1
Cannes เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเฟรนช์ริเวียรา (French Riviera) ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมืองที่ทุกคนรู้จักกันดี ในชื่อ งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในเดือน พฤษภาคม งานนี้จะมีดาราฮอลลิวูด มาเพียบ เพราะมีชื่อเสียงด้านร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่หรูหรา มีทะเลมีป้อมปราการโบราณที่สวยงาม....
พฤษภาคม ปีนั้น (2016)....เราวางแผนไปเที่ยว Cannes
เป็นการเดินทางไปยุโรปคนเดียวครั้งแรกในชีวิต!
ตื่นเต้นมาก !
อันที่จริงนอกเหนือจากการไปเที่ยวแล้วเราจะไปเยี่ยมน้องสาวและครอบครัวน้องด้วย น้องสาวแต่งงานและมีหลานชาย 1 คน อยู่ที่นั่น น้องและน้องเขยอาสาเป็นคนนำเที่ยว โปรแกรมเที่ยวยาวเหยียด เราหาข้อมูลเยอะแยะมากมายแพลนคือขับรถล่องใต้จาก คานส์ขึ้นมาทางเหนือ แวะระหว่างทางมาเรื่อยๆ เที่ยวปารีส จุดหมายคือ เมืองทางตอนเหนือปารีสซึ่งเป็นบ้านเกิดของแม่ น้องเขยเรา เราวางแผนเป็นปีๆ อันดับแรกก็ลางานเป็นเวลา 20 วัน มันมีติดวันหยุดด้วย เราเลยได้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเกือบเดือน จากนั้นก็จองตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพงมากนัก ได้ของสายกาาBritish Airways กรุงเทพ - นีช ราคาประมาณ 27K
การเดินทางไปคานส์ครั้งนี้ ต้องไปต่อเครื่องที่ลอนดอน สนามบิน Heathrow Airport แล้วไปลง นีช แล้วนั่งรถต่อไปเมืองคาน
เราขอวีซ่าแบบเยี่ยมญาติ เพราะน้องสาวทำหนังสือเชิญส่งมาให้ เงินเก็บและเงินเดือนของเรามีไม่มาก และคิดว่าไปเยี่ยมญาติน่าจะผ่านได้ง่าย ต้องมีการแปลเอกสารหลายอย่างไปยื่นที่สถานทูต เราเดินเรื่องเองทั้งหมด ทั้งแปลสูจิบัตร แปลสลิปเงินเดือน แปลเอกสารความสัมพันธ์ของพี่น้อง และโปรแกรมการเดินทางเพื่อประกอบการทำวีซ่า
ในที่สุด วีซ่า 6 เดือน แบบเชงเก้น (Schengen Visa) ก็สำเร็จ หมายความว่า เราสามารถเดินทางไปได้หลายประเทศในแถบใกล้ๆกันแถวนั้น ด้วย เช่น โมนาโค
เราดีใจจนเนื้อเต้น ตุบๆ
หลังจากวีซ่าผ่าน โปรแกรมการเดินทางอย่างละเอียดก็มาเป็นชุดๆ
จากนั้นก็เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ก็มาเต็ม เพราะช่วงที่ไปอากาศยังค่อนข้างหนาว ราวๆ 12-16 องศาเซลเซียส จากคำบอกเล่าของน้องสาว
เรานับวันคอย ตื่นเต้นมากๆ และคิดว่าคงสนุกสุดเหวี่ยง เกือบปีในการจัดการทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมกับแผนการเดินทาง การเยือนยุโรป ครั้งนี้เป็นครั้งที่เราไม่มีวันลืมเลือน....
2
ก่อนเดินทาง 1 วัน เราพาพ่อแม่ไปทำบุญที่วัด และทานข้าวร้านอาหารปักษ์ใต้ที่แม่ชอบ...และเราสัญญากับแม่ว่ากลับมา จะพาแม่ไปเที่ยวฮ่องกงเพราะแม่อยากไปไหว้พระใหญ่มานานแล้ว....
และแล้ววันเดินทางก็มาถึง....
เราเช็คอินผ่านเฟสบุ๊ค ถึงการเดินทางด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างแรง...
พ่อแม่ไปส่งเราที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นไฟล์ทเช้าและเราต้องตื่นเช้ามาก หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็ไปกินอาหารจีนด้วยกัน แม่กินเกี๊ยว เราจำได้ไม่ลืม...วันนั้นเราเดินไปเดินมาในสนามบินค่อนข้างเยอะ
ใกล้เวลาเข้าเกทแล้ว เราเดินไปส่งพ่อกับแม่ตรงทางออก 3 เพื่อไปที่จอดรถ
เราบอกลา พ่อแม่ บอกว่าดูแลตัวเองกันดีๆนะระหว่างที่ไม่อยู่
แม่ก็บอกว่า ระวังตัวด้วย เดินทางปลอดภัย...
3
เวลาราวๆ 15 ชั่วโมงในการนั่งอยู่บนเครื่องบิน จนถึงลอนดอน เราดูหนังวนๆไป ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ และนอนไม่ค่อยหลับ...มันตื่นเต้น ในการ Transit (ทรานซิท) ที่ลอนดอน ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปอีก เทอร์มินอล เพื่อต่อเครื่องไปนีช
เราโทรหาแม่ว่ากำลังต่อเครื่อง...แม่นอนหลับไปแล้ว สรุปก็ไม่ได้คุยกัน เพราะตอนนั้นเมืองไทยราวๆตี 2 เราถึงนีช ตอน ตี 4 ของเวลาเมืองไทย
น้องสาวมารับที่สนามบิน ได้เจอหลานชายตัวน้อย ตื่นเต้นและดีใจมากกอดกันด้วยความคิดถึง ขับรถจากนีชมาที่คานส์ ก็ราวๆ 1 ชั่วโมง บ้านน้องเขยอยู่ชานเมืองคานส์ ซึ่งไม่ไกลมากถึงบ้านก็นอนพักเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง
เช้าวันนั้น ตื่นมาด้วยอากาศที่สดชื่น อากาศเย็นสบายมากๆ ขนมปังฝรั่งเศสร้อนๆ ครัวซองค์ เสริ์ฟพร้อม โกโก้ร้อนๆ บนโต๊ะที่จัดวางไว้อย่างสวยงามในสวนหน้าบ้านที่จัดไว้ต้อนรับ...
บริเวณบ้านของน้องสาว
เจ้าปอนโยสุดกวน
ที่บ้านน้องสาว พยายามปลูกผักกินเอง
มื้อเช้าที่แสนอบอุ่น โกโก้ร้อนๆกับครัวซองแสนนุ่ม
ครอบครัวของน้องสาว น่ารักมากๆ
หลานวิ่งไปมากับแมวอ้วน เจ้ามิสที และเจ้าปอนโย ทุกคนกินขนมอย่างสนุกสนาน กินอาหารกันพร้อมหน้าพร้อมตา น้องสาว น้องเขย และพ่อแม่ของน้องเขย...พูดคุยกันถึงเรื่องแผนท่องเที่ยวที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้...
หลังจากอิ่มมือเช้า ก็มาจัดกระเป๋ารื้อของฝากเจ้าหลานตัวน้อย และของอื่นๆ จนถึงช่วงสายๆ เราตั้งใจจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อซิมการ์ดสำหรับใช้ระหว่างเที่ยว....
ช่วงสายๆ ซึ่งเมืองไทย เป็นช่วงก่อนเที่ยง เราไลน์คุยกับพ่อแม่ บอกว่าถึงแล้ว...
พ่อบอกว่า ....
พ่อ : "แม่ไม่ค่อยสบาย ยังไม่ลงมาจากห้องนอน เห็นบ่นว่าเหนื่อยๆ..."
เจ: "แม่เป็นอะไรอะ เพราะเมื่อวานเดินเยอะเหรอ"
พ่อ :"แม่เป็นห่วงเรา นอนไม่ค่อยหลับ น้ำก็ไม่ดื่มเลยนะ ปกติจะดื่มน้ำที่พ่อใส่ไว้ในกระติกจนหมด"
เจ: "ถ้าไม่สบายมากพ่อพาไป โรงพยาบาลเลยนะ"
พ่อ : "โอเค เดี๋ยวเอาข้าวต้มไปให้แม่ก่อน แม่บอกเหนื่อยๆ รอดูอาการอีกที"
เรารู้สึกกังวลมาก จึงส่งเบอร์ รถพยาบาลไปให้พ่อ เพราะกลัวว่าพ่อจะพาแม่ไปไม่ไหว เพราะแม่มีน้ำหนักเยอะ ถ้าไม่สบายมากๆพ่อคงอุ้มลงมาไม่ไหวแน่ๆ
สักพักใหญ่
ไลน์Family ก็เด้งมา
พ่อ : "แม่ไม่ไหว บอกเหนื่อยและนอนนิ่งไปเลย พ่อติดต่อรถพยาบาลไปแล้วนะ"
ในที่สุด แม่ก็ไป โรงพยาบาล พ่อบอกว่า ต้องแอดมิด ...
เราและน้องไม่สบายใจ จึงคิดว่าเราควรกลับไปหาแม่เลย....แต่น้องเขยบอกว่ากลับไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ให้ทำใจให้สบายเพราะตอนนี้แม่อยู่กับหมอแล้ว อย่าพึ่งล้มเลิกความตั้งใจเลย อุตสาห์มาถึงนี่แล้ว ก็ควรอยู่เที่ยวก่อน
แต่เราไม่สบายใจไปแล้วและคิดว่าคงเที่ยวไม่สนุก...
แต่ก็คิดว่า แม่คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เพราะแม่เข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ เนื่องจากเบาหวาน ครั้งนี้ก็คงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...
บ่ายวันนั้น เราจึงขับรถเข้าเมืองเพื่อไปซื้อซิมการ์ด สำหรับการเดินทาง
ขณะที่น้องสาวและน้องเขยกำลังติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อซื้อซิมการ์ด
เราอุ้มหลานชายออกมาเดินเล่นนอกร้าน มองวิวทิวทัศน์ไปรอบๆ ถ่ายรูปเล่น เมืองนี้สวยแปลกตาดีจัง อากาศก็ดี ผู้คนก็แฟชั่นมากๆ เราคิด....
มีโทรไลน์ดังเข้ามา...
เสียงของพ่อ
พ่อ : "แม่ไปแล้วนะ"
วินาทีนั้น....เราอึ้งไป ขณะที่อุ้มหลานชายอยู่ในอ้อมกอด
น้องเขยเดินออกมา มองหน้าเราและตกใจที่เห็นสีหน้าของเรา
เราบอกเขามา แม่เสียแล้ว....เขาเข้ามากอด และน้ำตาเราก็ไหล...
น้องสาวเดินตามมา เรากอดกันร้องไห้........
4
2 วันหลังจากนั้น เราก็กลับมาเมืองไทยพร้อมกับน้องสาว เพื่อจัดงานศพแม่....
พ่อเศร้ามาก ตลอดชีวิตเราไม่ค่อยได้เห็นน้ำตาพ่อนัก....พ่อกับแม่รักกันมา 40 ปี และอยู่ด้วยกันตลอดแทบทุกเวลา....
"การผูกพันกันยาวนานแบบนี้ ไม่มีใครเข้าใจถ้าไม่เจอกับตัวเอง" พ่อกล่าว
พ่อเล่าว่า แม่มีอาการซึมเศร้า ดูเหงาๆและเป็นห่วงลูกมาก และ กรีดร้องในคืนนั้นว่า เหนื่อย เสียงดังหมอบอกว่าหัวใจแม่หยุดเต้นราวๆ 15 นาที ก่อนที่รถพยาบาลจะมาทัน หน่วยกู้ภัยปั้มหัวใจให้แม่เต้นอีกครั้ง และหมอวินิจฉัยว่า แม่ติดเชื้อในกระแสโลหิต แม่จะไม่เหมือนเดิมอาจเป็นเจ้าหญิงนิทรา พ่อจึงตัดสินใจเอาสายออกซิเจนออก เพราะไม่อยากให้แม่ทรมาน...
เราไม่ได้อยู่กับพ่อในวันที่เสียแม่ไป...พ่ออยู่คนเดียวและไม่มีญาติพี่น้องใกล้ๆ โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนรักของเรา และเพื่อนร่วมงานที่น่ารักเป็นธุระให้ พ่อทำอะไรไม่ถูก รอให้เราและน้องกลับมา...
ตลอดเดือนที่เราลาเพื่อไปเที่ยวฝรั่งเศส เราก็ได้ใช้วันลาในการจัดการงานศพและธุรกรรมต่างๆแทน....เป็นช่วงเวลาที่เรา 3 พ่อลูก ได้อยู่ด้วยกัน เดินทางลงใต้ด้วยกัน และพูดคุยกันหลายเรื่อง...
5
งานศพของแม่ผ่านไปแล้ว....
เราไม่ได้เที่ยวฝรั่งเศสอย่างที่วางแผนไว้
เราไม่ได้พาแม่ไปเที่ยวตามที่ตั้งใจไว้...
แม่ไม่ได้อยู่บ่นเราจนแก่เฒ่า ไม่ได้อยู่ให้เราต้องดูแลตลอดไป
แม่ไม่ได้จากไปในวันที่มีลูกๆและคนที่รักอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา....
ภาพสุดท้ายของแม่ คือการโบกมือลาที่สนามบิน
และข้อความสุดท้ายที่แม่พิมพ์ฝากไว้ในไลน์ คืนที่เราเดินทางคนเดียว
"มะ อะ อุ นะ โม พุท ธา ยะ ท่องไว้ เดินทางปลอดภัยนะลูก"
เราตระหนักได้ว่า... ในวันที่สูญเสียคนที่เรารักอย่างไม่ทันตั้งตัว เราจะเห็น สัจธรรม ความไม่แน่นอน อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน เพราะเป็นคนของเรา คนที่เรารัก เรารู้ซึ้งว่าความตายนั้นใกล้ตัว เราควบคุมอะไรไม่ได้เลย และจะมาถึงเมื่อไหร่ ไม่มีใครกำหนดได้ สิ่งที่เรามีสะสมไว้ ก็เอาไปไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว
โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน...ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้เสมอไป.... จงทำในสิ่งที่อยากทำและทำให้เต็มที่ จงรักและดูแลกันและกันให้ดีที่สุด ในวันที่ยังมีลมหายใจ...
และเรา จำได้ไม่ลืม "วัน เดย์ อิน คานน์"
ขออนุญาตต่อในความคิดเห็นที่ 4 นะคะ...
[CR] One day in Cannes...ความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือน...
Cannes เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเฟรนช์ริเวียรา (French Riviera) ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมืองที่ทุกคนรู้จักกันดี ในชื่อ งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในเดือน พฤษภาคม งานนี้จะมีดาราฮอลลิวูด มาเพียบ เพราะมีชื่อเสียงด้านร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่หรูหรา มีทะเลมีป้อมปราการโบราณที่สวยงาม....
เป็นการเดินทางไปยุโรปคนเดียวครั้งแรกในชีวิต!
ตื่นเต้นมาก !
อันที่จริงนอกเหนือจากการไปเที่ยวแล้วเราจะไปเยี่ยมน้องสาวและครอบครัวน้องด้วย น้องสาวแต่งงานและมีหลานชาย 1 คน อยู่ที่นั่น น้องและน้องเขยอาสาเป็นคนนำเที่ยว โปรแกรมเที่ยวยาวเหยียด เราหาข้อมูลเยอะแยะมากมายแพลนคือขับรถล่องใต้จาก คานส์ขึ้นมาทางเหนือ แวะระหว่างทางมาเรื่อยๆ เที่ยวปารีส จุดหมายคือ เมืองทางตอนเหนือปารีสซึ่งเป็นบ้านเกิดของแม่ น้องเขยเรา เราวางแผนเป็นปีๆ อันดับแรกก็ลางานเป็นเวลา 20 วัน มันมีติดวันหยุดด้วย เราเลยได้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเกือบเดือน จากนั้นก็จองตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพงมากนัก ได้ของสายกาาBritish Airways กรุงเทพ - นีช ราคาประมาณ 27K
การเดินทางไปคานส์ครั้งนี้ ต้องไปต่อเครื่องที่ลอนดอน สนามบิน Heathrow Airport แล้วไปลง นีช แล้วนั่งรถต่อไปเมืองคาน
ในที่สุด วีซ่า 6 เดือน แบบเชงเก้น (Schengen Visa) ก็สำเร็จ หมายความว่า เราสามารถเดินทางไปได้หลายประเทศในแถบใกล้ๆกันแถวนั้น ด้วย เช่น โมนาโค
เราดีใจจนเนื้อเต้น ตุบๆ
หลังจากวีซ่าผ่าน โปรแกรมการเดินทางอย่างละเอียดก็มาเป็นชุดๆ
จากนั้นก็เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ก็มาเต็ม เพราะช่วงที่ไปอากาศยังค่อนข้างหนาว ราวๆ 12-16 องศาเซลเซียส จากคำบอกเล่าของน้องสาว
เรานับวันคอย ตื่นเต้นมากๆ และคิดว่าคงสนุกสุดเหวี่ยง เกือบปีในการจัดการทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมกับแผนการเดินทาง การเยือนยุโรป ครั้งนี้เป็นครั้งที่เราไม่มีวันลืมเลือน....
2
ก่อนเดินทาง 1 วัน เราพาพ่อแม่ไปทำบุญที่วัด และทานข้าวร้านอาหารปักษ์ใต้ที่แม่ชอบ...และเราสัญญากับแม่ว่ากลับมา จะพาแม่ไปเที่ยวฮ่องกงเพราะแม่อยากไปไหว้พระใหญ่มานานแล้ว....
และแล้ววันเดินทางก็มาถึง....
เราเช็คอินผ่านเฟสบุ๊ค ถึงการเดินทางด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างแรง...
พ่อแม่ไปส่งเราที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นไฟล์ทเช้าและเราต้องตื่นเช้ามาก หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็ไปกินอาหารจีนด้วยกัน แม่กินเกี๊ยว เราจำได้ไม่ลืม...วันนั้นเราเดินไปเดินมาในสนามบินค่อนข้างเยอะ
ใกล้เวลาเข้าเกทแล้ว เราเดินไปส่งพ่อกับแม่ตรงทางออก 3 เพื่อไปที่จอดรถ
เราบอกลา พ่อแม่ บอกว่าดูแลตัวเองกันดีๆนะระหว่างที่ไม่อยู่
แม่ก็บอกว่า ระวังตัวด้วย เดินทางปลอดภัย...
3
เวลาราวๆ 15 ชั่วโมงในการนั่งอยู่บนเครื่องบิน จนถึงลอนดอน เราดูหนังวนๆไป ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ และนอนไม่ค่อยหลับ...มันตื่นเต้น ในการ Transit (ทรานซิท) ที่ลอนดอน ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปอีก เทอร์มินอล เพื่อต่อเครื่องไปนีช
เราโทรหาแม่ว่ากำลังต่อเครื่อง...แม่นอนหลับไปแล้ว สรุปก็ไม่ได้คุยกัน เพราะตอนนั้นเมืองไทยราวๆตี 2 เราถึงนีช ตอน ตี 4 ของเวลาเมืองไทย
น้องสาวมารับที่สนามบิน ได้เจอหลานชายตัวน้อย ตื่นเต้นและดีใจมากกอดกันด้วยความคิดถึง ขับรถจากนีชมาที่คานส์ ก็ราวๆ 1 ชั่วโมง บ้านน้องเขยอยู่ชานเมืองคานส์ ซึ่งไม่ไกลมากถึงบ้านก็นอนพักเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง
หลังจากอิ่มมือเช้า ก็มาจัดกระเป๋ารื้อของฝากเจ้าหลานตัวน้อย และของอื่นๆ จนถึงช่วงสายๆ เราตั้งใจจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อซิมการ์ดสำหรับใช้ระหว่างเที่ยว....
ช่วงสายๆ ซึ่งเมืองไทย เป็นช่วงก่อนเที่ยง เราไลน์คุยกับพ่อแม่ บอกว่าถึงแล้ว...
พ่อบอกว่า ....
พ่อ : "แม่ไม่ค่อยสบาย ยังไม่ลงมาจากห้องนอน เห็นบ่นว่าเหนื่อยๆ..."
เจ: "แม่เป็นอะไรอะ เพราะเมื่อวานเดินเยอะเหรอ"
พ่อ :"แม่เป็นห่วงเรา นอนไม่ค่อยหลับ น้ำก็ไม่ดื่มเลยนะ ปกติจะดื่มน้ำที่พ่อใส่ไว้ในกระติกจนหมด"
เจ: "ถ้าไม่สบายมากพ่อพาไป โรงพยาบาลเลยนะ"
พ่อ : "โอเค เดี๋ยวเอาข้าวต้มไปให้แม่ก่อน แม่บอกเหนื่อยๆ รอดูอาการอีกที"
เรารู้สึกกังวลมาก จึงส่งเบอร์ รถพยาบาลไปให้พ่อ เพราะกลัวว่าพ่อจะพาแม่ไปไม่ไหว เพราะแม่มีน้ำหนักเยอะ ถ้าไม่สบายมากๆพ่อคงอุ้มลงมาไม่ไหวแน่ๆ
สักพักใหญ่
ไลน์Family ก็เด้งมา
พ่อ : "แม่ไม่ไหว บอกเหนื่อยและนอนนิ่งไปเลย พ่อติดต่อรถพยาบาลไปแล้วนะ"
ในที่สุด แม่ก็ไป โรงพยาบาล พ่อบอกว่า ต้องแอดมิด ...
เราและน้องไม่สบายใจ จึงคิดว่าเราควรกลับไปหาแม่เลย....แต่น้องเขยบอกว่ากลับไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ให้ทำใจให้สบายเพราะตอนนี้แม่อยู่กับหมอแล้ว อย่าพึ่งล้มเลิกความตั้งใจเลย อุตสาห์มาถึงนี่แล้ว ก็ควรอยู่เที่ยวก่อน
แต่เราไม่สบายใจไปแล้วและคิดว่าคงเที่ยวไม่สนุก...
แต่ก็คิดว่า แม่คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เพราะแม่เข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ เนื่องจากเบาหวาน ครั้งนี้ก็คงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...
บ่ายวันนั้น เราจึงขับรถเข้าเมืองเพื่อไปซื้อซิมการ์ด สำหรับการเดินทาง
ขณะที่น้องสาวและน้องเขยกำลังติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อซื้อซิมการ์ด
เราอุ้มหลานชายออกมาเดินเล่นนอกร้าน มองวิวทิวทัศน์ไปรอบๆ ถ่ายรูปเล่น เมืองนี้สวยแปลกตาดีจัง อากาศก็ดี ผู้คนก็แฟชั่นมากๆ เราคิด....
มีโทรไลน์ดังเข้ามา...
เสียงของพ่อ
พ่อ : "แม่ไปแล้วนะ"
วินาทีนั้น....เราอึ้งไป ขณะที่อุ้มหลานชายอยู่ในอ้อมกอด
น้องเขยเดินออกมา มองหน้าเราและตกใจที่เห็นสีหน้าของเรา
เราบอกเขามา แม่เสียแล้ว....เขาเข้ามากอด และน้ำตาเราก็ไหล...
น้องสาวเดินตามมา เรากอดกันร้องไห้........
4
2 วันหลังจากนั้น เราก็กลับมาเมืองไทยพร้อมกับน้องสาว เพื่อจัดงานศพแม่....
พ่อเศร้ามาก ตลอดชีวิตเราไม่ค่อยได้เห็นน้ำตาพ่อนัก....พ่อกับแม่รักกันมา 40 ปี และอยู่ด้วยกันตลอดแทบทุกเวลา....
"การผูกพันกันยาวนานแบบนี้ ไม่มีใครเข้าใจถ้าไม่เจอกับตัวเอง" พ่อกล่าว
พ่อเล่าว่า แม่มีอาการซึมเศร้า ดูเหงาๆและเป็นห่วงลูกมาก และ กรีดร้องในคืนนั้นว่า เหนื่อย เสียงดังหมอบอกว่าหัวใจแม่หยุดเต้นราวๆ 15 นาที ก่อนที่รถพยาบาลจะมาทัน หน่วยกู้ภัยปั้มหัวใจให้แม่เต้นอีกครั้ง และหมอวินิจฉัยว่า แม่ติดเชื้อในกระแสโลหิต แม่จะไม่เหมือนเดิมอาจเป็นเจ้าหญิงนิทรา พ่อจึงตัดสินใจเอาสายออกซิเจนออก เพราะไม่อยากให้แม่ทรมาน...
เราไม่ได้อยู่กับพ่อในวันที่เสียแม่ไป...พ่ออยู่คนเดียวและไม่มีญาติพี่น้องใกล้ๆ โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนรักของเรา และเพื่อนร่วมงานที่น่ารักเป็นธุระให้ พ่อทำอะไรไม่ถูก รอให้เราและน้องกลับมา...
ตลอดเดือนที่เราลาเพื่อไปเที่ยวฝรั่งเศส เราก็ได้ใช้วันลาในการจัดการงานศพและธุรกรรมต่างๆแทน....เป็นช่วงเวลาที่เรา 3 พ่อลูก ได้อยู่ด้วยกัน เดินทางลงใต้ด้วยกัน และพูดคุยกันหลายเรื่อง...
5
งานศพของแม่ผ่านไปแล้ว....
เราไม่ได้เที่ยวฝรั่งเศสอย่างที่วางแผนไว้
เราไม่ได้พาแม่ไปเที่ยวตามที่ตั้งใจไว้...
แม่ไม่ได้อยู่บ่นเราจนแก่เฒ่า ไม่ได้อยู่ให้เราต้องดูแลตลอดไป
แม่ไม่ได้จากไปในวันที่มีลูกๆและคนที่รักอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา....
ภาพสุดท้ายของแม่ คือการโบกมือลาที่สนามบิน
และข้อความสุดท้ายที่แม่พิมพ์ฝากไว้ในไลน์ คืนที่เราเดินทางคนเดียว
"มะ อะ อุ นะ โม พุท ธา ยะ ท่องไว้ เดินทางปลอดภัยนะลูก"
เราตระหนักได้ว่า... ในวันที่สูญเสียคนที่เรารักอย่างไม่ทันตั้งตัว เราจะเห็น สัจธรรม ความไม่แน่นอน อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน เพราะเป็นคนของเรา คนที่เรารัก เรารู้ซึ้งว่าความตายนั้นใกล้ตัว เราควบคุมอะไรไม่ได้เลย และจะมาถึงเมื่อไหร่ ไม่มีใครกำหนดได้ สิ่งที่เรามีสะสมไว้ ก็เอาไปไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว
โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน...ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้เสมอไป.... จงทำในสิ่งที่อยากทำและทำให้เต็มที่ จงรักและดูแลกันและกันให้ดีที่สุด ในวันที่ยังมีลมหายใจ...
และเรา จำได้ไม่ลืม "วัน เดย์ อิน คานน์"
ขออนุญาตต่อในความคิดเห็นที่ 4 นะคะ...
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้