JJNY : กสม.ร้องเร่งจับผู้ต้องหาคดีตากใบ│ผู้การตรังล่าตัวผู้ต้องหาคดีตากใบ│โด๊ป5หมื่นล้านไม่เปรี้ยง│“ไอเอ็มเอฟ”คาดการณ์

กสม. เรียกร้องรัฐบาลเร่งจับผู้ต้องหาคดีตากใบ ก่อนหมดอายุความ 25 ต.ค.นี้
https://prachatai.com/journal/2024/10/111156
 
 
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำตัวผู้ต้องหาคดีสลายการชุมนุมตากใบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมขอให้เยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต-ผู้สูญหาย และผลักดันแก้กฎหมายให้คดีละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงไม่มีอายุความ หวังรัฐบาลในฐานะสมาชิกใหม่คณะมนตรีสิทธิฯ สหประชาชาติ เร่งอำนวยความยุติธรรมอย่างจริงจัง
 
23 ต.ค. 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเยียวยาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกรณีการสลายการชุมนุมที่ตากใบ โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
ามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีการสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2547 จะหมดอายุความในวันที่ 25 ต.ค. 2567 นี้ โดยระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมในครั้งนั้นถูกดำเนินคดีจากการกระทำความผิดที่เป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตรวม 85 ราย แต่อย่างใด
 
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นว่า การดำเนินคดีที่ล่าช้าและปล่อยปละละเลยจนระยะเวลาล่วงผ่านมาเกือบ 20 ปี เป็นการซ้ำเติมความสูญเสียของครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย ผู้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบอย่างไม่อาจยอมรับได้ การที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษ และไม่สามารถทำความจริงให้กระจ่างได้ ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย และเป็นการละเมิดต่อ “สิทธิในการรู้ความจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของเหยื่อ” ตามกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ให้การรับรอง
 
กสม. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่ออำนวยความยุติธรรมกรณีการสลายการชุมนุมที่ตากใบ ดังต่อไปนี้
 
1. เร่งนำตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อมิให้เกิดวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดโดยอาศัยช่องว่างจากการดำเนินคดีล่าช้าและการขาดอายุความของคดี
 
2. ให้มีการเยียวยาความเสียหายที่มิใช่เฉพาะตัวเงิน การเยียวยานี้หมายรวมถึงการทำความจริงให้ประจักษ์ โดยญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายต้องได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์และครบถ้วนอันเป็นการให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของเหยื่อและผู้สูญเสีย
 
3. ผลักดันแก้ไขกฎหมายให้คดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากเสียชีวิต เช่นคดีตากใบ เป็นคดีที่ไม่มีอายุความ
 
กสม. หวังว่าในโอกาสที่รัฐบาลไทยได้รับเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญ คือ การเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations
 Human Rights Council – HRC) วาระปี 2568 – 2570 รัฐบาลจะได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความยุติธรรมและการเยียวยาความเสียหายกรณีการสลายการชุมนุมที่ตากใบในทุกรูปแบบอย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนผู้เสียหายได้รับความไม่เป็นธรรมและหมดความหวังต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย



ผู้การตรังล่าตัว ร.ต.ณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาคดีตากใบ จนวันสุดท้าย แม้การข่าวไม่พบอยู่ในพื้นที่แล้ว
https://www.matichon.co.th/region/news_4860879
 
ผบก.ภ.จว.ตรัง เร่งล่าตัวนายทหารยศร้อยตรี ผู้ต้องหาคดีตากใบไม่ลดละ แม้เข้าโค้งสุดท้ายก่อนคดีหมดอายุความ 25 ต.ค.นี้ เผยการข่าวพบยังหลบอยู่หนีภายในประเทศ
 
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้า สภ.ตากใบ เจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกกักตัวผู้ชุมนุมประท้วงเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมจำนวนมากเดินทางด้วยรถบรรทุกของข้าราชการทหารและตำรวจจาก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ไปควบคุมที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ปรากฏว่ารถบรรทุกบางคันมีผู้เสียชีวิตรวม 78 ราย และผลการชันสูตรพลิกศพพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรจังหวัดตรังปรากฏชื่อ ร.ต.ณัฐวุฒิ เลื่อมใส เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ. 514/2567 ลงวันที่ 30 กันยายน 2567 ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยมีรายชื่อเป็นผู้ต้องหา (สำนวน 2) ที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ในฐานะเป็นพลขับในขณะนั้น
 
พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์กล่าวว่า นายทหารคนดังกล่าวมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.รัษฎา จ.ตรัง โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตรังได้ออกปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามหมายศาลในพื้นที่ตามภูมิลำเนาผู้ต้องหาคือบ้านพักในพื้นที่ อ.รัษฎา มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่พบตัว จึงได้มอบหมายให้กองกำกับการสืบสวนตํารวจภูธรจังหวัดตรังจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงสืบสวนหาข่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยทางภูธรจังหวัดตรังติดตามเรื่องนี้ตลอด แม้จะเป็นห้วงสุดท้ายที่ใกล้หมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคมนี้แล้วก็ตาม
 
พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะหลบหนีอยู่นอกพื้นที่ เพราะในพื้นที่ อ.รัษฎาเอง ได้มีการวางสายไว้ และมีการหาข่าวอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากมีเข้ามาในพื้นที่เมื่อไหร่จะทราบความเคลื่อนไหวและเข้าดําเนินการได้ทันที แต่ในเบื้องต้นเท่าที่ได้รับการรายงานข้อมูลการข่าว น่าจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ น่าจะอยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับอยู่ และเจ้าหน้าที่ก็ได้ประกาศสืบจับไปในทุกๆ ช่องทาง รวมทั้งช่องทางระหว่างประเทศด้วย ตามด่านตรวจคนเข้าเมือง หากออกหรือเข้าทางช่องทางปกติจะมีการแจ้งเตือนแน่นอน เว้นแต่ว่าเป็นช่องทางธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้ต้องต้องเฝ้าระวังกันอย่างต่อเนื่องอีกส่วนหนึ่ง แต่คิดว่าน่าจะยังอยู่ในประเทศ เพียงแค่อาจจะยังอยู่จังหวัดไหนที่ไหนแค่นั้นเอง

ยืนยันว่าในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดตรังยังคงติดตามเฝ้าระวัง วางสายแล้วหาข่าวเกาะติดทุกรูปแบบอย่างแน่นอน สำหรับ จ.ตรัง มีเป้าหมายเดียวคือนายทหารคนนี้ ยืนยันติดตามจับกุมแน่นอน โดยใช้ยุทธวิธีสืบสวนหาข่าว วางสาย และส่งกำลังลงพื้นที่” พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์กล่าวยืนยัน


 
โด๊ปซอฟต์โลน5หมื่นล้านไม่เปรี้ยง อสังหาฯขอยาแรง‘ลดภาษี-เลิก LTV’
https://www.matichon.co.th/economy/news_4859795

หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ผ่านมาตรการที่หลากหลาย ไม่ว่าการลดค่าโอนและจดจำนอง เหลือ 0.01% การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้านล้านละหมื่นบาท สูงสุด 100,000 บาท ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี และโครงการสินเชื่อ Happy Life อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก อยู่ที่ 2.98% ต่อปี จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ขยายเพดานการส่งเสริมกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือบ้านบีโอไอ เป็น 1.5 ล้านบาท

รวมถึงการให้ธนาคารออมสินจัดโครงการสินเชื่อบ้านออมสินเพื่อประชาชน วงเงิน 10,000 ล้านบาท สนับสนุนสินเชื่อสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด หรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและโครงการสินเชื่อ D-HOME วงเงิน 10,000 ล้านบาท สนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการนำไปเป็นเงินลงทุนหรือเป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ

ล่าสุด เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาฯของรัฐบาล ถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับจากประชาชนสูง โดยโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home สามารถปล่อยสินเชื่อได้เต็มกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน ขณะที่โครงการสินเชื่อ Happy Life ปล่อยสินเชื่อไปแล้วถึง 18,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ต่อเนื่อง โดยรองรับความต้องการมีบ้านของประชาชนที่มีรายได้น้อย ให้เข้าถึงสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ และสามารถใช้เพื่อซ่อมแซมต่อเติมบ้าน เพราะทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการซื้อ-แต่ง-ซ่อม-สร้าง

โดยสินเชื่อซื้อ-สร้าง ดอกเบี้ยพิเศษ 5 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือคอนโดมิเนียม ปลูกสร้างบ้าน หรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกบ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อใช้ในการอยู่อาศัย วงเงินสินเชื่อรวม 50,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อซ่อม-แต่ง ดอกเบี้ยพิเศษ 3 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นสินเชื่อเพื่อต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้าน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย วงเงินสินเชื่อรวม 5,000 ล้านบาท รวมเป็นทั้งหมด 55,000 ล้านบาท

จากมาตรการดังกล่าว ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ตลาดกลุ่มนี้ยังมีดีมานด์ แต่ที่ผ่านมาเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ เพราะเป็นกลุ่มที่แบงก์มีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ผลจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ยอดรีเจ็กต์เรตกลุ่มนี้พุ่งสูงถึง 70-80% ในปัจจุบัน และคาดว่ามาตรการซอฟต์โลนที่กระทรวงการคลังจะขออนุมัติจาก ครม.นั้น จะช่วยบรรเทาการเข้าถึงสินเชื่อและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและขอให้มีมาตรการออกมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็หวังว่าจะช่วยเพิ่มดีมานด์และลดซัพพลายเก่าในตลาดได้

ประเสริฐ” กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี แต่ยังไม่สามารถทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯฟื้นตัวได้ทันที แต่ถือว่าทำให้ความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 นี้เป็นต้นไป เนื่องจากการลดดอกเบี้ยมีผลต่อทั้งฝั่งดีมานด์และฝั่งซัพพลาย แต่กระตุ้นได้เฉพาะกลุ่มตลาดที่ยังมีกำลังซื้อส่วนกลุ่มรากหญ้ากำลังซื้อยังปลุกไม่ขึ้น ดังนั้น มาตรการด้านการเงินที่ภาครัฐต้องดำเนินการต่อไป คือ ผ่อนคลาย LTV จนกว่าเศรษฐกิจจะดีและตลาดฟื้นตัว

ปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ภาคอสังหาฯเจอหลายวิกฤต ทั้งภาวะเศรษฐกิจและการเมือง น้ำท่วม ดอกเบี้ยแพง ทำให้ยอดขายอสังหาฯในกรุงเทพฯและปริมณฑล 9 เดือนติดลบ 31% หวังว่ามาตรการรัฐที่ออกมาแล้ว ซึ่งจะสิ้นสุดปลายปีนี้และกำลังจะออกมาใหม่ จะช่วยให้ตลาดอสังหาฯเริ่มฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 นี้ และทำให้ในปีนี้ติดลบน้อยลง โดยคาดยอดขายทั้งปีนี้จะติดลบ 20-25% ส่วนยอดโอนติดลบ 8-10%” ประเสริฐกล่าว

ด้าน อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า วงเงิน 55,000 ล้านบาทดังกล่าว เป็นวงเงินที่ต่อเนื่องจากโครงการ  Happy Home เดิมที่กำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อสูงสุดและยังคงมีสินเชื่อบ้านดี๊ดีย์ของ ธอส.วงเงิน 50,000 ล้านบาทและไม่จำกัดวงเงินสินเชื่อ รวมถึงวงเงินซ่อมและแต่งอีก 5,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีวงเงินของสินเชื่อประกันสังคมอีก 10,000 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 115,000 ล้านบาท ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้มาตรการกลไกธนาคารของรัฐในการปล่อยสินเชื่อ และเป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่