่างสุด ภายในมีรูปถ่ายเก่า รูปหนึ่งเป็นภาพหญิงสาวหน้าตาเหมือนเธอในชุดไทยยืนอยู่หน้าบ้านใหญ่หลังหนึ่ง อีกใบคือภาพหมู่ในงานเลี้ยง ผู้คนสวมชุดย้อนยุค
เธอหยิบภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมาจ้องเขม็ง ดวงตาแดงก่ำ
จากนั้น—โดยไม่มีคำพูดใด—เธอฉีกมันออกช้าๆ เป็นเส้นตรง
ชิ้นส่วนรูปตกลงพื้นอย่างไร้น้ำหนัก ก่อนที่เธอจะปิดกล่อง เก็บมันคืนสู่ที่เดิม
แสงไฟดับลง เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น พร้อมกับความมืดที่ค่อยๆ กลืนทุกสิ่งไป