[CR] ์No.146 The Lost Princess (2568) : ความทรงจำของเจ้าหญิงองค์สุดท้ายแห่งเมืองเชียงใหม่


- ดูจบไป 4-5 วันแล้วยังเลี้ยงความรู้สึกวนอยู่ในหัวไม่หายเลยว่าจะเรียบเรียงคำออกมาเป็นยังไง ? ด้วยเพราะไม่ใช่คนเชียงใหม่จึงไม่ทราบถึงรากเหง้าอย่างลึกซึ้งนอกจากรู้แค่ว่าเป็นจังหวัดที่มีลายเส้นในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนแค่นั้น แล้วเรื่องเล่าที่ว่าก็มาเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของเมืองเชียงใหม่อย่างเจ้าดวงเดือนที่มีตัวตนจริงและมีเชื้อสายเป็นถึงเจ้าจึงต้องระมัดระวังการใช้คำพอสมควรว่าจะคิดคำยังไงไม่ให้เป็นการพาดพิง ถึงแม้ท่านสิ้นอายุขัยไปแล้วยังไงเรื่องเล่าเหล่านี้ก็ยังถูกพูดถึงอยู่ไม่ว่าจะในเรื่องของผลงานตอนดำรงตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์หรือคุณงามทั่วไปที่ค้นพบตามสื่อ

- โดยรวมเป็นหนังสารคดีอัตชีวประวัติแด่เมืองเชียงใหม่ที่ดูง่าย เดินเรื่องด้วยความเรียบรื่นแต่เจือปนด้วยความหม่นผ่านสิ่งที่ต้องการจะสื่ออย่างมีความหมายโดยไม่โดดไปทางเศร้า แม้ไม่ได้เจาะลึกตาม Timeline ทุกกระเบียดนิ้วแต่สิ่งที่ใส่มาไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากตัวเจ้ายาย , สถานที่ชื่อดังที่จำอย่างประตูท่าแพ กระทั่ง Footage จากรูปถ่าย และ Clip ภาพยนตร์สมัยนั้นก็เป็น Details สำคัญที่ช่วยให้ตัว story มีชุดข้อมูลประกอบที่น่าสนใจ จับต้องได้ และชวนให้ติดตามความเป็นมาของเจ้ายายดวงเดือนเป็นอย่างดี ถึงจะเพิ่งเข้ามาหลังจากหนัง Run ไปแล้ว 13 นาทีในช่วงที่ได้ยินเสียงเจ้ายายพรรณนาอะไรสักอย่างไปตามลมโดยมีฉากหลังเป็นตัวปราสาทที่ไหนสักแห่งไม่ทราบชื่อในตัวเมืองเชียงใหม่จากนั้นภาพก็ได้เลื่อนไปในงาน ๆ นึงที่มีบรรดามิตรรักลูกศิษย์กำลังซุบซิบแล้วยืนเรียงหน้ากระดานถ่ายรูป 2 แชะแล้วเปิด Facebook ลงรูปแจก Like กด Check-In กันด้วยใบหน้าชื่นมื่นว่าเพื่อน Comment เรียบร้อยกระทั่งกล้องได้ส่องไปที่เจ้ายายเท่านั่นแหล่ะรู้แจ้งทันทีเลยว่าเป็นงานเกี่ยวกับอะไร ?


- ความที่ไม่รู้ที่กล่าวไปข้างต้นแรกขณะดูจึงพยายามใช้สติและสายตาเก็บเกี่ยว Details ทีละอย่างว่าใครเป็นใคร ? มีสมาชิกกี่คน ? ทำไมเจ้ายายถึงเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่จนคนเคารพนับถือกันยาวนานเช่นกัน ขณะเดียวกันก็เกิดต่อมเอ๊ะอีกมุมในใจว่าเป็นเจ้านางตั้งแต่เกิดหรือเปล่า ? มีใครมาแต่งตั้งให้กลางทางหรือไม่ ? พอดูไปสักพักหนังก็ยังวนอยู่แต่งานสังคมส่งสติกเกอร์สวัสดีวันศุกร์ไม่เลิกราขนาดว่าแวบไปสำรวจที่บ้านบ้างว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ? แต่ยังไม่เห็นอาณาบริเวณรอบในตัวเชียงใหม่ซะทีจนผมฝีนความรู้สึกตนเองไม่อยู่เลยเผลอตัววูบหลับไปอย่างไวจนมาตื่นขึ้นตอนที่เห็นลุงผึ้งพาเจ้ายายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลปุ๊ป หลังจากนั้นหนังก็ค่อย ๆ พาเราออกจาก Comfort Zone ไปดูสภาพแวดล้อมอื่นตามใจนึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉากล่องเรือบนแม่น้ำปิงในคืนลอยกระทงก็ดี ไปเดินชมสัตว์น้ำในอะควาเรียมก็ดี กระทั่งไปเยี่ยมบ้านเก่าที่บัดนี้กลายเป็นกองเศษอิฐกับปูนปรักพังจนผมหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง อีกทั้งยังทำให้เห็นอีกมุมของเจ้ายายในฐานะคนสามัญชนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์และรับมือกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

- นอกจากจะเริ่มจูนติดกับชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้ายายแบบปุถุชนแล้วความสัมพันธ์กับลุงผึ้งกับคุณกรภัทร์ลูกชายกับหลานสาวซึ่งเป็นผู้กำกับที่มีการพูดคุยหรือทำกิจกรรม Outdoor ร่วมกันก็เป็นไปในลักษณะเรียบง่ายและสมถะจนค่อย ๆ คลายข้อเอ๊ะเกี่ยวกับหัวโขนไปทีละนิดจนขี้เกียจนึก ถึงไม่ได้เจาะลึกทั้งหมดอาจเพราะบางเรื่องก็ไปกระทบต่อการเมืองหรือบางเรื่องก็ลืมเลือนไปตามเวลาก็สุดแท้แต่ ทั้งนี้ระยะเวลาที่ให้มา 88 นาทีนับว่าได้รู้จักเรื่องราวของเจ้ายายดวงเดือนไปไม่มากไม่น้อย แม้ยุคสมัยเปลี่ยนแต่ความเป็นเจ้ายังคงอยู่ในสายเลือดผ่านแนวคิดการวางตัวของคนที่ผ่านช่วงเวลานั้น จึงไม่แปลกที่คนยุคนี้ได้ฟังจะบอกว่า Out ไปแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางอย่างก็ยังใช้ได้อยู่ทุกวันนี้อย่างเช่นมีฉากหนึ่งที่ทีมงานถามเจ้ายายขณะนั่งอยู่ในเรือกับลุงผึ้ง 2 ต่อ 2 ว่า ไหนเจ้ายายลองบอกรักลุงผึ้งหน่อย ? เจ้ายายจึงตอบไปว่า ฉันทำไม่ได้หรอก มันดูเป็นการเสแสร้ง ผมนี้นอกจากถูกใจแล้วยังแสดงให้ทราบอีกว่า บางทีการที่เราไม่ได้แสดงความรู้สึกตามจารีตในสังคมส่วนรวมก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นปฏิปักษ์ในสายตาคนอื่นเพียงเพราะยึดมั่นในความรู้สึก ฉะนั้นการวางตัวควบคู่กับการมีสติจึงยังเป็นเรื่องสำคัญในสังคมปัจจุบันอยู่

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่