สวัสดีครับ ผมกับแฟนเราคบกันมาได้ 6 ปีแล้วครับ มีลูกด้วยกัน 1 คน ลูกของเราเพิ่งจะคบ 1 ขวบไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่เราทั้งสองคนยังไม่ได้แต่งงานกันนะครับ มีแค่เอาเงินไปให้กับฝ่ายหญิง 100,000 และผมกับแฟนเราก็จะพยายามเก็บเงินแต่งงานกัน แต่ตอนนี้มันมีปัญหาอะไรหลายเรื่องเข้ามามากมายครับ ผมเลยอยากจะถามความเห็นของทุกครับว่า ถ้าเป็นทุกคนจะตัดสินใจกันอย่างไรครับ ?
#ผมจะเล่าโดยคร่าวๆนะครับ
#เท้าความกันก่อนครับ
ตอนที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ช่วงแรกเธอไม่มีปัญหาเรื่องการเงินเลย พอเริ่มทำงานได้เงินเยอะเธอก็เริ่มจะใช้เงินเยอะตามไปด้วย ซึ่งนั้นก็ตามมาด้วยการที่เธอไปกู้หนี้นอกระบบมา หลักแสน และขอยืมเงินผมไป 70,000 ต่อมาเธอก็ขอให้ผมไปสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลมา 2 ธนาคารร่วมกัน 25,000 และทำบัตรกดเงินสดอีก 37,000 เงินจากบัตรกดเงินสดเธออ้างว่าผมใช้ร่วมกัน แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนของหนี้ธนาคารผมต้องเป็นคนมาจากคืน อีกทั้งมือถือ 11pro max ตอนนั้นเธอขอร้องให้ผมซื้อให้ ผมก็ซื้อมาให้เธอ ถึงมันจะเป็นมือสอง แต่ในขณะนั้นมันก็ราคา 20,000 กว่าบาท แต่เธอก็เลือกที่จะขายโดยไม่สนใจความรู้สึกของผมด้วยซ้ำครับ และพอถึงตอนที่แฟนผมตั้งท้อง ทำให้เธอต้องลาออกจากงาน ระหว่างนั้นผมก็ขอทางหัวหน้า WFH เพื่อมาดูแลเขากับลูก ตั้งแต่เขาท้องจนคลอดน้อง เป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี โดยเราได้ย้ายจากกรุงเทพกลับมาอยู่ขอนแก่น เพื่อที่แม่ของแฟนจะสามารถช่วยดูแลเขากับลูกได้ ระหว่างนั้นผมก็ทำงานประจำกับขับรถ Grab ไปด้วย พอลูกของเราเริ่มจะอยู่ได้โดยไม่ต้องให้แฟนผมมาดูแลแล้ว แฟนผมก็ออกไปทำงานหาเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายภายในบ้านแต่ละเดือนส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนรับผิดชอบและให้แฟนรับผิดชอบในบางส่วน
ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำ, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าใช้จ่ายของลูก, ค่ารถ, ค่าอาหารแมว 10 กว่าตัว, ผมจะเป็นคนรับผิดชอบ ส่วนค่าไฟ แฟนผมจะเป็นคนรับผิดชอบ โดยบางแทบทุกครั้งผมก็ต้องมาช่วยจ่ายในส่วนนี้ด้วย ปล.เดี๋ยวผมชี้แจงค่าใช้จ่ายท้ายบทความนะครับ
พอเริ่มมาเดือน พฤษภาคม 2024 หัวหน้าของผมเขาให้ผมกลับมาเข้าทำงานที่ออฟฟิศ ผมก็ต้องย้ายจากขอนแก่นกลับมาอยู่กรุงเทพ ด้วยความที่ต้องกลับมาอยู่กรุงเทพกระทันหัน ทำให้ผมไม่มีเงินพอที่จะเปิดหอ ผมจึงต้องอาศัยนอนบนรถและอาบน้ำที่ปั้มไม่ก็สถานีเดินรถที่เขาจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ โดยชีวิตประจำวันของผมก็คือ อังคาร - ศุกร์ ผมจะเช้าออกไปทำงานที่ออฟฟิศ พอกลับมาที่รถก็ขับ Grab ต่อ จากนั้นค่อยกลับมาหาที่นอน ซึ่งเอาตรงๆ ผมเหนื่อยมากเลยครับ ผมต้องออกไปขับรถทุกวันเพื่อที่จะได้มีเงินมาใช้ในวันถัดไป พอเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ขับรถกลับขอนแก่น ระหว่างนั้นแฟนผมก็ทำงานที่บริษัทอสังหาแห่งหนึ่งในขอนแก่น เกือบทุกวันผมจะต้องโอนเงินให้เธอ 200 - 300 บาท เพื่อให้เธอเอาไปจ่ายค่ารถในการเดินทางไปทำงานแต่ละวัน ซึ่งด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทำให้ผมค่อนข้างจะเครียด แต่แล้ววันนึงขณะที่ผมกำลังจะเลิกงาน แฟนผมก็โทรมาขอเงินจำนวน 5,000 - 8,000 บาท เพื่อเอาไปจ่ายหนี้ที่เธอยืมเพื่อนมา โดยพูดจาบีบบังคับให้ผมต้องขายโทรศัพท์ แต่ผมทำใจไม่ได้ เพราะมือถือเครื่องนี้ผมต้องใช้ทำมาหากินและเป็นมือถือที่ผมเก็บเงินซื้อด้วยตัวเอง ผมบอกเหตุผลไปต่างๆนาๆ แต่เธอก็ยังจะบีบบังคับให้ผมไปขายเอาเงินทาให้เธอให้ได้ ตอนนั้นผมค่อนข้างดิ่งมากเลยครับ ด้วยปัญหาที่รุมเร้าบวกกับความเครียดทำให้ผม เกือบตัดสินใจที่จะฆตต แต่ครอบครัวของผมก็มาห้ามผมไว้ ปัญหานั้นก็ผ่านไป ต่อมาเธอก็พยายามจะบอกเลิกผมหลายต่อหลายครั้ง โดยอ้างเหตุผลว่า ผมทำงานอยู่กรุงเทพ เราทั้งสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน จะเป็นครอบครัวกันไปทำไม และเวลาเธอเดือดร้อนเรื่องเงินมาผมก็ช่วยเธอไม่ได้ ซึ่งผมก็พยายามประครองครอบครัวเอาไว้ เพื่อลูกของเรา ผมอยากให้ลูกของเรามีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่แล้ววันหนึ่งแฟนผมก็มาหาผมที่กรุงเทพ และผมก็ได้พบว่าเธอคุยกับผุ้ชายคนอื่น โดยเธอให้เหตุผลว่าเธอแค่คุยกับผุ้ชายคนนี้ เพื่อให้เขาไปกู้เงินมาให้ ผมได้มีการลงไม้ลงมือกับเขาครั้งแรกโดยกดตบไปที่ต้นคอ โดยไม่ได้แรงมากนะครับ ที่ทำไปเพราะผมก็รักเเละห่วงเธอมาก ระหว่างนั้นผมก็ยอมให้เธอหมดทุกอย่าง จะว่าผมโง่ก็ได้นะครับ โดยเริ่มตั้งแต่ ผมยอมให้เธอเอาชื่อผมไปกู้ยืมเงินคนอื่นมา 30,000 บาท และไปยืมทางบ้านมาบ้าง จนในที่สุดเดือน กรกฎาคม ทางบ้านของผมก็จ่ายเงินค่าหอให้เพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตอย่างคนปกติสักที และจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ
มาถึงเดือนพฤศจิกายน แฟนผมก็โทรมาบอกความจริงกับผมว่า เขาได้มีการยักยอกเงินบริษัทไปหลายหมื่นบาท และเอาทอง 1 บาทของลูกค้าไปขาย จนถึงขั้นแอบเอาทรัพสินของบริษัทไปจำนำ และตอนนี้ทางบริษัทรู้เรื่องแล้ว ทำให้เธอต้องโดนไล่ออกและจะดำเนินคดี แต่พ่อของเธอก็ได้มีการไปไกล่เกลี่ยและจ่ายเงินให้บริษัทในบางส่วน จากนั้นพ่อของเธอก็มาขอให้ผมช่วยชำระหนี้ในส่วนที่เหลืออีก 37,000 โดยอ้างว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นยอดที่บริษัทของแฟนผมเรียกมา และให้ลูกชาย(พี่ชาายของแฟน)เป็นเซ็นค้ำประกันให้ และบอกกับผมว่า "ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่อยากรับผิดชอบก็เลิกกับลูกสาวเขาไป เพราะถ้าไม่จ่ายเงินในส่วนนี้แฟนผมจะต้องถูกดำเนินคดีและอาจต้องติดคุก" โดยการชำระจะแบ่งจ่ายเป็น 4 เดือน ซึ่งตอนแรกผมก็ตบปากว่าจะช่วย ซึ่งเดือนตุลาคมก่อนหน้านี้แฟนผมเพิ่งจะยืมเงินผมไป 23,000 และบอกว่าจะใช้คืน แต่แล้วก็ไม่ได้คืน จากนั้นไม่กี่วันต่อมาผมจะต่อทำการต่อประกันรถยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากิน โดยผมได้มีการบอกกับแฟนตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้วว่าผมจะเอาเงินจ่ายค่าปล่อยเช่าคอนโดมาต่อประกัน พอถึงวันที่ 4 คือวันที่ผู้เช่าของผมต้องชำระค่าเช่า ผมก็สงสัยว่าทำไมลูกบ้านถึงยังไม่โอนมา จนแฟนผมบอกว่าลูกบ้านขอเลื่อนไปจ่ายวันที่ 9 ซึ่งผมก็เข้าใจได้ไม่ได้ติดใจอะไร ระหว่างนั้นผมก็ไม่ได้วิ่งรถ เพราะรถไม่มีประกัน ผมไม่อยากประมาทจนทำให้ใครเดือดร้อน แต่แล้วในวันที่ 8 พ่อของแฟนผมก็โทรมาบอกว่าจะโอนเงินให้ไปต่อประกันก่อน พอได้เงินค่าเช่าคอนโดมาค่อนโอนคืนให้ท่าน แต่แล้วพอถึงวันที่ 9 แฟนผมก็มาสารภาพว่าเงินค่าเช่าคอนโด ผู้เช่าผมโอนมาให้ตั้งแต่วันที่ 4 แล้ว และเธอก็ใช้เงินในส่วนนี้ไปจ่ายหนี้นอกระบบหมดแล้วด้วย ทำให้ผมโกรธมาก อยู่ๆผมก็มีภาระค่าใช่จ่ายเพิ่มมาทั้งเงิน 37,000 ทั้งเงินที่พ่อแฟนโอนมาให้ยืม ซึ่งเอาตรงๆ ผมเครียดมากเลยครับ ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน แต่เคราะห์ร้ายของผมยังไม่จบ พอถึงวันที่ 10 ทางบ้านของผมทักมาบอกว่า แม่ของผมประสบอุบัติเหตุต้องใช้เงินรักษา ผมก็รีบโทรไปปรึกษาพ่อของแฟนว่าเงินก้อน 10,000 ที่ต้องทะยอยจ่ายบริษัท ผมขอผ่านก่อนเพราะผมรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ไหวแล้ว เพราะถ้าไม่มีเรื่องเงินค่าคอนโดผมยังพอหามาให้ได้ แต่พอของแฟนก็บอกว่าอย่าไปกังวลมันยังมีเวลาหาเงินอยู่ แต่ด้วยตัวผมที่เป็นคนหาเงินก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันหาไม่ได้หรอก แต่ก็ต้องรับปากกับท่านไป
พอมาถึงวันที่ 12 ผมก็บอกกับแฟนว่าผมไม่ไหวแล้ว และต่อไปนี้คือบทสนทนาของเราทั้งสองคน
แฟนผม : "ก็เธอเป็นเมียผมไง ผมก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ จะให้ที่บ้านเธอมารับผิดชอบได้ยังไง"
ผม : "เเม่ของผมเจ็บ ท่านก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน"
แฟนผม : "แม่เธอเจ็บแล้วมันเกี่ยวไรกับเธอ เธอต้องหาเงินไปรักษาแม่หรือไง"
ผม : "ก็นั่นแม่ผมไหม ถ้าแม่เธอบาดเจ็บขึ้นมา เธอไม่คิดจะช่วยแม่เธอเลยหรอ"
แฟนผม : "เธอดูรักแม่เธอมากนะ งั้นก็ไปอยู่กับแม่ซะไป"
ผม : "เอ้า ก็นี่แม่ไหม"
แฟนผม : "ไม่ต้องมีครอบครัวหรอก"
ผม : "ตระกะอะไรของเธอวะเนี่ย"
แฟนผม : "เดียวบอกป๊ะให้นะเรื่องที่ว่าจะเลิกกันจะได้ไม่ต้องมาแบกภาระค่าใช้จ่าย"
สุดท้ายก็วนกลับมาให้เลิกกัน
#อัพเดตล่าสุด 17 พฤศจิกายน
ผมสงสัยในจุดหนึ่งมากเลยครับ คือ บ้านของแฟนผมชอบบอกว่า "ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมต้องมีความรับผิดชอบ ผมต้องพยายามมากกว่านี้" และพอดีแม่แฟนของผมโทรมาถามว่า ยังอยากเป็นครอบครัวเดียวกับลูกเขาอยู่ไหม ผมก็ตอบตรงๆว่า "ผมไม่ได้อยากเลิกนะครับ ผมอยากประคองครอบครัวให้มันเป็นครอบครัวอยู่ แต่ถ้าแฟนผมยังก่อเรื่องแบบนี้และให้ผมมาตามล้างตามเช็ด และให้มาคอยจับตาดูไม่ต่างจากเด็ก 3 ขวบ ผมก็คงไม่ไหวแล้วเหมือนกัน" แล้วแม่แฟนผมก็ถามความเห็นผมเรื่องที่แฟนผมจะมาทำงานกรุงเทพ โดยเธออ้างกับทางบ้านของเธอว่า เธอจะมาทำงานหาเงินใช้หนี้ ผมก็เลยตอบกับแม่แฟนไปประมาณว่า "ตัวผมอยากให้แฟนผมอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องออกมาดิ้นรนทำงานที่กรุงเทพ กลัวจะสร้างหนี้เพิ่มมากขึ้น" ตอนแรกแม่แฟนก็เห็นด้วย แต่พอผมพูดว่า "ผมให้เขาอยู่เฉยๆไม่ใช่ให้เขา พักผ่อนสบายๆให้ผมหาเงินอยู่คนเดียวนะครับ ที่ผมให้เขาอยู่เฉยๆก็เพื่อจะได้อยู่ในสายตาพ่อกับแม่ ถ้าให้ผมรับภาระเพิ่มขึ้นอีกผมก็ไม่ไหว ผมก็คนๆหนึ่งนะครับไม่ใช่หุ่นยนต์ จะมาแบกรับภาระทุกอย่างให้ผมหาเงินอยู่คนเดียว ผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน ทุกวันนี้ผมได้นอนไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง ผมก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว" พอแม่แฟนผมได้ยินเขาก็ตอบประมาณว่า "ตอนแรกก็นึกว่าผมจะแบกภาระคนเดียว และให้ลูกแม่อยู่เลี้ยงลูก มันจะได้อยู่ในสายตาพ่อกับแม่ซะอีก ถ้าเป็นแบบนี้มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรอก มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ" ผมก็ตอบไปประมาณว่า "มาพูดเรื่องแก้ปัญหาต้นเหตุ ปลายเหตุอะไรกันตอนนี้มันก็สายไปแล้วล่ะครับ เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว" แม่แฟนก็ตอบกลับมาประมาณว่า "แม่ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านของเราเป็นแบบไหน แต่บ้านของแม่เป็นแบบนี้ มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน ตอนนี้แม่กับพ่อช่วยลูกจนหมดตัวแล้ว ทำไมเรายังดูเหมือนกับคนที่ยังไม่พร้อมเป็นหัวหน้าครอบครัวได้เลย..(อีกยาวจำไม่ได้ครับ).." จากนั้นผมก็พูดเรื่องที่แฟนผมพูดเกี่ยวกับแม่ผม (ข้อความข้างต้น) ให้แม่ของแฟนฟัง แม่แฟนก็ตอบว่า "ผมไม่ควรไปเล่าให้ผู้ใหญ่ครอบครัวผมฟัง มันดูไม่ดี"
#เหตุผลบางประการ
1.รถ
คือผมต้องยอมรับก่อนนะครับว่า ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีความคิดจะขับ Grab แต่พ่อของแฟนเสนอว่าลองขับ Grab ดูไหมจะได้เป็นรายได้เสริมดูแลครอบครัว ผมก็เลยสนใจแต่พอผมเอารถที่ผมมีอยู่ไปสมัครมันกลับไม่สามารถสมัครได้ เพราะรถมีอายุเกินกว่าเงื่อนไขของ Grab ทางพ่อของแฟนผมก็เลยตัดสินใจจะใช้ชื่อพี่ชายของแฟนผมออกให้ เพื่อใช้ทำมาหากินดูแลครอบครัว แต่พอมีเรื่องต่างๆเข้ามา มีครั้งหนึ่งพ่อของแฟนเคยบอกกับผมว่า "ถ้าผมเลิกกับลูกสาวเขา เขาจะเอารถคันนี้คืน เพราะรถคันนี้เป็นชื่อของครอบครัวเขา ที่เขาออกให้ก็เพื่อให้ผมทำมาหากินดูแลครอบครัว แต่ในเมื่อมันไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เขาก็จะเอารถคืน แต่ถ้าหาคนมาเปลี่ยนสัญญาให้เขาก็จะเอารถให้ ส่วนหลาน(ลูกของผม)ก็ค่อยให้ผมส่งเงินมาให้"
2.ลูก
ทุกวันนี้ผมอยากจะพาลูกกลับไปเจอทางบ้านผมที่ระยองบ้าง แต่ทางบ้านแฟนบอกว่า ผมกับแฟนยังไม่แต่งกัน ดังนั้นเขาจะไม่ให้ผมพาลูกไปหาบ้านผมเด็ดขาด ถ้าทางบ้านผมจะมาเจอหลานทางบ้านผมต้องเป็นคนมาหาหลานเอง เพราะขนาดตอนคลอดลูกผม ทางบ้านผมยังไม่เคยช่วยออกเงินค่ารักษาเลย สำหรับผมก็พอเข้าใจเหตุผลและยอมรับได้ครับ
3.ค่าใช้จ่ายสำหรับลูก
ทางบ้านของผมบอกว่า ถ้าเอาหลานไปให้เขาเลี้ยงที่ระยอง ค่าใช้จ่ายของลูกทั้งหมด ทางบ้านผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง และถ้าลูกผมไปอยู่ระยอง ผมก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าบ้านที่ขอนแก่นแล้ว ซึ่งมันจะทำให้ผมมีภาระค่าใช้จ่ายที่น้อยลงและมุ่งเน้นไปกับการทำมาหากินได้ โดยเหตุผลที่มาเช่าบ้านที่ขอนแก่นเพราะทางบ้านของแฟนผมให้เหตุผลว่า ที่ให้เช่าบ้านเพราะจะได้สามารถเลี้ยงลูกและมีห้องสำหรับแมว แต่ก็ด้วยเหตุผลข้างต้นแหละครับทำให้ผมไม่มีทางเลือก
รายการค่าใช้จ่าย
ค่าเช่าบ้าน 8,000 *หลังจากเดือนพฤศจิกายนไป จะเหลือ 6,000 ครับ
ค่าน้ำ 400-500
ค่าอินเทอร์เน็ต 700
ค่าใช้จ่ายของลูก 2,000-3,000
ค่ารถ 13,700
ค่าอาหารแมว 10 กว่าตัว 3,000 *เนื่องจากทำฟาร์มแมวครับ ก็เลยมีแมวเยอะ
ค่าไฟ 2,000 - 6,000 *ขึ้นอยู่กับจำนวนการชาร์จรถ
ค่าหอ (กทม) 7,500 *เหตุผลที่ราคาแพงหน่อย เพราะอยู่ในตัวเมืองทำให้เลิกกงานเสร็จก็สามารถวิ่งรถได้เลย และเมื่อคำนวณจากค่าโดยสารและระยะเวลาการไปทำงานแล้วนับว่าคุ้มค่าครับ
แฟนสร้างหนี้นอกระบบไม่หยุด โยนภาระทุกอย่างมาให้ผม ผมควรจะไปอย่างไรต่อไปดีครับ?
#ผมจะเล่าโดยคร่าวๆนะครับ
#เท้าความกันก่อนครับ
ตอนที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ช่วงแรกเธอไม่มีปัญหาเรื่องการเงินเลย พอเริ่มทำงานได้เงินเยอะเธอก็เริ่มจะใช้เงินเยอะตามไปด้วย ซึ่งนั้นก็ตามมาด้วยการที่เธอไปกู้หนี้นอกระบบมา หลักแสน และขอยืมเงินผมไป 70,000 ต่อมาเธอก็ขอให้ผมไปสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลมา 2 ธนาคารร่วมกัน 25,000 และทำบัตรกดเงินสดอีก 37,000 เงินจากบัตรกดเงินสดเธออ้างว่าผมใช้ร่วมกัน แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนของหนี้ธนาคารผมต้องเป็นคนมาจากคืน อีกทั้งมือถือ 11pro max ตอนนั้นเธอขอร้องให้ผมซื้อให้ ผมก็ซื้อมาให้เธอ ถึงมันจะเป็นมือสอง แต่ในขณะนั้นมันก็ราคา 20,000 กว่าบาท แต่เธอก็เลือกที่จะขายโดยไม่สนใจความรู้สึกของผมด้วยซ้ำครับ และพอถึงตอนที่แฟนผมตั้งท้อง ทำให้เธอต้องลาออกจากงาน ระหว่างนั้นผมก็ขอทางหัวหน้า WFH เพื่อมาดูแลเขากับลูก ตั้งแต่เขาท้องจนคลอดน้อง เป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี โดยเราได้ย้ายจากกรุงเทพกลับมาอยู่ขอนแก่น เพื่อที่แม่ของแฟนจะสามารถช่วยดูแลเขากับลูกได้ ระหว่างนั้นผมก็ทำงานประจำกับขับรถ Grab ไปด้วย พอลูกของเราเริ่มจะอยู่ได้โดยไม่ต้องให้แฟนผมมาดูแลแล้ว แฟนผมก็ออกไปทำงานหาเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายภายในบ้านแต่ละเดือนส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนรับผิดชอบและให้แฟนรับผิดชอบในบางส่วน
ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำ, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าใช้จ่ายของลูก, ค่ารถ, ค่าอาหารแมว 10 กว่าตัว, ผมจะเป็นคนรับผิดชอบ ส่วนค่าไฟ แฟนผมจะเป็นคนรับผิดชอบ โดยบางแทบทุกครั้งผมก็ต้องมาช่วยจ่ายในส่วนนี้ด้วย ปล.เดี๋ยวผมชี้แจงค่าใช้จ่ายท้ายบทความนะครับ
พอเริ่มมาเดือน พฤษภาคม 2024 หัวหน้าของผมเขาให้ผมกลับมาเข้าทำงานที่ออฟฟิศ ผมก็ต้องย้ายจากขอนแก่นกลับมาอยู่กรุงเทพ ด้วยความที่ต้องกลับมาอยู่กรุงเทพกระทันหัน ทำให้ผมไม่มีเงินพอที่จะเปิดหอ ผมจึงต้องอาศัยนอนบนรถและอาบน้ำที่ปั้มไม่ก็สถานีเดินรถที่เขาจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ โดยชีวิตประจำวันของผมก็คือ อังคาร - ศุกร์ ผมจะเช้าออกไปทำงานที่ออฟฟิศ พอกลับมาที่รถก็ขับ Grab ต่อ จากนั้นค่อยกลับมาหาที่นอน ซึ่งเอาตรงๆ ผมเหนื่อยมากเลยครับ ผมต้องออกไปขับรถทุกวันเพื่อที่จะได้มีเงินมาใช้ในวันถัดไป พอเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ขับรถกลับขอนแก่น ระหว่างนั้นแฟนผมก็ทำงานที่บริษัทอสังหาแห่งหนึ่งในขอนแก่น เกือบทุกวันผมจะต้องโอนเงินให้เธอ 200 - 300 บาท เพื่อให้เธอเอาไปจ่ายค่ารถในการเดินทางไปทำงานแต่ละวัน ซึ่งด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทำให้ผมค่อนข้างจะเครียด แต่แล้ววันนึงขณะที่ผมกำลังจะเลิกงาน แฟนผมก็โทรมาขอเงินจำนวน 5,000 - 8,000 บาท เพื่อเอาไปจ่ายหนี้ที่เธอยืมเพื่อนมา โดยพูดจาบีบบังคับให้ผมต้องขายโทรศัพท์ แต่ผมทำใจไม่ได้ เพราะมือถือเครื่องนี้ผมต้องใช้ทำมาหากินและเป็นมือถือที่ผมเก็บเงินซื้อด้วยตัวเอง ผมบอกเหตุผลไปต่างๆนาๆ แต่เธอก็ยังจะบีบบังคับให้ผมไปขายเอาเงินทาให้เธอให้ได้ ตอนนั้นผมค่อนข้างดิ่งมากเลยครับ ด้วยปัญหาที่รุมเร้าบวกกับความเครียดทำให้ผม เกือบตัดสินใจที่จะฆตต แต่ครอบครัวของผมก็มาห้ามผมไว้ ปัญหานั้นก็ผ่านไป ต่อมาเธอก็พยายามจะบอกเลิกผมหลายต่อหลายครั้ง โดยอ้างเหตุผลว่า ผมทำงานอยู่กรุงเทพ เราทั้งสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน จะเป็นครอบครัวกันไปทำไม และเวลาเธอเดือดร้อนเรื่องเงินมาผมก็ช่วยเธอไม่ได้ ซึ่งผมก็พยายามประครองครอบครัวเอาไว้ เพื่อลูกของเรา ผมอยากให้ลูกของเรามีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่แล้ววันหนึ่งแฟนผมก็มาหาผมที่กรุงเทพ และผมก็ได้พบว่าเธอคุยกับผุ้ชายคนอื่น โดยเธอให้เหตุผลว่าเธอแค่คุยกับผุ้ชายคนนี้ เพื่อให้เขาไปกู้เงินมาให้ ผมได้มีการลงไม้ลงมือกับเขาครั้งแรกโดยกดตบไปที่ต้นคอ โดยไม่ได้แรงมากนะครับ ที่ทำไปเพราะผมก็รักเเละห่วงเธอมาก ระหว่างนั้นผมก็ยอมให้เธอหมดทุกอย่าง จะว่าผมโง่ก็ได้นะครับ โดยเริ่มตั้งแต่ ผมยอมให้เธอเอาชื่อผมไปกู้ยืมเงินคนอื่นมา 30,000 บาท และไปยืมทางบ้านมาบ้าง จนในที่สุดเดือน กรกฎาคม ทางบ้านของผมก็จ่ายเงินค่าหอให้เพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตอย่างคนปกติสักที และจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ
มาถึงเดือนพฤศจิกายน แฟนผมก็โทรมาบอกความจริงกับผมว่า เขาได้มีการยักยอกเงินบริษัทไปหลายหมื่นบาท และเอาทอง 1 บาทของลูกค้าไปขาย จนถึงขั้นแอบเอาทรัพสินของบริษัทไปจำนำ และตอนนี้ทางบริษัทรู้เรื่องแล้ว ทำให้เธอต้องโดนไล่ออกและจะดำเนินคดี แต่พ่อของเธอก็ได้มีการไปไกล่เกลี่ยและจ่ายเงินให้บริษัทในบางส่วน จากนั้นพ่อของเธอก็มาขอให้ผมช่วยชำระหนี้ในส่วนที่เหลืออีก 37,000 โดยอ้างว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นยอดที่บริษัทของแฟนผมเรียกมา และให้ลูกชาย(พี่ชาายของแฟน)เป็นเซ็นค้ำประกันให้ และบอกกับผมว่า "ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่อยากรับผิดชอบก็เลิกกับลูกสาวเขาไป เพราะถ้าไม่จ่ายเงินในส่วนนี้แฟนผมจะต้องถูกดำเนินคดีและอาจต้องติดคุก" โดยการชำระจะแบ่งจ่ายเป็น 4 เดือน ซึ่งตอนแรกผมก็ตบปากว่าจะช่วย ซึ่งเดือนตุลาคมก่อนหน้านี้แฟนผมเพิ่งจะยืมเงินผมไป 23,000 และบอกว่าจะใช้คืน แต่แล้วก็ไม่ได้คืน จากนั้นไม่กี่วันต่อมาผมจะต่อทำการต่อประกันรถยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากิน โดยผมได้มีการบอกกับแฟนตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้วว่าผมจะเอาเงินจ่ายค่าปล่อยเช่าคอนโดมาต่อประกัน พอถึงวันที่ 4 คือวันที่ผู้เช่าของผมต้องชำระค่าเช่า ผมก็สงสัยว่าทำไมลูกบ้านถึงยังไม่โอนมา จนแฟนผมบอกว่าลูกบ้านขอเลื่อนไปจ่ายวันที่ 9 ซึ่งผมก็เข้าใจได้ไม่ได้ติดใจอะไร ระหว่างนั้นผมก็ไม่ได้วิ่งรถ เพราะรถไม่มีประกัน ผมไม่อยากประมาทจนทำให้ใครเดือดร้อน แต่แล้วในวันที่ 8 พ่อของแฟนผมก็โทรมาบอกว่าจะโอนเงินให้ไปต่อประกันก่อน พอได้เงินค่าเช่าคอนโดมาค่อนโอนคืนให้ท่าน แต่แล้วพอถึงวันที่ 9 แฟนผมก็มาสารภาพว่าเงินค่าเช่าคอนโด ผู้เช่าผมโอนมาให้ตั้งแต่วันที่ 4 แล้ว และเธอก็ใช้เงินในส่วนนี้ไปจ่ายหนี้นอกระบบหมดแล้วด้วย ทำให้ผมโกรธมาก อยู่ๆผมก็มีภาระค่าใช่จ่ายเพิ่มมาทั้งเงิน 37,000 ทั้งเงินที่พ่อแฟนโอนมาให้ยืม ซึ่งเอาตรงๆ ผมเครียดมากเลยครับ ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน แต่เคราะห์ร้ายของผมยังไม่จบ พอถึงวันที่ 10 ทางบ้านของผมทักมาบอกว่า แม่ของผมประสบอุบัติเหตุต้องใช้เงินรักษา ผมก็รีบโทรไปปรึกษาพ่อของแฟนว่าเงินก้อน 10,000 ที่ต้องทะยอยจ่ายบริษัท ผมขอผ่านก่อนเพราะผมรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ไหวแล้ว เพราะถ้าไม่มีเรื่องเงินค่าคอนโดผมยังพอหามาให้ได้ แต่พอของแฟนก็บอกว่าอย่าไปกังวลมันยังมีเวลาหาเงินอยู่ แต่ด้วยตัวผมที่เป็นคนหาเงินก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันหาไม่ได้หรอก แต่ก็ต้องรับปากกับท่านไป
พอมาถึงวันที่ 12 ผมก็บอกกับแฟนว่าผมไม่ไหวแล้ว และต่อไปนี้คือบทสนทนาของเราทั้งสองคน
แฟนผม : "ก็เธอเป็นเมียผมไง ผมก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ จะให้ที่บ้านเธอมารับผิดชอบได้ยังไง"
ผม : "เเม่ของผมเจ็บ ท่านก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน"
แฟนผม : "แม่เธอเจ็บแล้วมันเกี่ยวไรกับเธอ เธอต้องหาเงินไปรักษาแม่หรือไง"
ผม : "ก็นั่นแม่ผมไหม ถ้าแม่เธอบาดเจ็บขึ้นมา เธอไม่คิดจะช่วยแม่เธอเลยหรอ"
แฟนผม : "เธอดูรักแม่เธอมากนะ งั้นก็ไปอยู่กับแม่ซะไป"
ผม : "เอ้า ก็นี่แม่ไหม"
แฟนผม : "ไม่ต้องมีครอบครัวหรอก"
ผม : "ตระกะอะไรของเธอวะเนี่ย"
แฟนผม : "เดียวบอกป๊ะให้นะเรื่องที่ว่าจะเลิกกันจะได้ไม่ต้องมาแบกภาระค่าใช้จ่าย"
สุดท้ายก็วนกลับมาให้เลิกกัน
#อัพเดตล่าสุด 17 พฤศจิกายน
ผมสงสัยในจุดหนึ่งมากเลยครับ คือ บ้านของแฟนผมชอบบอกว่า "ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมต้องมีความรับผิดชอบ ผมต้องพยายามมากกว่านี้" และพอดีแม่แฟนของผมโทรมาถามว่า ยังอยากเป็นครอบครัวเดียวกับลูกเขาอยู่ไหม ผมก็ตอบตรงๆว่า "ผมไม่ได้อยากเลิกนะครับ ผมอยากประคองครอบครัวให้มันเป็นครอบครัวอยู่ แต่ถ้าแฟนผมยังก่อเรื่องแบบนี้และให้ผมมาตามล้างตามเช็ด และให้มาคอยจับตาดูไม่ต่างจากเด็ก 3 ขวบ ผมก็คงไม่ไหวแล้วเหมือนกัน" แล้วแม่แฟนผมก็ถามความเห็นผมเรื่องที่แฟนผมจะมาทำงานกรุงเทพ โดยเธออ้างกับทางบ้านของเธอว่า เธอจะมาทำงานหาเงินใช้หนี้ ผมก็เลยตอบกับแม่แฟนไปประมาณว่า "ตัวผมอยากให้แฟนผมอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องออกมาดิ้นรนทำงานที่กรุงเทพ กลัวจะสร้างหนี้เพิ่มมากขึ้น" ตอนแรกแม่แฟนก็เห็นด้วย แต่พอผมพูดว่า "ผมให้เขาอยู่เฉยๆไม่ใช่ให้เขา พักผ่อนสบายๆให้ผมหาเงินอยู่คนเดียวนะครับ ที่ผมให้เขาอยู่เฉยๆก็เพื่อจะได้อยู่ในสายตาพ่อกับแม่ ถ้าให้ผมรับภาระเพิ่มขึ้นอีกผมก็ไม่ไหว ผมก็คนๆหนึ่งนะครับไม่ใช่หุ่นยนต์ จะมาแบกรับภาระทุกอย่างให้ผมหาเงินอยู่คนเดียว ผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน ทุกวันนี้ผมได้นอนไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง ผมก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว" พอแม่แฟนผมได้ยินเขาก็ตอบประมาณว่า "ตอนแรกก็นึกว่าผมจะแบกภาระคนเดียว และให้ลูกแม่อยู่เลี้ยงลูก มันจะได้อยู่ในสายตาพ่อกับแม่ซะอีก ถ้าเป็นแบบนี้มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรอก มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ" ผมก็ตอบไปประมาณว่า "มาพูดเรื่องแก้ปัญหาต้นเหตุ ปลายเหตุอะไรกันตอนนี้มันก็สายไปแล้วล่ะครับ เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว" แม่แฟนก็ตอบกลับมาประมาณว่า "แม่ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านของเราเป็นแบบไหน แต่บ้านของแม่เป็นแบบนี้ มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน ตอนนี้แม่กับพ่อช่วยลูกจนหมดตัวแล้ว ทำไมเรายังดูเหมือนกับคนที่ยังไม่พร้อมเป็นหัวหน้าครอบครัวได้เลย..(อีกยาวจำไม่ได้ครับ).." จากนั้นผมก็พูดเรื่องที่แฟนผมพูดเกี่ยวกับแม่ผม (ข้อความข้างต้น) ให้แม่ของแฟนฟัง แม่แฟนก็ตอบว่า "ผมไม่ควรไปเล่าให้ผู้ใหญ่ครอบครัวผมฟัง มันดูไม่ดี"
#เหตุผลบางประการ
1.รถ
คือผมต้องยอมรับก่อนนะครับว่า ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีความคิดจะขับ Grab แต่พ่อของแฟนเสนอว่าลองขับ Grab ดูไหมจะได้เป็นรายได้เสริมดูแลครอบครัว ผมก็เลยสนใจแต่พอผมเอารถที่ผมมีอยู่ไปสมัครมันกลับไม่สามารถสมัครได้ เพราะรถมีอายุเกินกว่าเงื่อนไขของ Grab ทางพ่อของแฟนผมก็เลยตัดสินใจจะใช้ชื่อพี่ชายของแฟนผมออกให้ เพื่อใช้ทำมาหากินดูแลครอบครัว แต่พอมีเรื่องต่างๆเข้ามา มีครั้งหนึ่งพ่อของแฟนเคยบอกกับผมว่า "ถ้าผมเลิกกับลูกสาวเขา เขาจะเอารถคันนี้คืน เพราะรถคันนี้เป็นชื่อของครอบครัวเขา ที่เขาออกให้ก็เพื่อให้ผมทำมาหากินดูแลครอบครัว แต่ในเมื่อมันไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เขาก็จะเอารถคืน แต่ถ้าหาคนมาเปลี่ยนสัญญาให้เขาก็จะเอารถให้ ส่วนหลาน(ลูกของผม)ก็ค่อยให้ผมส่งเงินมาให้"
2.ลูก
ทุกวันนี้ผมอยากจะพาลูกกลับไปเจอทางบ้านผมที่ระยองบ้าง แต่ทางบ้านแฟนบอกว่า ผมกับแฟนยังไม่แต่งกัน ดังนั้นเขาจะไม่ให้ผมพาลูกไปหาบ้านผมเด็ดขาด ถ้าทางบ้านผมจะมาเจอหลานทางบ้านผมต้องเป็นคนมาหาหลานเอง เพราะขนาดตอนคลอดลูกผม ทางบ้านผมยังไม่เคยช่วยออกเงินค่ารักษาเลย สำหรับผมก็พอเข้าใจเหตุผลและยอมรับได้ครับ
3.ค่าใช้จ่ายสำหรับลูก
ทางบ้านของผมบอกว่า ถ้าเอาหลานไปให้เขาเลี้ยงที่ระยอง ค่าใช้จ่ายของลูกทั้งหมด ทางบ้านผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง และถ้าลูกผมไปอยู่ระยอง ผมก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าบ้านที่ขอนแก่นแล้ว ซึ่งมันจะทำให้ผมมีภาระค่าใช้จ่ายที่น้อยลงและมุ่งเน้นไปกับการทำมาหากินได้ โดยเหตุผลที่มาเช่าบ้านที่ขอนแก่นเพราะทางบ้านของแฟนผมให้เหตุผลว่า ที่ให้เช่าบ้านเพราะจะได้สามารถเลี้ยงลูกและมีห้องสำหรับแมว แต่ก็ด้วยเหตุผลข้างต้นแหละครับทำให้ผมไม่มีทางเลือก
รายการค่าใช้จ่าย
ค่าเช่าบ้าน 8,000 *หลังจากเดือนพฤศจิกายนไป จะเหลือ 6,000 ครับ
ค่าน้ำ 400-500
ค่าอินเทอร์เน็ต 700
ค่าใช้จ่ายของลูก 2,000-3,000
ค่ารถ 13,700
ค่าอาหารแมว 10 กว่าตัว 3,000 *เนื่องจากทำฟาร์มแมวครับ ก็เลยมีแมวเยอะ
ค่าไฟ 2,000 - 6,000 *ขึ้นอยู่กับจำนวนการชาร์จรถ
ค่าหอ (กทม) 7,500 *เหตุผลที่ราคาแพงหน่อย เพราะอยู่ในตัวเมืองทำให้เลิกกงานเสร็จก็สามารถวิ่งรถได้เลย และเมื่อคำนวณจากค่าโดยสารและระยะเวลาการไปทำงานแล้วนับว่าคุ้มค่าครับ