คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
จขกท ต้อง วางแก่นการภาวนาให้แม่นๆ
สังเกตุว่าการภาวนาเบื้องลึกเบื้องหลังยังเป็นอามิสอยู่
ยังมีการวาดเป้าต้องเป็น เมื่อมีการวาดเป้า การสลัดคลายแม้นคลายได้วั้บนึง มันก็แล่นไปเกาะอีกอารมณ์นึง ด้วยอาการจิตที่มีธงปัก มันจึงมีอาการแสวงหาอารมณ์ (มันยังไม่สัทธาในสภาพดับที่มันเพิ่งแสดงให้เห็น แต่มันเลือกแล่นไปปักลงในคลองทิฐิเดิมๆอันเป็นวิบาก)
แล้วพอจิตมันหิวอารมณ์ตรงนี้ จขพ ขาดการกำหนดรู้ ในสภาพจิตที่เคลื่อนไปจ้องเอา หมายเอาสิ่งนึงไว้อยู่ ด้วยคาดหวังว่าต้องมีต้องเห็นต้องได้
อาการที่ควรจะอิสระ มันจึงไม่เกิด มันจึงไม่พ้น มันจึงเกิดความสับสน กังวล สงสัย อันเนื่องกับทิฐิในตน
เวลาฟังธรรมจากใคร อย่าฟังธรรมโดยการจำสภาวะนึงเอามาวาดเป้าให้เหมือนที่เขาพูด เขาบอกต่อ ล่ำลือมา มิเช่นนั้นการลำดับลาดลุ่มไปสู่วิชชา มันจะพลิกเป็นลาดลุ่มไปตามลำดับสู่อวิชชาแทน
ทีนี้ การอาศัยกำหนดภาวนาโดยอาศัยระลึกในมหาภูตรูป
ย่อมพ้นการคาดหวังในอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เพราะทุกอารมณ์นั้นล้วนแต่เป็นกองสังขารที่ปรากฏรสชาติให้จิตไปเสพข้อง การที่มันไปรู้รสชาติได้ก็ด้วยความต่างของธาตุที่มันแล่นไปผัสสะแต่ละขณะ
เช่นนั้นแม้แต่อารมณ์สุข สว่าง โล่ง เบา อุเบกขา หรืออารมณ์กุศลแผ่ออกไป ที่เรียกว่าเมตตา สิ่งเหล่านี้คือสภาพสังขาร ที่จิตแล่นไปรู้รส
หากระลึกถูกฝาถูกฝั่ง ด้วยสัมมาทิฐิ การคาดหวังในอารมณ์ย่อมสลัดทิ้ง เปลื้องออก ไม่คว้ามาประครองให้เป็นให้เหมือน
เห็นแค่สภาพธรรมที่มันแปรปรวนอยู่เบื้องหน้าแต่ไม่ใยดี ยินร้าย อิสระต่อการคาดหวังเฝ้ารออารมณ์ใดๆทั้งสิ้น
หากมันจะแล่นไปปักธง ด้วยวิบากเก่า ก็อาศัยการเคลื่อนไปแล่นไปปัก เป็นฐานการระลึกไปได้อีก เรียกกว่าอาศัยรสชาตินี้ซ้ำไปซ้ำมาเนืองๆ จนคุ้นชินหนทาง จนมันจำได้แม่น จนเห็นชัดในสภาพสัญญาที่มันอาศัยสิ่งนี้ระลึกไปตามวิบากหน้าที่อันพึงกระทำ มันจะไม่มีทางไปเห็นอาการระลึกนี้เป็นตัวเป็นตนอีก เห็นเพียงธรรมชาตินึงเคลื่อนไหวแปรปรวนเป็นผืนเดียวกันทั้งโลกธาตุ
กิจที่ควรทำมีเท่านี้ สังขารอื่นๆมันจะแปรปรวนไปตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถควบคุม หรือไปคาดหวังให้เป็นดั่งใจได้
อาศัยระลึกรู้วิบากลูกเดียว
สังเกตุว่าการภาวนาเบื้องลึกเบื้องหลังยังเป็นอามิสอยู่
ยังมีการวาดเป้าต้องเป็น เมื่อมีการวาดเป้า การสลัดคลายแม้นคลายได้วั้บนึง มันก็แล่นไปเกาะอีกอารมณ์นึง ด้วยอาการจิตที่มีธงปัก มันจึงมีอาการแสวงหาอารมณ์ (มันยังไม่สัทธาในสภาพดับที่มันเพิ่งแสดงให้เห็น แต่มันเลือกแล่นไปปักลงในคลองทิฐิเดิมๆอันเป็นวิบาก)
แล้วพอจิตมันหิวอารมณ์ตรงนี้ จขพ ขาดการกำหนดรู้ ในสภาพจิตที่เคลื่อนไปจ้องเอา หมายเอาสิ่งนึงไว้อยู่ ด้วยคาดหวังว่าต้องมีต้องเห็นต้องได้
อาการที่ควรจะอิสระ มันจึงไม่เกิด มันจึงไม่พ้น มันจึงเกิดความสับสน กังวล สงสัย อันเนื่องกับทิฐิในตน
เวลาฟังธรรมจากใคร อย่าฟังธรรมโดยการจำสภาวะนึงเอามาวาดเป้าให้เหมือนที่เขาพูด เขาบอกต่อ ล่ำลือมา มิเช่นนั้นการลำดับลาดลุ่มไปสู่วิชชา มันจะพลิกเป็นลาดลุ่มไปตามลำดับสู่อวิชชาแทน
ทีนี้ การอาศัยกำหนดภาวนาโดยอาศัยระลึกในมหาภูตรูป
ย่อมพ้นการคาดหวังในอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เพราะทุกอารมณ์นั้นล้วนแต่เป็นกองสังขารที่ปรากฏรสชาติให้จิตไปเสพข้อง การที่มันไปรู้รสชาติได้ก็ด้วยความต่างของธาตุที่มันแล่นไปผัสสะแต่ละขณะ
เช่นนั้นแม้แต่อารมณ์สุข สว่าง โล่ง เบา อุเบกขา หรืออารมณ์กุศลแผ่ออกไป ที่เรียกว่าเมตตา สิ่งเหล่านี้คือสภาพสังขาร ที่จิตแล่นไปรู้รส
หากระลึกถูกฝาถูกฝั่ง ด้วยสัมมาทิฐิ การคาดหวังในอารมณ์ย่อมสลัดทิ้ง เปลื้องออก ไม่คว้ามาประครองให้เป็นให้เหมือน
เห็นแค่สภาพธรรมที่มันแปรปรวนอยู่เบื้องหน้าแต่ไม่ใยดี ยินร้าย อิสระต่อการคาดหวังเฝ้ารออารมณ์ใดๆทั้งสิ้น
หากมันจะแล่นไปปักธง ด้วยวิบากเก่า ก็อาศัยการเคลื่อนไปแล่นไปปัก เป็นฐานการระลึกไปได้อีก เรียกกว่าอาศัยรสชาตินี้ซ้ำไปซ้ำมาเนืองๆ จนคุ้นชินหนทาง จนมันจำได้แม่น จนเห็นชัดในสภาพสัญญาที่มันอาศัยสิ่งนี้ระลึกไปตามวิบากหน้าที่อันพึงกระทำ มันจะไม่มีทางไปเห็นอาการระลึกนี้เป็นตัวเป็นตนอีก เห็นเพียงธรรมชาตินึงเคลื่อนไหวแปรปรวนเป็นผืนเดียวกันทั้งโลกธาตุ
กิจที่ควรทำมีเท่านี้ สังขารอื่นๆมันจะแปรปรวนไปตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถควบคุม หรือไปคาดหวังให้เป็นดั่งใจได้
อาศัยระลึกรู้วิบากลูกเดียว
แสดงความคิดเห็น
ทำไม สมาธิถึงไม่คลายมานะทิฏฐิ และมกุศลในใจก็ไม่งอกงามขึ้น
เห็นไตรลัก ในปัจุบันขณะ สรรพสิ่งไม่เที่ยง
เป็นแค่สี แสง เย็นร้อนอ่อนเเข็งไหวตึง
แต่ทำไม สมาธิเหล่านั้น ถึงไม่สามารถทคลายทิฏฐิมานะ
หรือทำให้เมตตาในใจเจริญขึ้นได้เลย
ถึงตรงนี้ต้องไปตรงไหนต่อครับ
เพราะสมาธิมันเต็มแน่นไปหมด
หรือมันต้องยกอะไรตัวไหนต่อ
ความเมตตาสงสารเเห้งแล้งในใจ มีแต่สมาธิเพียวๆ
มันก็วนแค่ตรงนี้ เหมือนยังขาดจิ๊กซอวบางตัว
เพราะใจมันเหี่ยวแห้ง พระบริสุทธิคุณ ไม่หยั่งลงในใจ
แต่เมื่อจิตสามารถเข้าถึงเมตตา การสละออก
การเสียสละได้ สมาธิก็บังเกิดไปตามลำดับเองอัตโนมัติ
โดยไม่ต้องภาวนา หรือ พิจรณาอะไร