ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์
ผมชายไทย อายุ 30 ปี อาชีพรับราชการ
ทำประกันสุขภาพกับ บ. Allianz วันที่ 19/12/2566 ทางโทรศัพท์ (Telesales) เป็นการเชิญชวนจากข้อมูลที่ให้ไว้กับบัตรเครดิตของธนาคารกรุงศรี โดยทำรายการตัดบัตรอัตโนมัติ
ประกันสุขภาพฉบับมีรายละเอียดการคุ้มครอง
- OPD 2,500 บาท 30 ครั้ง/ปี
เพิ่มประโยชน์กรณีแลป 5,000 บาท/ครั้ง
- IPD 100,000 บาท/ครั้ง
เพิ่มประโยชน์กรณีผ่าตัด 300,000 บาท/ครั้ง
- ประกันอุบัติเหตุ 300,000 บาท
โดยรวมสำหรับผมถือว่าน่าสนใจมากครับ ทั้งที่ผมมีสิทธิเบิกตรงกรมบัญชีกลางอยู่แล้ว
และการโฆษณาของฝ่ายขาย
“บัตรประชาชนใบเดียว เข้ารักษาโดยไม่ต้องสำรองจ่าย”
ผมจึงตกลงทำประกันสุขภาพฉบับนี้ และจุดเริ่มต้นของทุกอย่างครับ
วันที่ 01/01/2568 (1ปี 12 วัน หลังจากทำประกัน)
ผมมีอาการปวดหลัง ร้าวลงขาซ้ายและชา pain score 10/10 (ปวดมากที่สุดในชีวิต) เข้ารักษา รพ.กรุงเทพ-อุดร ในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน เป็นการเข้าแผนกอุบัติและฉุกเฉินครั้งแรก แพทย์ผูกตรวจสงสัยหมอนรองกระดูกปลิ้น ทับเส้นประสาท ซึ่งการวินิจฉัยโรคจะต้องทำ MRI (การแสกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
> ผมจึงสอบไปทางประกันโดยติดที่เบอร์ 1373 ว่าในกรณีผมสามารถเริ่มการรักษาได้หรือไม่
> ทางประกันตอบเหมือนฉายซ้ำรายละเอียดการคุ้มครองและไม่สามารถให้คำตอบได้ว่ารักษาได้หรือไม่
ผมจึงตัดสินใจไม่รักษาต่อ แพทย์จึงเขียนใบส่งตัวไป รพ.รัฐ แล้วจ่ายยาแก้ปวดให้
วันที่ 05/01/2568 (1ปี 17วัน หลังจากทำประกัน)
ผมมีอาการปวดมากขึ้น รับประทานยาแก้ปวดไม่ดีขึ้น
ขาเริ่มชาจนเดินไม่ได้ จากการทบทวนกรมธรรม์ ผมเห็นว่าประกันครอบคลุมโรคที่ผมเป็น จึงตัดสินใจเข้ารักษาที่ รพ.กรุงเทพ-อุดรอีกครั้ง
รายละเอียดการรักษา
05/01/68 : MRI พบหมอนรองกระดูกปริ้นทับเส้นประสาทขนาดใหญ่ แพทย์ให้คำแนะนำผ่าตัดเนื่องจากมีชิ้นใหญ่เกินกว่าจะดันกลับเข้าได้ และใหญ่เกินกว่าการย่อยสลายจากธรรมชาติของร่างกาย
06/01/68 : ผมสอบถามไปทางประกันว่ามีความจำเป็นต้องผ่าตัด ประกันไม่สามารถให้คำตอบได้ และแนะนำให้ทำ Fax claim ในระหว่างรอคำตอบจากประกัน ผมได้ต้องได้รับยา mophine และ steriod เพื่อระงับอาการปวด
07/01/68 : ประกันตอบกลับให้ claim ตรง และปฏิเสธ Fax claim โดยให้เหตุผลว่าไม่มีใบเสร็จรับเงิน
ในสภาพที่เดินไม่ได้และต้องให้ยาระงับปวดออกฤทธิ์ตลอดเวลา ส่งผลต่อความดันโลหิตทำให้สูงขึ้น อาจเป็นความเสี่ยงต่อหลอดเลือดในสมองแตกได้ ผมหมดหนทางและอยู่ในสภาวะจำยอมแล้วครับ จึงตัดสินใจเข้ารับผ่าตัดและนำใบเสร็จมา claim ตรงกับ บ. Allianz
08-09/01/68 : ช่วงพักฟื้น ผมได้ประสานกับทางประกันเพื่อขอเอกสารที่ต้องส่งเคลม ซึ่งผมได้รับทาง E-mail
วันที่ 10/01/68 : ออกจากโรงพยาบาล หลังจากผ่าตัดหลังผมต้องมาทำเอกสารเพื่อส่งขอเคลมประกัน และส่งไปรษณีย์ มีการลงรับที่ บ. Allianz วันที่ 14 /01/68
* จากวันที่ส่งเอกสาร นับเป็นเวลา 2 เดือน 18 วันแล้วครับ
ที่ผมยังไม่ได้คำตอบจากประกันภัย บ. Allianz *
การติดตาม
โทรประสาน : 1373 จำนวน 10 ครั้ง
3 ครั้ง วันที่ 25-28 มกราคม 2568
(14 วันหลังจากรับเอกสาร)
Call center: รับเรื่องประสานงาน เร่งติดตาม ให้สินไหมโทรกลับ
สินไหม <โทรกลับในวันที่ 28/01/68> : การดำเนินการอยู่ในระยะรอเอกสารเพิ่มเติมจากโรงพยาบาล ซึ่งการสืบประวัติทางสินไหมจะขอข้อมูลจากโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา
ผม: แล้วมีโรงพยาบาลไหนบ้างที่สินไหมต้องการข้อมูล ผมจะไปขอมาให้เพื่อเร่งการพิจารณา
สินไหม : ไม่สามารถแจ้งได้เป็นความลับของทางสินไหม
ผม: สามารถบอกประมาณวันที่เคลมได้ไหมครับ
สินไหม: ไม่ได้แต่ไม่เกินระยะเวลาที่กรมธรรม์กำหนด
ผม: 2 เดือนนี้ถือว่านานไหมครับ
สินไหน: นามมาก
…………….
1 ครั้ง วันที่ 13/02/2568 < 1 เดือนหลังจากส่งเอกสาร>
Call center: อยู่ในระหว่างรอเอกสารเพิ่มเติม
…………….
2 ครั้ง วันที่ 11/03 , 14/03/2568 < 2 เดือนหลังจากส่งเอกสาร >
Call center: อยู่ระหว่างรอเอกสารเพิ่มเติม ประสานสินไหมแจ้งข้อมูล
3 วันไม่มีสินไหมโทรกลับ ติดตามวันที่ 14/03/2568 อีกครั้ง สินไหมจึงโทรกลับ
สินไหม : รวบรวมเอกสารได้ 80%
ผม : จะใช้เวลาในการดำเนินการเท่าไร
สินไหม : ไม่เกินที่กรมธรรม์กำหนด
ผม: แต่ขึ้นตอนใช้เวลาเท่าไร
สินไหม: ไม่เกินที่กรมธรรม์กำหนด
………..
4 ครั้ง ( 31/03 - 3/04/68 )
Cell center: เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา จะประสานสินไหมให้โทรกลับภายใน 1 วัน
*ล่วงเลยมาวันที่ 3 แล้ว สินไหมยังไม่โทรกลับ*
…………
จากทั้งหมดที่เล่ามา ผมขอให้ตัวเองเป็นกรณีศึกษา สำหรับผู้ทำประกันสุขภาพ และกำลังมองหาประกันสุขภาพ
ข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริงจากประสบการ์ณผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ สามารถพิสูจน์ได้จากเทปบันทึกเสียงการสนทนา
ข้อคิดที่ได้
1. บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องสำรองจ่าย ( ไม่เป็นความจริงในกรณียอดค่าใช้จ่ายสูง หรือทำประกันน้อยกว่า 2 ปี และการเคลมครั้งแรก อาจต้องเจอการสำรองจ่าย และให้เคลมตรง ซึ่งอาจได้ หรือไม่ได้ จากเงื่อนไขกรมธรรม์ ที่ทาง บ. มีเวลาถึง 3 เดือน ในการพิจารณา )
2. บ. ไม่สามารถตอบคำถามและให้คำตอบที่แน่นอนกับผู้เอาประกันได้ ผู้เอาประกันควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และตัดสินใจด้วยตนเอง
3. การทำประกันภัยผ่าน Telesales ทำให้เมื่อยามต้องใช้รู้สึกโดดเดี่ยว ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง
ตัวผู้ป่วย -> cell center (รับส่งข้อมูล) <- สินไหม
ความเมตตา กรุณา เอาใจใส่ ลูกค้า ซึ่งคือผู้ที่ป่วยนะ แต่ไม่สามารถให้ความแน่นอนได้เลย ในทุกกระบวนการ
*เพราะฉะนั้นแนะนำให้ทำผ่านตัวแทนที่เราไว้ใจจะดีกว่า*
4. ในการรอคอยเราก็มีคำถามในใจมากมาย เช่นมีการผิดพลาดตรงไหน ถึงขั้นตอนไหน และแต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไร การติดตามทุก 15 วันของผม รวมจำนวน 10 ครั้ง ไม่ได้คำตอบในส่วนนี้เลยครับ
ความรู้สึกส่วนตัว
ทุกวันนี้ได้แต่โทษตัวเองว่าครับว่าไม่ศึกษาข้อมูลการเคลมให้ดี ว่าบริษัทประกันมีสิทธิพิจารณา 90 วัน และการทำงานไม่สามารถให้ความแน่นอน หรือความชัดเจนได้เลย หากไม่มีเงินสำรองจ่ายก่อนก็ไม่มีสิทธิได้ใช้ประกัน แม้มั่นใจ 100% ว่าอยู่ในความคุ้มครอง แต่บริษัทไม่ได้มั่นใจเรา แม้ว่าเราจะแถลงข้อมูลสุภาพเป็นวาจาไปแล้ว เค้าก็ต้องการเอกสารอยู่ดี
ในสภาวะที่เป็นผู้ป่วยเราคือกลุ่มเปราะบาง เราต้องการหาย เราต้องการการรักษาที่ดีที่สุด ประกันภัยที่คิดว่าเป็นการจัดการความเสี่ยง กลับย้อนมากทำร้ายเรา
สุดท้ายนี้ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร
ก็คงเป็นบนเรียนครั้งสำคัญในชีวิตครับ
รีวิวประกันสุขภาพ บ. Allianz <04/68>
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะผมชายไทย อายุ 30 ปี อาชีพรับราชการ
ทำประกันสุขภาพกับ บ. Allianz วันที่ 19/12/2566 ทางโทรศัพท์ (Telesales) เป็นการเชิญชวนจากข้อมูลที่ให้ไว้กับบัตรเครดิตของธนาคารกรุงศรี โดยทำรายการตัดบัตรอัตโนมัติ
ประกันสุขภาพฉบับมีรายละเอียดการคุ้มครอง
- OPD 2,500 บาท 30 ครั้ง/ปี
เพิ่มประโยชน์กรณีแลป 5,000 บาท/ครั้ง
- IPD 100,000 บาท/ครั้ง
เพิ่มประโยชน์กรณีผ่าตัด 300,000 บาท/ครั้ง
- ประกันอุบัติเหตุ 300,000 บาท
โดยรวมสำหรับผมถือว่าน่าสนใจมากครับ ทั้งที่ผมมีสิทธิเบิกตรงกรมบัญชีกลางอยู่แล้ว
และการโฆษณาของฝ่ายขาย
“บัตรประชาชนใบเดียว เข้ารักษาโดยไม่ต้องสำรองจ่าย”
ผมจึงตกลงทำประกันสุขภาพฉบับนี้ และจุดเริ่มต้นของทุกอย่างครับ
วันที่ 01/01/2568 (1ปี 12 วัน หลังจากทำประกัน)
ผมมีอาการปวดหลัง ร้าวลงขาซ้ายและชา pain score 10/10 (ปวดมากที่สุดในชีวิต) เข้ารักษา รพ.กรุงเทพ-อุดร ในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน เป็นการเข้าแผนกอุบัติและฉุกเฉินครั้งแรก แพทย์ผูกตรวจสงสัยหมอนรองกระดูกปลิ้น ทับเส้นประสาท ซึ่งการวินิจฉัยโรคจะต้องทำ MRI (การแสกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
> ผมจึงสอบไปทางประกันโดยติดที่เบอร์ 1373 ว่าในกรณีผมสามารถเริ่มการรักษาได้หรือไม่
> ทางประกันตอบเหมือนฉายซ้ำรายละเอียดการคุ้มครองและไม่สามารถให้คำตอบได้ว่ารักษาได้หรือไม่
ผมจึงตัดสินใจไม่รักษาต่อ แพทย์จึงเขียนใบส่งตัวไป รพ.รัฐ แล้วจ่ายยาแก้ปวดให้
วันที่ 05/01/2568 (1ปี 17วัน หลังจากทำประกัน)
ผมมีอาการปวดมากขึ้น รับประทานยาแก้ปวดไม่ดีขึ้น
ขาเริ่มชาจนเดินไม่ได้ จากการทบทวนกรมธรรม์ ผมเห็นว่าประกันครอบคลุมโรคที่ผมเป็น จึงตัดสินใจเข้ารักษาที่ รพ.กรุงเทพ-อุดรอีกครั้ง
รายละเอียดการรักษา
05/01/68 : MRI พบหมอนรองกระดูกปริ้นทับเส้นประสาทขนาดใหญ่ แพทย์ให้คำแนะนำผ่าตัดเนื่องจากมีชิ้นใหญ่เกินกว่าจะดันกลับเข้าได้ และใหญ่เกินกว่าการย่อยสลายจากธรรมชาติของร่างกาย
06/01/68 : ผมสอบถามไปทางประกันว่ามีความจำเป็นต้องผ่าตัด ประกันไม่สามารถให้คำตอบได้ และแนะนำให้ทำ Fax claim ในระหว่างรอคำตอบจากประกัน ผมได้ต้องได้รับยา mophine และ steriod เพื่อระงับอาการปวด
07/01/68 : ประกันตอบกลับให้ claim ตรง และปฏิเสธ Fax claim โดยให้เหตุผลว่าไม่มีใบเสร็จรับเงิน
ในสภาพที่เดินไม่ได้และต้องให้ยาระงับปวดออกฤทธิ์ตลอดเวลา ส่งผลต่อความดันโลหิตทำให้สูงขึ้น อาจเป็นความเสี่ยงต่อหลอดเลือดในสมองแตกได้ ผมหมดหนทางและอยู่ในสภาวะจำยอมแล้วครับ จึงตัดสินใจเข้ารับผ่าตัดและนำใบเสร็จมา claim ตรงกับ บ. Allianz
08-09/01/68 : ช่วงพักฟื้น ผมได้ประสานกับทางประกันเพื่อขอเอกสารที่ต้องส่งเคลม ซึ่งผมได้รับทาง E-mail
วันที่ 10/01/68 : ออกจากโรงพยาบาล หลังจากผ่าตัดหลังผมต้องมาทำเอกสารเพื่อส่งขอเคลมประกัน และส่งไปรษณีย์ มีการลงรับที่ บ. Allianz วันที่ 14 /01/68
* จากวันที่ส่งเอกสาร นับเป็นเวลา 2 เดือน 18 วันแล้วครับ
ที่ผมยังไม่ได้คำตอบจากประกันภัย บ. Allianz *
การติดตาม
โทรประสาน : 1373 จำนวน 10 ครั้ง
3 ครั้ง วันที่ 25-28 มกราคม 2568
(14 วันหลังจากรับเอกสาร)
Call center: รับเรื่องประสานงาน เร่งติดตาม ให้สินไหมโทรกลับ
สินไหม <โทรกลับในวันที่ 28/01/68> : การดำเนินการอยู่ในระยะรอเอกสารเพิ่มเติมจากโรงพยาบาล ซึ่งการสืบประวัติทางสินไหมจะขอข้อมูลจากโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา
ผม: แล้วมีโรงพยาบาลไหนบ้างที่สินไหมต้องการข้อมูล ผมจะไปขอมาให้เพื่อเร่งการพิจารณา
สินไหม : ไม่สามารถแจ้งได้เป็นความลับของทางสินไหม
ผม: สามารถบอกประมาณวันที่เคลมได้ไหมครับ
สินไหม: ไม่ได้แต่ไม่เกินระยะเวลาที่กรมธรรม์กำหนด
ผม: 2 เดือนนี้ถือว่านานไหมครับ
สินไหน: นามมาก
…………….
1 ครั้ง วันที่ 13/02/2568 < 1 เดือนหลังจากส่งเอกสาร>
Call center: อยู่ในระหว่างรอเอกสารเพิ่มเติม
…………….
2 ครั้ง วันที่ 11/03 , 14/03/2568 < 2 เดือนหลังจากส่งเอกสาร >
Call center: อยู่ระหว่างรอเอกสารเพิ่มเติม ประสานสินไหมแจ้งข้อมูล
3 วันไม่มีสินไหมโทรกลับ ติดตามวันที่ 14/03/2568 อีกครั้ง สินไหมจึงโทรกลับ
สินไหม : รวบรวมเอกสารได้ 80%
ผม : จะใช้เวลาในการดำเนินการเท่าไร
สินไหม : ไม่เกินที่กรมธรรม์กำหนด
ผม: แต่ขึ้นตอนใช้เวลาเท่าไร
สินไหม: ไม่เกินที่กรมธรรม์กำหนด
………..
4 ครั้ง ( 31/03 - 3/04/68 )
Cell center: เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา จะประสานสินไหมให้โทรกลับภายใน 1 วัน
*ล่วงเลยมาวันที่ 3 แล้ว สินไหมยังไม่โทรกลับ*
…………
จากทั้งหมดที่เล่ามา ผมขอให้ตัวเองเป็นกรณีศึกษา สำหรับผู้ทำประกันสุขภาพ และกำลังมองหาประกันสุขภาพ
ข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริงจากประสบการ์ณผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ สามารถพิสูจน์ได้จากเทปบันทึกเสียงการสนทนา
ข้อคิดที่ได้
1. บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องสำรองจ่าย ( ไม่เป็นความจริงในกรณียอดค่าใช้จ่ายสูง หรือทำประกันน้อยกว่า 2 ปี และการเคลมครั้งแรก อาจต้องเจอการสำรองจ่าย และให้เคลมตรง ซึ่งอาจได้ หรือไม่ได้ จากเงื่อนไขกรมธรรม์ ที่ทาง บ. มีเวลาถึง 3 เดือน ในการพิจารณา )
2. บ. ไม่สามารถตอบคำถามและให้คำตอบที่แน่นอนกับผู้เอาประกันได้ ผู้เอาประกันควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และตัดสินใจด้วยตนเอง
3. การทำประกันภัยผ่าน Telesales ทำให้เมื่อยามต้องใช้รู้สึกโดดเดี่ยว ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง
ตัวผู้ป่วย -> cell center (รับส่งข้อมูล) <- สินไหม
ความเมตตา กรุณา เอาใจใส่ ลูกค้า ซึ่งคือผู้ที่ป่วยนะ แต่ไม่สามารถให้ความแน่นอนได้เลย ในทุกกระบวนการ
*เพราะฉะนั้นแนะนำให้ทำผ่านตัวแทนที่เราไว้ใจจะดีกว่า*
4. ในการรอคอยเราก็มีคำถามในใจมากมาย เช่นมีการผิดพลาดตรงไหน ถึงขั้นตอนไหน และแต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไร การติดตามทุก 15 วันของผม รวมจำนวน 10 ครั้ง ไม่ได้คำตอบในส่วนนี้เลยครับ
ความรู้สึกส่วนตัว
ทุกวันนี้ได้แต่โทษตัวเองว่าครับว่าไม่ศึกษาข้อมูลการเคลมให้ดี ว่าบริษัทประกันมีสิทธิพิจารณา 90 วัน และการทำงานไม่สามารถให้ความแน่นอน หรือความชัดเจนได้เลย หากไม่มีเงินสำรองจ่ายก่อนก็ไม่มีสิทธิได้ใช้ประกัน แม้มั่นใจ 100% ว่าอยู่ในความคุ้มครอง แต่บริษัทไม่ได้มั่นใจเรา แม้ว่าเราจะแถลงข้อมูลสุภาพเป็นวาจาไปแล้ว เค้าก็ต้องการเอกสารอยู่ดี
ในสภาวะที่เป็นผู้ป่วยเราคือกลุ่มเปราะบาง เราต้องการหาย เราต้องการการรักษาที่ดีที่สุด ประกันภัยที่คิดว่าเป็นการจัดการความเสี่ยง กลับย้อนมากทำร้ายเรา
สุดท้ายนี้ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร
ก็คงเป็นบนเรียนครั้งสำคัญในชีวิตครับ