อานาปานุสสติกรรมฐาน ตอนที่ 15.1
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และพระโยคาวจรทั้งหลาย สำหรับเวลานี้ ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน สมาทานศีลแล้ว ต่อนี้ไปโปรดรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิ จุดนี้ที่จะพูดต่อไปเป็นจุดของ
พระอนาคามิมรรค เพราะว่าตามที่พูดมาแล้วนั้น แนะนำมาถึงเรื่องสกิทาคามิผล เมื่อกำลังจิตของท่านข้าถึงสกิทาคามิผล และก็พยายามต่อไป ท่านเรียกว่า อนาคามิมรรค สำหรับพระอนาคามิมรรคนี่ เมื่อจิตของเราก้าวเข้ามาสู่ของพระสกิทาคามิผลแล้ว การที่จะเป็นพระอนาคามิผลต่อไปเป็นของไม่ยาก เพราะว่าเรารวบรวมกำลังใจกันมาตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หมายถึงฌาน และก็พยายามรวบรวมกำลังใจให้ทรงตั้งอยู่ในความดี คือความเป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามี ตอนที่จะเป็นอนาคามีจึงไม่ยาก
ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า ท่านที่จะพรงจิตเป็นพระอนาคามีไต้นั้น จะต้องมี
อธิจิตสิกขา หมายความว่า ตอนนี้ต้องใช้กำลังฌานอย่างหนัก ถ้าใช้กำลังฌานอย่างเบาไปไม่ได้แน่ แต่ก็ไม่แน่นัก สำหรับอารมณ์ของคน บางที่เวลาใกล้จะตายเกิดเห็นอริยสัจขึ้นมา ก็สามารถจะเป็นอรหันต์ได้โดยฉับพลัน เพราะว่าทุนของเราดีเสียแล้ว
ฉะนั้นต่อแต่นี้ไปก็จะได้นำเอาอนาคามิมรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กามราคะ มาพูดกัน คำว่า
กามราคะ หมายความว่า มีความพอใจใจใจรักสายรักงาม ผมพูดถึงตอนนี้ท่านยังมีความหนักใจไหม หนักใจว่าการรักสวยรักงามของเรามันยังมีกำลังมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการรักสวยรักงามในด้านการเป็นอนาคามีนี้ มีความสำคัญ บางทีจิตของเรายังมีความรักสวยรักงามอยู่ แต่ทว่ากำลังจิตมันยังน้อยไปเสียแล้วนี่ท่าน อารมณ์ของคนที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน เราจะเห็นว่าความรักในระหว่างเพศ จิตถูกขังอยู่ในขอบเขตของศีล หมายความว่าอารมณ์มีอารมณ์สันโดษ ไม่มีอารมณ์รักมากเกินไป มีแต่เฉพาะกับคู่ครองของคน นี่ถ้าเราจะเปรียบว่าจิตเหมือนเสือ จิตมันก็กลายเป็นเพื่อที่ถูกขังกรง มันมีกำลังมากแต่ไม่สามารถจะดันกรงไปฆ่าใครเขาได้ ก็เป็นอันว่า เสือตัวนี้สิ้นกำลังไปเสียแล้ว หาความดีไม่ได้ อันนี้เป็นอารมณ์ของพระโสดาบัน
ทีนี้ตอนต่อมาเมื่อจิตของท่านทั้งหลายก้าวเข้ามาสู่สกิทาคามี ตอนนี้เราใช้กำลังใจเข้มแข็งกว่าความเป็นพระโสดาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของกามารมณ์ กามารมณ์นี่เราใช้อสุภสัญญากับกายคตานุสสติ เข้าประหัตประหารเสียหนักแล้ว จนกระทั่งอารมณ์อย่างนี้มีอาการเพลีย แต่มันแค่เพลียเท่านั้น แต่เพลียแล้วมันก็ไม่กลับพื้นคืนมาอีก เพราะคำว่าความเป็นพระอริยเจ้า อะไรก็ตามที่ตัดไปได้แล้วจะไม่มีโอกาสกลับฟื้นคืนขึ้นมาได้ต่อไป
ทีนี้ต่อมาถ้าเราจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามิมรรค หรือความเป็นพระอนาคามิผล การจะก้าวต่อเข้าไปตอนนี้มันก็เบา เพราะว่าเราต่อสู้กันมากับกามราคะในตอนต้น คือความเป็นพระทิทาคามี เราว่ากันมาหนักเกินกว่าที่เราจะคิด จะนั้นตอนนี้ถ้าเราจะใช้กำลังจิตเข้าประหัตประหาร ถ้าเราจะใช้อสุภสัญญา คืออสุภกรรมฐานกับกายคตานุสสติก็ยังต้องใช้อยู่ อย่าลืมนะครับ ตอนนี้ท่านจะต้องใช้กำลังใจให้เข้มแข็ง ในด้านที่จะเข้าไปประหัตประหารกามฉันทะให้พินาศไป ตอนนี้ไม่ใช่เบาแล้ว แต่ความจริง ตอนที่ท่านได้สกิทาคามี ตอนนั้นกำลังกามราคะมันก็ป้วนเปี้ยน ๆ ปวกเปียกเต็มที มันไม่มีกำลัง ความรักในระหว่างเพศสำหรับพระสกิทาคามีเกือบจะไม่มี แต่ก็ยังมีอยู่ ฉะนั้นการที่จะเป็นพระอนาคามีจะต้องตัดให้ขาดไป
วิธีตัดเราก็ต้องใช้อารมณ์ 3 อย่าง อารมณ์ 3 อย่างที่ผมพูดพูดนี่ก็หมายความว่า เวลานี้เรายังว่ากันในหมวดของอานาปานุสสติกรรมฐาน ขอท่านทั้งหลายจงอย่าลืมท่านจะทำในกองใดก็ตาม จงอย่าทิ้งอานาปานุสติกรรมฐานเป็นอันขาด ถ้าหากว่าท่านทิ้งอานาปานุสติกรรมฐานแล้วท่านจะเสียใจมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าอานาปานุสสติกรรรมฐานนี่ ท่านจะเรียนขั้นสุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ฉฬภิญโญก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี หากว่าท่านเว้นอานาปานุสสติกรรมฐาน ท่านจะไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นอานาปานุสติกรรมฐาน การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ท่านทั้งหลายต้องถือว่าเป็นกำลังใหญ่อย่างยิ่ง คือไม่ว่าจะทำในกองใดทั้งหมด จะต้องทรงอารมณ์นี้ไว้ให้เป็นปกติ
และเมื่ออารมณ์ของท่านสนใจอยู่กับลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นของละเอียดเราต้องใช้ความระมัดระวังสูง นิวรณ์หรือว่าอารมณ์ที่เป็นอกุศล มันจะไม่ปรากฏกับท่าน เรียกว่ากิเลสทั้งหมดมันก็เข้าไม่ได้ แต่มันยังไม่ตาย ทีนี้พอมาเป็นพระโสดาบันมันตายลงไปนิดหนึ่ง มันตายไม่หมด มันหมดแรงไปหน่อย แต่ว่าแรงที่มันหมด มันก็หมดไปเลยมันไม่กลับมาใหม่ พอเป็นพระสกิทาคามี ทีนี้มันถูกทั้งทุบทั้งฟัน เราทุบไปด้วยอารมณ์อสุภสัญญากับกายคตานุสสติ เราก็ฟันไปด้วยอริยสัจแต่ว่ายังตัดไม่หมด มาถึงคราวที่จะเข้าสู่การเป็นพระอนาคามี
อนาคามีนี้แปลว่า ผู้ไม่ครองเรือน นั่นก็หมายความว่า การที่จะอยู่กันเป็นศามีภรรยาร่วมกันซึ่งกันและกันไม่มี เพราะหมดความรู้สึก ตอนนี้จะต้องทำยังไง ต้องใช้
1. อานาปานุสสติกรรมฐานเป็นพื้นฐาน ถ้าจะแถมก็ใช้พุทธานุสสติด้วย คือ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ ให้จิตมันสบาย
2. เราต้องใช้ อสุภกรรมฐาน กับกายคตานุสสติกรรมฐาน ซึ่งเป็นกรรมฐานเป็นข้าศึกกับกามฉันทะ เอาเข้ามาเป็นเครื่องมือประหัตประหาร เป็นกำลังตี
3. ต้องใช้อริยสัจเป็นอาวุธ เข้ามาฟันให้มันขาดเป็นชิ้น เป็นอัน เป็นตอน ไม่ให้เหลือแม้แต่ก้อนนิดหนึ่ง สับให้ละเอียด
วิธีทำอย่างนี้เขาทำกันยังไง นั่นก็คือ ในระยะแรกเวลายามว่าง เอาจิตใจของท่านควบคุมอยู่ในอานาปานุสสติกรรมฐานป็นปกติ และก็ถ้าใช้คำภาวนาด้วย ก็ใช้คำว่า
พุทโธ หรือจะภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ไม่ว่า เพราะว่ามีผลเสมอกัน ตอนนี้เราทำจิตเป็นฌานให้จิตทรงตัว มีอารมณ์สบายว่างจากนิวรณ์ ต่อมาเราก็ใช้กรรมฐานซึ่งเป็นคู่ปรับตรงกับกามธัมทะ พิจารณาร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ร่างกายสัตว์ก็ดี วัตถุธาตุก็ดี ตามความเป็นจริง
ที่ผมพูดว่าตามความเป็นจริงก็เพราะว่า ถ้าธารมณ์ของเรามีกิเลสเป็นเครื่องนำ อารมณ์ของเรามันจะไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง มันจะเห็นของเลวว่าเป็นของดี ร่างกายของคนที่เต็มไปด้วยความสกปรก มันก็เห็นว่าสะอาด ร่างกายของคนที่เต็มไปด้วยความทรุดโทรม มันก็เห็นว่าสวย นี่ความจริงจิตที่น้อมไปด้วยกิเลสนี่ไม่ยอมรับนับถือความเป็นจริง ตอนนี้เราต้องคลำหาความจริง ว่าคนน่ะ ตรงไหนสะอาด ตรงไหนสวย มีไหม ถ้ายังมีความรู้สึกว่ามี ก็รู้สึกหนักใจนิดหนึ่ง ความจริงร่างกายคนก็ดี ร่างกายสัตว์ก็ดี มันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ข้างในเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง แล้วก็มีของสกปรกทุกส่วนของร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ท่าไมเราจึงจะเห็นว่าเป็นของสะอาด ของสวย
อารมณ์จุดนี้แหละคุณ การจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามี จะต้องมีความรู้สึกเป็นปกติ ในเมื่อเราลืมตาจากการตื่นกว่าจะถึงการหลับ อารมณ์จะต้องทรงอยู่อย่างนี้เป็นปกติ เห็นคนมา เห็นเสื้อผ้าที่เขาแต่ง มันสวยมันสะอาด ความรู้สึกก็บอกชัดว่าชิ้นทั้งหลายเหล่านี้สะอาดไม่จริง ถ้าสะอาดจริงเจ้าของไม่ต้องซัก ไม่ต้องฟอก ไม่ต้องรีด ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด มันจะสะอาดตลอดกาลตลอดสมัย แต่ว่าถ้ายังมีการซักการฟอกอยู่ มันก็ยังสกปรก แสดงว่าคนคนนี้เอาของสกปรกเข้ามาหุ้มกาย และหลังจากนั้นก็ดูหนัง ว่าหนังท่านและเธอทั้งหลายเหล่านั้นมันหนังสวยหรือหนังไม่สวย สะอาดหรือว่าสกปรก สังเกตดูเจ้าของร่างกายเธอมีเหงื่อมีไคลไหม เธอ
ต้องอาบน้ำชำระร่างกายไหม ถ้าเขายังทำอย่างนั้นแสดงว่าเขาสกปรก เขาไม่ได้มีความสะอาดตามที่เรามีความรู้สึก ลองลอกหนังเข้าไปสักนิด เมื่อหนังกำพร้าหมดร่างกายของคนเราจะเป็นยังไง นั่นคือจมปรัง เพียงแค่ลอกหนังมาแล้วเหลือแต่เนื้อ เราก็หาความสวยไม่ได้แล้ว ลอกเนื้อเข้าไปเสียหมด เห็นตับ ไต ไส้ ปอด ทั้งหมดเต็มไปด้วยความสกปรก นี่ความจริงความรู้สึกอย่างนี้น่าจะมีมาตั้งแต่พระสกิทาคามีแล้ว ถ้ามีไม่ได้ก็แสดงว่าท่านยังไม่ได้เป็นพระสกิทาคามี
มีต่อ หนังสือ คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง เล่ม 1 อานาปานุสสติกรรมฐาน ตอนที่ 15.2 https://pantip.com/topic/43154376
หนังสือ คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง เล่ม 1 อานาปานุสสติกรรมฐาน ตอนที่ 15.1
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และพระโยคาวจรทั้งหลาย สำหรับเวลานี้ ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน สมาทานศีลแล้ว ต่อนี้ไปโปรดรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิ จุดนี้ที่จะพูดต่อไปเป็นจุดของ พระอนาคามิมรรค เพราะว่าตามที่พูดมาแล้วนั้น แนะนำมาถึงเรื่องสกิทาคามิผล เมื่อกำลังจิตของท่านข้าถึงสกิทาคามิผล และก็พยายามต่อไป ท่านเรียกว่า อนาคามิมรรค สำหรับพระอนาคามิมรรคนี่ เมื่อจิตของเราก้าวเข้ามาสู่ของพระสกิทาคามิผลแล้ว การที่จะเป็นพระอนาคามิผลต่อไปเป็นของไม่ยาก เพราะว่าเรารวบรวมกำลังใจกันมาตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หมายถึงฌาน และก็พยายามรวบรวมกำลังใจให้ทรงตั้งอยู่ในความดี คือความเป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามี ตอนที่จะเป็นอนาคามีจึงไม่ยาก
ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า ท่านที่จะพรงจิตเป็นพระอนาคามีไต้นั้น จะต้องมี อธิจิตสิกขา หมายความว่า ตอนนี้ต้องใช้กำลังฌานอย่างหนัก ถ้าใช้กำลังฌานอย่างเบาไปไม่ได้แน่ แต่ก็ไม่แน่นัก สำหรับอารมณ์ของคน บางที่เวลาใกล้จะตายเกิดเห็นอริยสัจขึ้นมา ก็สามารถจะเป็นอรหันต์ได้โดยฉับพลัน เพราะว่าทุนของเราดีเสียแล้ว
ฉะนั้นต่อแต่นี้ไปก็จะได้นำเอาอนาคามิมรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กามราคะ มาพูดกัน คำว่า กามราคะ หมายความว่า มีความพอใจใจใจรักสายรักงาม ผมพูดถึงตอนนี้ท่านยังมีความหนักใจไหม หนักใจว่าการรักสวยรักงามของเรามันยังมีกำลังมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการรักสวยรักงามในด้านการเป็นอนาคามีนี้ มีความสำคัญ บางทีจิตของเรายังมีความรักสวยรักงามอยู่ แต่ทว่ากำลังจิตมันยังน้อยไปเสียแล้วนี่ท่าน อารมณ์ของคนที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน เราจะเห็นว่าความรักในระหว่างเพศ จิตถูกขังอยู่ในขอบเขตของศีล หมายความว่าอารมณ์มีอารมณ์สันโดษ ไม่มีอารมณ์รักมากเกินไป มีแต่เฉพาะกับคู่ครองของคน นี่ถ้าเราจะเปรียบว่าจิตเหมือนเสือ จิตมันก็กลายเป็นเพื่อที่ถูกขังกรง มันมีกำลังมากแต่ไม่สามารถจะดันกรงไปฆ่าใครเขาได้ ก็เป็นอันว่า เสือตัวนี้สิ้นกำลังไปเสียแล้ว หาความดีไม่ได้ อันนี้เป็นอารมณ์ของพระโสดาบัน
ทีนี้ตอนต่อมาเมื่อจิตของท่านทั้งหลายก้าวเข้ามาสู่สกิทาคามี ตอนนี้เราใช้กำลังใจเข้มแข็งกว่าความเป็นพระโสดาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของกามารมณ์ กามารมณ์นี่เราใช้อสุภสัญญากับกายคตานุสสติ เข้าประหัตประหารเสียหนักแล้ว จนกระทั่งอารมณ์อย่างนี้มีอาการเพลีย แต่มันแค่เพลียเท่านั้น แต่เพลียแล้วมันก็ไม่กลับพื้นคืนมาอีก เพราะคำว่าความเป็นพระอริยเจ้า อะไรก็ตามที่ตัดไปได้แล้วจะไม่มีโอกาสกลับฟื้นคืนขึ้นมาได้ต่อไป
ทีนี้ต่อมาถ้าเราจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามิมรรค หรือความเป็นพระอนาคามิผล การจะก้าวต่อเข้าไปตอนนี้มันก็เบา เพราะว่าเราต่อสู้กันมากับกามราคะในตอนต้น คือความเป็นพระทิทาคามี เราว่ากันมาหนักเกินกว่าที่เราจะคิด จะนั้นตอนนี้ถ้าเราจะใช้กำลังจิตเข้าประหัตประหาร ถ้าเราจะใช้อสุภสัญญา คืออสุภกรรมฐานกับกายคตานุสสติก็ยังต้องใช้อยู่ อย่าลืมนะครับ ตอนนี้ท่านจะต้องใช้กำลังใจให้เข้มแข็ง ในด้านที่จะเข้าไปประหัตประหารกามฉันทะให้พินาศไป ตอนนี้ไม่ใช่เบาแล้ว แต่ความจริง ตอนที่ท่านได้สกิทาคามี ตอนนั้นกำลังกามราคะมันก็ป้วนเปี้ยน ๆ ปวกเปียกเต็มที มันไม่มีกำลัง ความรักในระหว่างเพศสำหรับพระสกิทาคามีเกือบจะไม่มี แต่ก็ยังมีอยู่ ฉะนั้นการที่จะเป็นพระอนาคามีจะต้องตัดให้ขาดไป
วิธีตัดเราก็ต้องใช้อารมณ์ 3 อย่าง อารมณ์ 3 อย่างที่ผมพูดพูดนี่ก็หมายความว่า เวลานี้เรายังว่ากันในหมวดของอานาปานุสสติกรรมฐาน ขอท่านทั้งหลายจงอย่าลืมท่านจะทำในกองใดก็ตาม จงอย่าทิ้งอานาปานุสติกรรมฐานเป็นอันขาด ถ้าหากว่าท่านทิ้งอานาปานุสติกรรมฐานแล้วท่านจะเสียใจมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าอานาปานุสสติกรรรมฐานนี่ ท่านจะเรียนขั้นสุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ฉฬภิญโญก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี หากว่าท่านเว้นอานาปานุสสติกรรมฐาน ท่านจะไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นอานาปานุสติกรรมฐาน การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ท่านทั้งหลายต้องถือว่าเป็นกำลังใหญ่อย่างยิ่ง คือไม่ว่าจะทำในกองใดทั้งหมด จะต้องทรงอารมณ์นี้ไว้ให้เป็นปกติ
และเมื่ออารมณ์ของท่านสนใจอยู่กับลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นของละเอียดเราต้องใช้ความระมัดระวังสูง นิวรณ์หรือว่าอารมณ์ที่เป็นอกุศล มันจะไม่ปรากฏกับท่าน เรียกว่ากิเลสทั้งหมดมันก็เข้าไม่ได้ แต่มันยังไม่ตาย ทีนี้พอมาเป็นพระโสดาบันมันตายลงไปนิดหนึ่ง มันตายไม่หมด มันหมดแรงไปหน่อย แต่ว่าแรงที่มันหมด มันก็หมดไปเลยมันไม่กลับมาใหม่ พอเป็นพระสกิทาคามี ทีนี้มันถูกทั้งทุบทั้งฟัน เราทุบไปด้วยอารมณ์อสุภสัญญากับกายคตานุสสติ เราก็ฟันไปด้วยอริยสัจแต่ว่ายังตัดไม่หมด มาถึงคราวที่จะเข้าสู่การเป็นพระอนาคามี อนาคามีนี้แปลว่า ผู้ไม่ครองเรือน นั่นก็หมายความว่า การที่จะอยู่กันเป็นศามีภรรยาร่วมกันซึ่งกันและกันไม่มี เพราะหมดความรู้สึก ตอนนี้จะต้องทำยังไง ต้องใช้
1. อานาปานุสสติกรรมฐานเป็นพื้นฐาน ถ้าจะแถมก็ใช้พุทธานุสสติด้วย คือ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ ให้จิตมันสบาย
2. เราต้องใช้ อสุภกรรมฐาน กับกายคตานุสสติกรรมฐาน ซึ่งเป็นกรรมฐานเป็นข้าศึกกับกามฉันทะ เอาเข้ามาเป็นเครื่องมือประหัตประหาร เป็นกำลังตี
3. ต้องใช้อริยสัจเป็นอาวุธ เข้ามาฟันให้มันขาดเป็นชิ้น เป็นอัน เป็นตอน ไม่ให้เหลือแม้แต่ก้อนนิดหนึ่ง สับให้ละเอียด
วิธีทำอย่างนี้เขาทำกันยังไง นั่นก็คือ ในระยะแรกเวลายามว่าง เอาจิตใจของท่านควบคุมอยู่ในอานาปานุสสติกรรมฐานป็นปกติ และก็ถ้าใช้คำภาวนาด้วย ก็ใช้คำว่า พุทโธ หรือจะภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ไม่ว่า เพราะว่ามีผลเสมอกัน ตอนนี้เราทำจิตเป็นฌานให้จิตทรงตัว มีอารมณ์สบายว่างจากนิวรณ์ ต่อมาเราก็ใช้กรรมฐานซึ่งเป็นคู่ปรับตรงกับกามธัมทะ พิจารณาร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ร่างกายสัตว์ก็ดี วัตถุธาตุก็ดี ตามความเป็นจริง
ที่ผมพูดว่าตามความเป็นจริงก็เพราะว่า ถ้าธารมณ์ของเรามีกิเลสเป็นเครื่องนำ อารมณ์ของเรามันจะไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง มันจะเห็นของเลวว่าเป็นของดี ร่างกายของคนที่เต็มไปด้วยความสกปรก มันก็เห็นว่าสะอาด ร่างกายของคนที่เต็มไปด้วยความทรุดโทรม มันก็เห็นว่าสวย นี่ความจริงจิตที่น้อมไปด้วยกิเลสนี่ไม่ยอมรับนับถือความเป็นจริง ตอนนี้เราต้องคลำหาความจริง ว่าคนน่ะ ตรงไหนสะอาด ตรงไหนสวย มีไหม ถ้ายังมีความรู้สึกว่ามี ก็รู้สึกหนักใจนิดหนึ่ง ความจริงร่างกายคนก็ดี ร่างกายสัตว์ก็ดี มันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ข้างในเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง แล้วก็มีของสกปรกทุกส่วนของร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ท่าไมเราจึงจะเห็นว่าเป็นของสะอาด ของสวย
อารมณ์จุดนี้แหละคุณ การจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามี จะต้องมีความรู้สึกเป็นปกติ ในเมื่อเราลืมตาจากการตื่นกว่าจะถึงการหลับ อารมณ์จะต้องทรงอยู่อย่างนี้เป็นปกติ เห็นคนมา เห็นเสื้อผ้าที่เขาแต่ง มันสวยมันสะอาด ความรู้สึกก็บอกชัดว่าชิ้นทั้งหลายเหล่านี้สะอาดไม่จริง ถ้าสะอาดจริงเจ้าของไม่ต้องซัก ไม่ต้องฟอก ไม่ต้องรีด ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด มันจะสะอาดตลอดกาลตลอดสมัย แต่ว่าถ้ายังมีการซักการฟอกอยู่ มันก็ยังสกปรก แสดงว่าคนคนนี้เอาของสกปรกเข้ามาหุ้มกาย และหลังจากนั้นก็ดูหนัง ว่าหนังท่านและเธอทั้งหลายเหล่านั้นมันหนังสวยหรือหนังไม่สวย สะอาดหรือว่าสกปรก สังเกตดูเจ้าของร่างกายเธอมีเหงื่อมีไคลไหม เธอ
ต้องอาบน้ำชำระร่างกายไหม ถ้าเขายังทำอย่างนั้นแสดงว่าเขาสกปรก เขาไม่ได้มีความสะอาดตามที่เรามีความรู้สึก ลองลอกหนังเข้าไปสักนิด เมื่อหนังกำพร้าหมดร่างกายของคนเราจะเป็นยังไง นั่นคือจมปรัง เพียงแค่ลอกหนังมาแล้วเหลือแต่เนื้อ เราก็หาความสวยไม่ได้แล้ว ลอกเนื้อเข้าไปเสียหมด เห็นตับ ไต ไส้ ปอด ทั้งหมดเต็มไปด้วยความสกปรก นี่ความจริงความรู้สึกอย่างนี้น่าจะมีมาตั้งแต่พระสกิทาคามีแล้ว ถ้ามีไม่ได้ก็แสดงว่าท่านยังไม่ได้เป็นพระสกิทาคามี
มีต่อ หนังสือ คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง เล่ม 1 อานาปานุสสติกรรมฐาน ตอนที่ 15.2 https://pantip.com/topic/43154376