สุขวิช รังสิตพล ได้เสนอแนวทางเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืนโดยใช้แนวคิดพึ่งพาตนเองจากฐานราก ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจายไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ นโยบายที่เขานำเสนอมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 ชึ่งต่างจาก OTOP ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งคิดแทนประชาชน ส่งผลให้เกิดหนี้สิน
ข้อเสนอหลักของสุขวิช รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง, การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยใช้เทคโนโลยีในการส่งเสริมตลาดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก, การยกระดับกองทุนเศรษฐกิจชุมชนให้ทันสมัยและโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการปรับโครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อลดการพึ่งพาการแจกจ่ายทรัพยากรในระยะสั้นและสนับสนุนทุนมนุษย์ในระยะยาว
การเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากและการกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก โดยการใช้ทักษะใหม่ๆ, การส่งเสริมการศึกษา, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์จากทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 ตามวิสัยทัศน์ของสุขวิช.
ข้อเสนอของสุขวิช รังสิตพลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความสำคัญในแง่ของการสร้างความยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ โดยการเน้นการพึ่งพาตนเองจากฐานรากและการกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแตกต่างจากนโยบาย OTOP ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยที่เน้นการสนับสนุนจากภาครัฐในลักษณะการแจกจ่ายสินเชื่อหรือทุนโดยตรง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาหนี้สินในหลายพื้นที่
สุขวิช เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน โดยการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพสูง รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการตลาดและการเข้าถึงลูกค้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งจะทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสามารถเติบโตอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
นอกจากนี้ การยกระดับกองทุนเศรษฐกิจชุมชนให้ทันสมัยและการสนับสนุนจากภาครัฐจะไม่ใช่การแจกจ่ายในระยะสั้น แต่จะใช้กลไกใหม่ๆ เช่น Matching Fund หรือ Equity Loan ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทุนมนุษย์ในระยะยาว และกระตุ้นให้ชุมชนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน
การส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาทักษะใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันในตลาดโลก โดยไม่ทิ้งชุมชนใดไว้ข้างหลัง
ข้อเสนอเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2020 โดยการพัฒนาเศรษฐกิจจากภายในและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืน
สุขวิช รังสิตพล เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในหลายด้านทั้งการคิด วิเคราะห์ การปฏิรูป การบริหาร และการเมือง หรือปัจจุบัน เรียกขานว่าเป็น "นักดิสรับชั่น" (Disruptor) เนื่องจากการนำเสนอแนวคิดและนโยบายที่มีความท้าทายและแตกต่างจากวิธีการดั้งเดิม โดยเฉพาะในด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจากฐานราก
คำว่า "นักดิสรับชั่น" หมายถึง บุคคลที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบที่มีอยู่ โดยการนำเสนอหรือผลักดันแนวคิดใหม่ๆ ที่อาจทำให้โครงสร้างเดิมๆ หรือวิธีการที่เคยใช้มานานถูกท้าทายหรือถูกแทนที่ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยกว่า ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจหรือวิธีการสนับสนุนชุมชนที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สุขวิชได้นำเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลง
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน:
ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง: เน้นการพัฒนาแบบจากล่างขึ้นบน (bottom-up) โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของงบประมาณและแผนงาน ในขณะที่บทบาทของรัฐจะเป็นเพียงผู้ส่งเสริม ไม่ใช่ผู้จัดสรรทรัพยากร
ยกระดับกองทุนเศรษฐกิจชุมชน: ปรับโครงสร้างกองทุนให้ทันสมัยและโปร่งใสผ่าน Digital Community Finance Platform โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตามผลและตรวจสอบได้
เศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น: พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยใช้แนวคิด Branding, Packaging และ Storytelling สนับสนุนเยาวชนในการพัฒนาเนื้อหาและผลิตภัณฑ์ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมและเทคโนโลยี พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างตลาดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ปฏิรูประบบสนับสนุนจากรัฐ: เปลี่ยนจากการแจกเป็นการเสริมพลัง เช่น การใช้ Matching Fund หรือ Equity Loan เพื่อสร้างทุนมนุษย์ระยะยาว และลดการสนับสนุนในรูปแบบประชานิยมที่เน้นระยะสั้น
การประเมินผลตามเป้าหมาย “การเติบโตจากภายใน”: ใช้เกณฑ์ประเมินใหม่ที่เน้นความสามารถในการพึ่งพาตนเองและการกระจายโอกาสในชุมชน โดยใช้ Big Data และ AI ในการประเมินผลเชิงพื้นที่
เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางเศรษฐกิจชุมชนของ สุขวิช รังสิตพล ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2539-2543) และนโยบาย OTOP ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย (เริ่มปี 2544) ข้อเสนอนี้เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและกระจายศักยภาพไปยังชุมชนต่างๆ ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว.
วิสัยทัศน์ สุขวิช รังสิตพล ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2539-2543) ท่านมีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น ประเทศพัฒนาแล้ว ภายในปี 2020 โดยการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากและการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ หากสุขวิชชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสดำเนินนโยบายตามแผนนี้ นโยบายที่เขานำเสนอจะช่วยพัฒนาประเทศในหลายมิติ ดังนี้:
การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก: การเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่พึ่งพาตนเอง โดยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท
การกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจ: สุขวิชมองว่า การกระจายศักยภาพเศรษฐกิจไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง โดยไม่เพียงแค่เน้นการเติบโตในเมืองใหญ่หรือภาคอุตสาหกรรม
การพัฒนาในระดับท้องถิ่นและการส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง: ด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนมีความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพสูงจากทรัพยากรท้องถิ่น ชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหรือสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
การปรับโครงสร้างภาครัฐและการสนับสนุนจากรัฐบาล: สุขวิชเสนอการปรับบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้จัดสรรงบประมาณมาเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น Matching Fund หรือ Equity Loan ซึ่งจะเสริมพลังให้กับชุมชนในการพัฒนาตนเองในระยะยาว
การส่งเสริมการศึกษาทักษะใหม่: การพัฒนาทักษะและการศึกษาที่ตรงกับความต้องการของตลาดจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของแรงงานในประเทศ และสนับสนุนให้เยาวชนและประชาชนในชุมชนสามารถมีบทบาทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ
วิสัยทัศน์นี้จะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากภายใน ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสามารถแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากและการพึ่งพาทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน.
สุขวิช รังสิตพล ได้เสนอแนวทางที่มีความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ยั่งยืน โดยเน้นที่การพึ่งพาตนเองจากฐานราก ซึ่งจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจายไปยังทุกชุมชนทั่วประเทศ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ยังมีการยกระดับกองทุนเศรษฐกิจชุมชนให้ทันสมัยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการปรับโครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐที่เน้นการสร้างทุนมนุษย์ในระยะยาว โดยไม่ทิ้งชุมชนใดไว้ข้างหลัง
สุขวิชเสนอให้ชุมชนเป็นเจ้าของงบประมาณและแผนงานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแบบจากล่างขึ้นบน (bottom-up) และไม่เป็นภาระหนี้สินเหมือนกับนโยบาย OTOP ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยที่เน้นการแจกสินเชื่อหรือตัวทุนจากภาครัฐ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาหนี้สินในหลายพื้นที่ การใช้กลไกใหม่ ๆ เช่น Matching Fund หรือ Equity Loan จะช่วยสร้างความยั่งยืนและเสริมสร้างทุนมนุษย์ในระยะยาว
สุขวิชยังได้เสนอการใช้ Big Data และ AI ในการประเมินผลตามเป้าหมายการเติบโตจากภายใน ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาทักษะและการศึกษา รวมถึงการส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์จากทรัพยากรท้องถิ่นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ.
แนวทางนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของสุขวิชที่มุ่งให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2020 ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจจากภายในและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังชุมชนต่าง ๆ และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศ.
วิสัยทัศน์ ของ คุณพ่อสุขวิช รังสิตพล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ในปี 2020/2563