GULFI อัดงบลงทุน 5 ปีระดับ 1 แสนลบ. ใช้ขยายธุรกิจพลังงานสะอาด 60-70% เผยบริษัทใหม่จะใช้ชื่อ "บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์" มีผล 1 เม.ย.นี้ คาดเห็นการลงทุนในเชิงรุกมากขึ้น เช่น การลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ และธุรกิจดิจิทัล
นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULFI เปิดเผยในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายในช่วง 5 ปี โดยแบ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดสัดส่วน 60-70% ส่วนงบลงทุนปี 68 อยู่ที่ราว 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมโครงการใหม่ที่ยังไม่สามารถระบุได้
ทั้งนี้ บริษัทใหม่จะมีผลทางการในวันที่ 1 เม.ย.68 ภายใต้ชื่อ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อหุ้น GULF ตามเดิม และจะเริ่มกลับมาซื้อขายหุ้น(เทรด) ในวันที่ 3 เม.ย.68 ซึ่งประโยชน์จากการควบรวมในครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้น
เนื่องจากบริษัทใหม่จะถือหุ้นโดยตรงใน AIS สัดส่วน 40% ซึ่งสามารถที่จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเข้ามาได้ไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาทต่อปี กระแสเงินสดและเงินปันผลมากขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 0.8 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.8 เท่า และอันดับเครดิตเรทติ้งจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง จากเดิมที่มีต้นทุนเงินกู้ที่ระดับ 3%
อนึ่ง ปัจจุบัน GULF ใช้ชื่อหุ้น GULFI ชั่วคราวเนื่องจากอยู่ในช่วงพักการซื้อเพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ GULF และ INTUCH
ขณะที่ภายหลังการควบรวมจะทำให้บริษัทมี 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.พลังงาน, 2.โครงสร้างพื้นฐาน, 3.ดิจิทัล และ4.ธุรกิจการลงทุนอื่นๆ เช่น การลงทุนใน ADVANC และ THCOM โดยแบ่งเป็นสัดส่วนกำไรจากธุรกิจพลังงานประมาณ 60% และจากธุรกิจที่เหลืออีก 40%
ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซฯที่ประเทศสหรัฐฯ ขนาดกำลังผลิต 1,200 เมกะวัตต์ (MW) ที่ผ่านมาได้เซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งยังไม่มีการทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากระหว่างการควบรวมเข้าห้ามไม่ให้มีการลงทุนมาก เพราะอาจทำให้ราคาหุ้น GULF และ INTUCH ไม่สมดุลกัน
อย่างไรก็ตามหลังจากวันที่ 1 เม.ย.นี้ ก็น่าจะเห็นการลงทุนที่มากขึ้นในเชิงรุก โดยเฉพาะการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่ปัจจุบันมีคนมาชวนลงทุนจำนวนมาก รวมถึงการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โครงการที่ 2-3 และธุรกิจดิจิทัลมากขึ้น
ส่วนการลงทุนในการซื้อหุ้น KBANK นั้น มองว่าหากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากๆก็คงขาย ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน โดยมีโอกาสการลงทุนได้หมดทั้งซื้อหรือขายเพราะขึ้นอยู่ที่ราคา อย่างไรก็ตามหากราคาหุ้น KBANK ตกมาที่ 90 บาท ก็คงซื้อหุ้นเพิ่มอีก
ขณะที่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น โครงการท่าเรือ , โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอร์เตอร์เวย์) รวมถึงโรงไฟฟ้าไฮโดรเจนบริษัทไม่มีแผนที่จะทำแล้ว
ที่มา/อ่านข่าวต้นฉบับที่:
https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?ref=A&id=WFFVNWhTUEttVFE9&security=GULFI&fbclid=IwY2xjawJQIzxleHRuA2FlbQIxMQABHUd1LEFvFsninE_X0-MbmuIZCDW_lziqU3ac-DkwWwa--67X4Mryz_x8tw_aem_FjXoQ66QF-oRMkCGUJyg5A
GULFI ลงทุน 5 ปี 1 แสนลบ. รุกพลังงานสะอาด 70% บริษัทใหม่ใช้ชื่อ`กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์` ชื่อหุ้น GULF
GULFI อัดงบลงทุน 5 ปีระดับ 1 แสนลบ. ใช้ขยายธุรกิจพลังงานสะอาด 60-70% เผยบริษัทใหม่จะใช้ชื่อ "บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์" มีผล 1 เม.ย.นี้ คาดเห็นการลงทุนในเชิงรุกมากขึ้น เช่น การลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ และธุรกิจดิจิทัล
นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULFI เปิดเผยในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายในช่วง 5 ปี โดยแบ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดสัดส่วน 60-70% ส่วนงบลงทุนปี 68 อยู่ที่ราว 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมโครงการใหม่ที่ยังไม่สามารถระบุได้
ทั้งนี้ บริษัทใหม่จะมีผลทางการในวันที่ 1 เม.ย.68 ภายใต้ชื่อ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อหุ้น GULF ตามเดิม และจะเริ่มกลับมาซื้อขายหุ้น(เทรด) ในวันที่ 3 เม.ย.68 ซึ่งประโยชน์จากการควบรวมในครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้น
เนื่องจากบริษัทใหม่จะถือหุ้นโดยตรงใน AIS สัดส่วน 40% ซึ่งสามารถที่จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเข้ามาได้ไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาทต่อปี กระแสเงินสดและเงินปันผลมากขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 0.8 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.8 เท่า และอันดับเครดิตเรทติ้งจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง จากเดิมที่มีต้นทุนเงินกู้ที่ระดับ 3%
อนึ่ง ปัจจุบัน GULF ใช้ชื่อหุ้น GULFI ชั่วคราวเนื่องจากอยู่ในช่วงพักการซื้อเพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ GULF และ INTUCH
ขณะที่ภายหลังการควบรวมจะทำให้บริษัทมี 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.พลังงาน, 2.โครงสร้างพื้นฐาน, 3.ดิจิทัล และ4.ธุรกิจการลงทุนอื่นๆ เช่น การลงทุนใน ADVANC และ THCOM โดยแบ่งเป็นสัดส่วนกำไรจากธุรกิจพลังงานประมาณ 60% และจากธุรกิจที่เหลืออีก 40%
ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซฯที่ประเทศสหรัฐฯ ขนาดกำลังผลิต 1,200 เมกะวัตต์ (MW) ที่ผ่านมาได้เซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งยังไม่มีการทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากระหว่างการควบรวมเข้าห้ามไม่ให้มีการลงทุนมาก เพราะอาจทำให้ราคาหุ้น GULF และ INTUCH ไม่สมดุลกัน
อย่างไรก็ตามหลังจากวันที่ 1 เม.ย.นี้ ก็น่าจะเห็นการลงทุนที่มากขึ้นในเชิงรุก โดยเฉพาะการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่ปัจจุบันมีคนมาชวนลงทุนจำนวนมาก รวมถึงการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โครงการที่ 2-3 และธุรกิจดิจิทัลมากขึ้น
ส่วนการลงทุนในการซื้อหุ้น KBANK นั้น มองว่าหากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากๆก็คงขาย ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน โดยมีโอกาสการลงทุนได้หมดทั้งซื้อหรือขายเพราะขึ้นอยู่ที่ราคา อย่างไรก็ตามหากราคาหุ้น KBANK ตกมาที่ 90 บาท ก็คงซื้อหุ้นเพิ่มอีก
ขณะที่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น โครงการท่าเรือ , โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอร์เตอร์เวย์) รวมถึงโรงไฟฟ้าไฮโดรเจนบริษัทไม่มีแผนที่จะทำแล้ว
ที่มา/อ่านข่าวต้นฉบับที่:https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?ref=A&id=WFFVNWhTUEttVFE9&security=GULFI&fbclid=IwY2xjawJQIzxleHRuA2FlbQIxMQABHUd1LEFvFsninE_X0-MbmuIZCDW_lziqU3ac-DkwWwa--67X4Mryz_x8tw_aem_FjXoQ66QF-oRMkCGUJyg5A