ธนาธร ชี้ยุบก้าวไกล เป็นโอกาสสร้างพรรคเข้มแข็งกว่าเดิม เลือกตั้งปี 2570 ต้องถล่มทลาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_4724321
ธนาธร ชี้ยุบก้าวไกล เป็นโอกาสสร้างพรรคเข้มแข็งกว่าเดิม เลือกตั้งปี 2570 ต้องถล่มทลาย ทำให้เป็นทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นาย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความบน x ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล ระบุว่า
“ยักไหล่ แล้วไปต่อ – ไปไหน?”
“ผมแอบฝันลมๆ แล้งๆ มาตลอด ว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ถูกยุบ หลายเดือนที่ผ่านมา เดินสายต่างจังหวัด พบปะกับผู้คนเมื่อไหร่ ก็บอกกับทุกคนว่า ไม่ต้องกังวล ยักไหล่ แล้วเดินต่อไป การยุบพรรคทำอะไรพวกเราไม่ได้ แต่ในใจก็หวั่นไหว และกังวลพอสมควร
วันนี้ ฝันลมๆ แล้งๆ ก็คือฝันลมๆ แล้งๆ จริงๆ พรรคการเมืองที่มีความคิดก้าวหน้า ไม่ถูกอนุญาตให้ดำรงอยู่ในสารบบการเมืองไทย ถ้าคุณไม่รอมชอมกับโครงสร้างการเมืองของคนชั้นนำเพื่อชนชั้นนำโดยชนชั้นนำ พรรคคุณจะถูกยุบ ถ้าคุณไม่ศิโรราบกับอำนาจเหนือประชาชน คุณก็ถูกตัดสิทธิการเมือง
เอาละ เมื่อพรรคถูกยุบแล้ว เราจะไปทางไหนกันต่อ?
เราต้องมองมันเป็นโอกาส ในการสร้างพรรคที่เข้มแข็งกว่าเดิม เราต้องการสร้างพรรคมวลชน ที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันผ่านพรรค ก้าวไกลทำได้ดีกว่าอนาคตใหม่ แต่พรรคใหม่ต้องทำให้ดีกว่าก้าวไกล ตัวชี้วัดที่สำคัญคือปริมาณและการมีส่วนร่วมของสมาชิก การยุบพรรคอาจทำให้เราทรุดไปบ้าง แต่เราสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดเชิงโครงสร้างได้ง่ายขึ้น พัฒนาตัวเองได้สะดวกขึ้น
พรรคมวลชนที่เข้มแข็งคืออาวุธเดียวที่ประชาชนมีในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
เส้นขอบฟ้าทางการเมืองของเรา คือการเลือกตั้ง 2570 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 หลังจากการตั้งพรรคอนาคตใหม่ หลังจากการเดินทางก้าวแรกของเรา
2570 คือปีที่เราต้องชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เราจะทำให้ทศวรรษ 2570 จะเป็นทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง
นั่นคือที่ที่เราจะไป
ต่อพิธา, ชัยธวัช และกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ทุกคนเยี่ยมยอดมาก ภายใต้การนำของคุณ ก้าวไกลชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศอย่างภาคภูมิ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ พวกคุณนำพรรคได้อย่างสง่างามแล้ว ขอให้ทุกคนเดินทางร่วมกันต่อ ศักยภาพและพลังของทุกคน แม้ถูกตัดสิทธิ ลงเลือกตั้งไม่ได้ ยังมีประโยชน์ต่อประเทศได้ในอีกหลายทาง
ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เหลือ และต่อผู้ปฏิบัติการพรรค วันนี้คงเป็นอีกวันที่เราสัมผัสถึงความอยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง ทุกคนต้องตระหนักว่า ภารกิจและความคาดหวังที่ประชาชนจำนวนมากมีต่อเรา เป็นภารกิจที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ต่ออนาคตของลูกหลานของเรา มันเป็นภารกิจที่ใหญ่กว่าความต้องการของตนเอง หากเราไม่สามัคคีกัน เอาอัตตาตนเองเป็นที่ตั้ง เราจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้เลย ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเสียสละ ลดอัตตาตนเอง มองเป้าหมายส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว นอบน้อมต่อประชาชน
ต่อผู้สนับสนุนพรรค เดินต่อไปด้วยกันอย่างหนักแน่น อย่าหวั่นไหว เราลบคำปรามาสมาแล้วสองการเลือกตั้งเพราะคุณ ขอบคุณจากใจที่เดินด้วยกันมาตลอด ในวันที่อนาคตใหม่ถูกยุบ เหนื่อยและหมดหวัง ผมได้กำลังใจจากทุกท่านค้ำยันให้ผมลุกขึ้นได้ ผมหวังว่าทุกท่านจะส่งกำลังใจให้พรรคก้าวไกล อย่างดีเหมือนที่เคยส่งให้ผม ค้ำยันให้พวกเขาลุกขึ้นยืนต่อไปได้เช่นกัน
มีเวลาอีก 3 ปีจะถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า มาร่วมสร้างพรรคใหม่ไปด้วยกัน พรรคที่สดใส มีพลัง พรรคที่สุขุม แต่กระตือรือล้น พรรคที่เปิดกว้าง แต่ก็หนักแน่นในอุดมการณ์ พรรคที่กุมข้อเสนอทางการเมืองที่แหลมคม แต่ไม่มุทะลุจนเสียงาน พรรคที่ทำงานอย่างหนัก เสียสละเพื่อประชาชน นี่คือพรรคใหม่ ที่จะนำพวกเราสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ตอบโต้ความอยุติธรรม ด้วยการทำงานให้หนักกว่าเดิม ให้ความปรารถนาดีต่ออนาคตประเทศของเราชนะความหวาดกลัวและความอำมหิตของพวกเขา
ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ยักไหล่แล้วเดินต่อไปด้วยกัน
ธ.จ.
สิงหาคม 2567
(นี่เป็นภาพเดียวที่ผมได้ถ่ายกับ ส.ส. ก้าวไกล เสียดายที่ไม่ได้อยู่กันครบ 151 คน)”
https://www.facebook.com/ThanathornOfficial/posts/pfbid0WS2o8CEa9yy2gfGCwA3U1mWc58x9PYetYhLHP8zeeCoWwtAzPLP5c2uSvgDF486Wl
‘ปิยบุตร’ ลั่น ยิ่งยุบ ยิ่งโตหนึ่งเท่าตัว ชวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล โหวตแก้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง.
https://www.khaosod.co.th/politics/news_9351240
“ปิยบุตร” ลั่น ยิ่งยุบ ยิ่งโตหนึ่งเท่าตัว ย้ำ เจตนารมณ์ ต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ชวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล โหวตแก้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง
7 ส.ค. 67 – ที่ลานหน้าอาคารอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม “ก้าวไกลไปต่อ” ภายหลังแถลงข่าวกรณีพรรคถูกยุบ โดยเปิดลานจอดรถด้านหน้าเป็นเวทีปราศรัย ฉายบนจอกลางแปลง ใครผู้สนับสนุนมารับฟัง สส. ที่จะทยอยขึ้นมาปราศรัยจนถึงเวลา 22.00 น.
นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวปราศรัยว่า ประสบการณ์ตั้งแต่อนาคตใหม่มาจนถึงพรรคก้าวไกล จนตอนนี้ก็จะแสดงเห็นแล้วว่า ยุบพรรคอนาคตใหม่ 6.3 ล้านเสียง กลายเป็นพรรคก้าวไกล 14.4 ล้านเสียง เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์แล้ว มีการเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว และเมื่อมีการยุบพรรคครั้งนี้ ก็จะได้สูงเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว
ดังนั้น การยุบพรรค แน่นอนที่สุดว่า พวกเราเจ็บปวด ประชาชนที่เลือกมาเจ็บปวด ประชาชนเสียดายว่ามีนักการเมืองที่ดี มีคุณภาพ ต้องถูกเตะออกนอกสนามอีกแล้ว แต่ตนเองเชื่อเหลือเกินว่า เพื่อนพ้องน้องพี่ของตนเองที่อยู่ในพรรคก้าวไกล เขาก็จะเดินหน้าต่อไปยังยานพาหนะแห่งใหม่อย่างแน่นอน แล้วเขาจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้น คำวินิจฉัยในวันนี้ ถามว่ากระทบกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ บอกไปว่าสิว ๆ นิด ๆ เพราะใช้เวลาไม่กี่วัน ก็คงกลับมาตั้งตัวได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่อันตรายไปกว่านั้น คำวินิจฉัยฉบับนี้ พูดเรื่องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การยุบพรรคในประเทศนี้ เกือบสองทศวรรษที่ผ่านมามีผู้ประสบเหตุเภทภัยจำนวนมาก แต่ในอดีตตั้งแต่ยุบพรรครักไทย พรรคพลังประชาชน โดนข้อหาประเด็นเล็กน้อย คือ เรื่องทางกฎหมาย การทุจริตการเลือก การจ้างวานพรรคเล็ก แล้วมาเขียนโยงเพื่อเป็นเหตุการพรรคการเมือง แต่ในพ.ศ. นี้ ไม่รู้ว่าจะเรียกพัฒนาการ หรืออพัฒนาการ เขายุบพรรคกันไม่เอาข้อหาเล็กน้อยแบบเดิมแล้ว เขาจะเอาเรื่องล้มล้างการปกครอง
พรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคแรก ที่ถูกยุบในข้อหาทำการอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป็นหนึ่งข้อหาเท่านั้น พรรคก้าวไกลโดนสองข้อหา ทั้งล้มล้าง ทั้งอาจเป็นปฏิปักษ์ คือพัฒนาการของการยุบพรรคในประเทศไทย ไม่อายกันอีกแล้วไม่เขินไม่กระมิดกระเมี้ยนเขมร ไม่ต้องหาเหตุแจกใบเหลืองใบแดง ไม่ต้องยึดอำนาจ และออกประกาศมาตัดสินนักการเมืองย้อนหลัง ก็เอามันตรง ๆ แบบนี้ ว่าพรรคการเมืองถูกยุบ เพราะล้มล้างการปกครอง
การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เอานโยบายไปรณรงค์หาเสียงนั้น ถือเป็นการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมให้ตนเอง เป็นการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาข้องเกี่ยวในแวดวงการเมือง พี่น้องที่รักทั้งหลายเคยเห็น สส. พรรคก้าวไกลคนไหนโหนเจ้าหรือไม่ มีแต่เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สูงเด่นเป็นสง่า ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับพรรคการเมืองแล้ว เห็นพรรคอื่นทำหรือไม่ บางพรรคไปกันใหญ่ ว่าลงเลือกตั้งมาปกป้องสถาบัน แต่พรรคนั้นได้คะแนนนิดเดียว จึงขอถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ใครเอาประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมากันแน่
ตนเองเป็นอาจารย์สอนกฎหมายคณะนิติศาสตร์ จนกระทั่งลาออกมาตั้งพรรคแล้วถูกยุบ จากผู้สังเกตการณ์ วิจารณ์การยุบพรรคทุกครั้ง ก็มาโดนเสียเอง ตนเองถูกกล่าวหามาทั้งชีวิต เกือบสองทศวรรษ ว่าเป็นคนมีความคิดรุนแรง สุดโต่ง ตนเองยืนยันทุกครั้งมาโดยตลอด ว่า ประเทศไทย ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ขาดสาย ถามกี่ครั้งก็พูดทุกครั้ง แต่ฝ่ายตรงกันข้าม จะพยายามวาดภาพให้ตนเองเป็นปีศาจร้ายทุกครั้ง
การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เขาต้องทำการอย่างไร การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เด่น ทรงมีสถานะเป็นกลางในทางการเมือง และให้นักการเมืองว่ากันไปตามบริบท จะสอดคล้องกับหลักที่เราพูดกันว่า ทรงครองราช แต่ไม่ครองรัฐ ทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง
พรรคก้าวไกลเสนอแก้ ม. 112 เพราะเล็งเห็นแล้วว่า การใช้กฎหมายแบบนี้ เป็นเครื่องมือกันไปเรื่อย ๆ จะกระทบกระเทือนถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคก้าวไกล อาสาเข้าไปแก้ไขแบบนี้แล้วกลายเป็นว่าล้มล้างอย่างไร
ตราบใดที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ มีแรงกาย มีแรงใจ มีแรงสมองต่อไป แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง ในการรักษาสิ่งสำคัญของบ้านเมืองเราทั้ง 2 สิ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความชอบธรรมทางจารีตประเพณี ตามประวัติศาสตร์ของชาติไทย อีกอย่างคือ ความชอบธรรมแบบโลกสมัยใหม่ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยืนยันว่า ต้องมีสองสิ่งนี้อยู่ด้วยกัน
วันนี้กำลังถึงเส้นทางแตกแยกทางความคิดของพี่น้องประชาชน แล้วคำวินิจฉัยแบบนี้เกิดขึ้นมา จะยิ่งส่งผลให้ประชาชน เกิดอาการร้องเอ๊ะมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไร การใช้อำนาจปิดปากคนเห็นต่าง กดคนไม่ให้พูด แต่คนยังคิดจะให้ทำอย่างไร วิธีการที่ถูกต้อง ตนเองเชื่อว่า ตนเอง และเพื่อนพ้องน้องพี่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองนี้ ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ต่อไป ต้องการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเทียบอารยะประเทศ แล้วคนแบบนี้ล้มล้างการปกครองตรงไหน
นาย
ปิยบุตร ถามอีกว่า แล้วคนที่นำรถถังออกมา ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนกฎหมายด้วยตัวเอง คนแบบนี้ต่างหาก ที่ล้มล้างการปกครอง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอำนาจบ้านเมืองหมดเลย กลายเป็นเรื่องกับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง คนต้องการรักษาระบอบปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ปกป้องประชาธิปไตย ดันกลายเป็นคนล้มล้างการปกครอง
ส่วนคนที่นำมาอาวุธ ใช้ความรุนแรง ยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยตัวเอง แล้วสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อด้วยตัวเอง คนแบบนี้ กลายเป็นคนไม่ล้มล้างการปกครอง กลายเป็นคนรักษาระบอบการปกครอง
“
ในจิตใจของพวกเรา ตั้งแต่อนาคตใหม่ ยันก้าวไกล พรรคการเมืองเหล่านี้ ไม่ได้มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง” นาย
ปิยบุตร กล่าว
นาย
ปิยบุตร กล่าวว่า เราจะทำให้ชีวิตประชาชนปากท้องดี จำเป็นต้องได้ 2 ใบอนุญาต คือใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชน ต้องเลือกกันเข้ามา เพื่อบอกว่าเราคือรัฐบาล ที่มาจากพี่น้องประชาชน ที่ได้รับฉันอนุมัติมา แต่ประเทศนี้พิสดารกว่านั้น เพราะต้องได้รับใบอนุญาตจากชนชั้นนำด้วย ซึ่งเราจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตที่คือเสียงจากประชาชนอย่างถล่มทลายเพียงอย่างเดียว ยิ่งมีเยอะเท่าไหร่ เขาก็ขวางการออกใบอนุญาตใบที่สองไม่ได้
นายปิยบุตร ระบุว่า การยุบพรรคครั้งนี้ต้องการอะไร เขาต้องการสกัดการตรวจสอบของรองประธานสภาคนที่หนึ่ง การทำหน้าที่ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเราจะทำตรงกันข้าม เราจะเดินหน้าตรวจสอบ และทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
JJNY : ธนาธร ชี้เป็นโอกาสสร้างพรรค│‘ปิยบุตร’ ลั่น ยิ่งยุบ ยิ่งโต│ศิริกัญญา ประกาศเปิดพรรคใหม่│รัสเซียประกาศภาวะฉุกเฉิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_4724321
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความบน x ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล ระบุว่า
“ยักไหล่ แล้วไปต่อ – ไปไหน?”
“ผมแอบฝันลมๆ แล้งๆ มาตลอด ว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ถูกยุบ หลายเดือนที่ผ่านมา เดินสายต่างจังหวัด พบปะกับผู้คนเมื่อไหร่ ก็บอกกับทุกคนว่า ไม่ต้องกังวล ยักไหล่ แล้วเดินต่อไป การยุบพรรคทำอะไรพวกเราไม่ได้ แต่ในใจก็หวั่นไหว และกังวลพอสมควร
วันนี้ ฝันลมๆ แล้งๆ ก็คือฝันลมๆ แล้งๆ จริงๆ พรรคการเมืองที่มีความคิดก้าวหน้า ไม่ถูกอนุญาตให้ดำรงอยู่ในสารบบการเมืองไทย ถ้าคุณไม่รอมชอมกับโครงสร้างการเมืองของคนชั้นนำเพื่อชนชั้นนำโดยชนชั้นนำ พรรคคุณจะถูกยุบ ถ้าคุณไม่ศิโรราบกับอำนาจเหนือประชาชน คุณก็ถูกตัดสิทธิการเมือง
เอาละ เมื่อพรรคถูกยุบแล้ว เราจะไปทางไหนกันต่อ?
เราต้องมองมันเป็นโอกาส ในการสร้างพรรคที่เข้มแข็งกว่าเดิม เราต้องการสร้างพรรคมวลชน ที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันผ่านพรรค ก้าวไกลทำได้ดีกว่าอนาคตใหม่ แต่พรรคใหม่ต้องทำให้ดีกว่าก้าวไกล ตัวชี้วัดที่สำคัญคือปริมาณและการมีส่วนร่วมของสมาชิก การยุบพรรคอาจทำให้เราทรุดไปบ้าง แต่เราสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดเชิงโครงสร้างได้ง่ายขึ้น พัฒนาตัวเองได้สะดวกขึ้น
พรรคมวลชนที่เข้มแข็งคืออาวุธเดียวที่ประชาชนมีในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
เส้นขอบฟ้าทางการเมืองของเรา คือการเลือกตั้ง 2570 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 หลังจากการตั้งพรรคอนาคตใหม่ หลังจากการเดินทางก้าวแรกของเรา
2570 คือปีที่เราต้องชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เราจะทำให้ทศวรรษ 2570 จะเป็นทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง
นั่นคือที่ที่เราจะไป
ต่อพิธา, ชัยธวัช และกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ทุกคนเยี่ยมยอดมาก ภายใต้การนำของคุณ ก้าวไกลชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศอย่างภาคภูมิ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ พวกคุณนำพรรคได้อย่างสง่างามแล้ว ขอให้ทุกคนเดินทางร่วมกันต่อ ศักยภาพและพลังของทุกคน แม้ถูกตัดสิทธิ ลงเลือกตั้งไม่ได้ ยังมีประโยชน์ต่อประเทศได้ในอีกหลายทาง
ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เหลือ และต่อผู้ปฏิบัติการพรรค วันนี้คงเป็นอีกวันที่เราสัมผัสถึงความอยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง ทุกคนต้องตระหนักว่า ภารกิจและความคาดหวังที่ประชาชนจำนวนมากมีต่อเรา เป็นภารกิจที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ต่ออนาคตของลูกหลานของเรา มันเป็นภารกิจที่ใหญ่กว่าความต้องการของตนเอง หากเราไม่สามัคคีกัน เอาอัตตาตนเองเป็นที่ตั้ง เราจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้เลย ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเสียสละ ลดอัตตาตนเอง มองเป้าหมายส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว นอบน้อมต่อประชาชน
ต่อผู้สนับสนุนพรรค เดินต่อไปด้วยกันอย่างหนักแน่น อย่าหวั่นไหว เราลบคำปรามาสมาแล้วสองการเลือกตั้งเพราะคุณ ขอบคุณจากใจที่เดินด้วยกันมาตลอด ในวันที่อนาคตใหม่ถูกยุบ เหนื่อยและหมดหวัง ผมได้กำลังใจจากทุกท่านค้ำยันให้ผมลุกขึ้นได้ ผมหวังว่าทุกท่านจะส่งกำลังใจให้พรรคก้าวไกล อย่างดีเหมือนที่เคยส่งให้ผม ค้ำยันให้พวกเขาลุกขึ้นยืนต่อไปได้เช่นกัน
มีเวลาอีก 3 ปีจะถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า มาร่วมสร้างพรรคใหม่ไปด้วยกัน พรรคที่สดใส มีพลัง พรรคที่สุขุม แต่กระตือรือล้น พรรคที่เปิดกว้าง แต่ก็หนักแน่นในอุดมการณ์ พรรคที่กุมข้อเสนอทางการเมืองที่แหลมคม แต่ไม่มุทะลุจนเสียงาน พรรคที่ทำงานอย่างหนัก เสียสละเพื่อประชาชน นี่คือพรรคใหม่ ที่จะนำพวกเราสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ตอบโต้ความอยุติธรรม ด้วยการทำงานให้หนักกว่าเดิม ให้ความปรารถนาดีต่ออนาคตประเทศของเราชนะความหวาดกลัวและความอำมหิตของพวกเขา
ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ยักไหล่แล้วเดินต่อไปด้วยกัน
ธ.จ.
สิงหาคม 2567
(นี่เป็นภาพเดียวที่ผมได้ถ่ายกับ ส.ส. ก้าวไกล เสียดายที่ไม่ได้อยู่กันครบ 151 คน)”
https://www.facebook.com/ThanathornOfficial/posts/pfbid0WS2o8CEa9yy2gfGCwA3U1mWc58x9PYetYhLHP8zeeCoWwtAzPLP5c2uSvgDF486Wl
‘ปิยบุตร’ ลั่น ยิ่งยุบ ยิ่งโตหนึ่งเท่าตัว ชวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล โหวตแก้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง.
https://www.khaosod.co.th/politics/news_9351240
“ปิยบุตร” ลั่น ยิ่งยุบ ยิ่งโตหนึ่งเท่าตัว ย้ำ เจตนารมณ์ ต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ชวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล โหวตแก้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง
7 ส.ค. 67 – ที่ลานหน้าอาคารอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม “ก้าวไกลไปต่อ” ภายหลังแถลงข่าวกรณีพรรคถูกยุบ โดยเปิดลานจอดรถด้านหน้าเป็นเวทีปราศรัย ฉายบนจอกลางแปลง ใครผู้สนับสนุนมารับฟัง สส. ที่จะทยอยขึ้นมาปราศรัยจนถึงเวลา 22.00 น.
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวปราศรัยว่า ประสบการณ์ตั้งแต่อนาคตใหม่มาจนถึงพรรคก้าวไกล จนตอนนี้ก็จะแสดงเห็นแล้วว่า ยุบพรรคอนาคตใหม่ 6.3 ล้านเสียง กลายเป็นพรรคก้าวไกล 14.4 ล้านเสียง เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์แล้ว มีการเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว และเมื่อมีการยุบพรรคครั้งนี้ ก็จะได้สูงเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว
ดังนั้น การยุบพรรค แน่นอนที่สุดว่า พวกเราเจ็บปวด ประชาชนที่เลือกมาเจ็บปวด ประชาชนเสียดายว่ามีนักการเมืองที่ดี มีคุณภาพ ต้องถูกเตะออกนอกสนามอีกแล้ว แต่ตนเองเชื่อเหลือเกินว่า เพื่อนพ้องน้องพี่ของตนเองที่อยู่ในพรรคก้าวไกล เขาก็จะเดินหน้าต่อไปยังยานพาหนะแห่งใหม่อย่างแน่นอน แล้วเขาจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้น คำวินิจฉัยในวันนี้ ถามว่ากระทบกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ บอกไปว่าสิว ๆ นิด ๆ เพราะใช้เวลาไม่กี่วัน ก็คงกลับมาตั้งตัวได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่อันตรายไปกว่านั้น คำวินิจฉัยฉบับนี้ พูดเรื่องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การยุบพรรคในประเทศนี้ เกือบสองทศวรรษที่ผ่านมามีผู้ประสบเหตุเภทภัยจำนวนมาก แต่ในอดีตตั้งแต่ยุบพรรครักไทย พรรคพลังประชาชน โดนข้อหาประเด็นเล็กน้อย คือ เรื่องทางกฎหมาย การทุจริตการเลือก การจ้างวานพรรคเล็ก แล้วมาเขียนโยงเพื่อเป็นเหตุการพรรคการเมือง แต่ในพ.ศ. นี้ ไม่รู้ว่าจะเรียกพัฒนาการ หรืออพัฒนาการ เขายุบพรรคกันไม่เอาข้อหาเล็กน้อยแบบเดิมแล้ว เขาจะเอาเรื่องล้มล้างการปกครอง
พรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคแรก ที่ถูกยุบในข้อหาทำการอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป็นหนึ่งข้อหาเท่านั้น พรรคก้าวไกลโดนสองข้อหา ทั้งล้มล้าง ทั้งอาจเป็นปฏิปักษ์ คือพัฒนาการของการยุบพรรคในประเทศไทย ไม่อายกันอีกแล้วไม่เขินไม่กระมิดกระเมี้ยนเขมร ไม่ต้องหาเหตุแจกใบเหลืองใบแดง ไม่ต้องยึดอำนาจ และออกประกาศมาตัดสินนักการเมืองย้อนหลัง ก็เอามันตรง ๆ แบบนี้ ว่าพรรคการเมืองถูกยุบ เพราะล้มล้างการปกครอง
การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เอานโยบายไปรณรงค์หาเสียงนั้น ถือเป็นการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมให้ตนเอง เป็นการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาข้องเกี่ยวในแวดวงการเมือง พี่น้องที่รักทั้งหลายเคยเห็น สส. พรรคก้าวไกลคนไหนโหนเจ้าหรือไม่ มีแต่เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สูงเด่นเป็นสง่า ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับพรรคการเมืองแล้ว เห็นพรรคอื่นทำหรือไม่ บางพรรคไปกันใหญ่ ว่าลงเลือกตั้งมาปกป้องสถาบัน แต่พรรคนั้นได้คะแนนนิดเดียว จึงขอถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ใครเอาประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมากันแน่
ตนเองเป็นอาจารย์สอนกฎหมายคณะนิติศาสตร์ จนกระทั่งลาออกมาตั้งพรรคแล้วถูกยุบ จากผู้สังเกตการณ์ วิจารณ์การยุบพรรคทุกครั้ง ก็มาโดนเสียเอง ตนเองถูกกล่าวหามาทั้งชีวิต เกือบสองทศวรรษ ว่าเป็นคนมีความคิดรุนแรง สุดโต่ง ตนเองยืนยันทุกครั้งมาโดยตลอด ว่า ประเทศไทย ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ขาดสาย ถามกี่ครั้งก็พูดทุกครั้ง แต่ฝ่ายตรงกันข้าม จะพยายามวาดภาพให้ตนเองเป็นปีศาจร้ายทุกครั้ง
การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เขาต้องทำการอย่างไร การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เด่น ทรงมีสถานะเป็นกลางในทางการเมือง และให้นักการเมืองว่ากันไปตามบริบท จะสอดคล้องกับหลักที่เราพูดกันว่า ทรงครองราช แต่ไม่ครองรัฐ ทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง
พรรคก้าวไกลเสนอแก้ ม. 112 เพราะเล็งเห็นแล้วว่า การใช้กฎหมายแบบนี้ เป็นเครื่องมือกันไปเรื่อย ๆ จะกระทบกระเทือนถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคก้าวไกล อาสาเข้าไปแก้ไขแบบนี้แล้วกลายเป็นว่าล้มล้างอย่างไร
ตราบใดที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ มีแรงกาย มีแรงใจ มีแรงสมองต่อไป แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง ในการรักษาสิ่งสำคัญของบ้านเมืองเราทั้ง 2 สิ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความชอบธรรมทางจารีตประเพณี ตามประวัติศาสตร์ของชาติไทย อีกอย่างคือ ความชอบธรรมแบบโลกสมัยใหม่ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยืนยันว่า ต้องมีสองสิ่งนี้อยู่ด้วยกัน
วันนี้กำลังถึงเส้นทางแตกแยกทางความคิดของพี่น้องประชาชน แล้วคำวินิจฉัยแบบนี้เกิดขึ้นมา จะยิ่งส่งผลให้ประชาชน เกิดอาการร้องเอ๊ะมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไร การใช้อำนาจปิดปากคนเห็นต่าง กดคนไม่ให้พูด แต่คนยังคิดจะให้ทำอย่างไร วิธีการที่ถูกต้อง ตนเองเชื่อว่า ตนเอง และเพื่อนพ้องน้องพี่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองนี้ ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ต่อไป ต้องการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเทียบอารยะประเทศ แล้วคนแบบนี้ล้มล้างการปกครองตรงไหน
นายปิยบุตร ถามอีกว่า แล้วคนที่นำรถถังออกมา ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนกฎหมายด้วยตัวเอง คนแบบนี้ต่างหาก ที่ล้มล้างการปกครอง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอำนาจบ้านเมืองหมดเลย กลายเป็นเรื่องกับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง คนต้องการรักษาระบอบปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ปกป้องประชาธิปไตย ดันกลายเป็นคนล้มล้างการปกครอง
ส่วนคนที่นำมาอาวุธ ใช้ความรุนแรง ยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยตัวเอง แล้วสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อด้วยตัวเอง คนแบบนี้ กลายเป็นคนไม่ล้มล้างการปกครอง กลายเป็นคนรักษาระบอบการปกครอง
“ในจิตใจของพวกเรา ตั้งแต่อนาคตใหม่ ยันก้าวไกล พรรคการเมืองเหล่านี้ ไม่ได้มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร กล่าวว่า เราจะทำให้ชีวิตประชาชนปากท้องดี จำเป็นต้องได้ 2 ใบอนุญาต คือใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชน ต้องเลือกกันเข้ามา เพื่อบอกว่าเราคือรัฐบาล ที่มาจากพี่น้องประชาชน ที่ได้รับฉันอนุมัติมา แต่ประเทศนี้พิสดารกว่านั้น เพราะต้องได้รับใบอนุญาตจากชนชั้นนำด้วย ซึ่งเราจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตที่คือเสียงจากประชาชนอย่างถล่มทลายเพียงอย่างเดียว ยิ่งมีเยอะเท่าไหร่ เขาก็ขวางการออกใบอนุญาตใบที่สองไม่ได้
นายปิยบุตร ระบุว่า การยุบพรรคครั้งนี้ต้องการอะไร เขาต้องการสกัดการตรวจสอบของรองประธานสภาคนที่หนึ่ง การทำหน้าที่ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเราจะทำตรงกันข้าม เราจะเดินหน้าตรวจสอบ และทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ