JJNY : ก้าวไกลฉะ'คารม' วิเคราะห์ต่อสู้คดียุบพรรค│มุกใหม่ หมอเกศเบี้ยวนัดสื่อ│ส.อ.ท.ผวา 4ปัจจัย│ยูเครนประจำการF-16 ฝูงแรก

ก้าวไกล ฉะ 'คารม' อคติ-ขาดวุฒิภาวะ วิเคราะห์ต่อสู้คดียุบพรรค กล่าวหาดึงต่างชาติกดดันศาล
https://www.matichon.co.th/politics/news_4718648
 
 
‘จุลพงศ์’ แถลงโต้ ‘คารม’ หลังฉะก้าวไกล ละเมิดอํานาจศาล ซัด ไร้วุฒิภาวะ มีอคติส่วนตัว จี้ ‘นายกฯ’ ทบทวนการทำงาน
 
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงถึงกรณีนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวหาพรรคก้าวไกลหลายประการ ในการต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกลว่า การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดจากความมีอคติส่วนตัว และความไม่เป็นมืออาชีพในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล
 
นายจุลพงศ์ กล่าวว่า การต่อสู้ว่าศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีใดหรือไม่ เป็นการต่อสู้โดยปกติ ที่ฝ่ายถูกร้องหรือฟ้องร้อง สามารถยกขึ้นมาต่อสู้ในศาลได้ ไม่ใช่การกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด ทั้งนี้ มีคดีในจำนวนมากที่ศาลยกฟ้อง ด้วยเหตุที่มีการฟ้องผิดศาล หรือผู้ร้องไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี ดังนั้น การที่พรรคก้าวไกลยกข้อต่อสู้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณายุบพรรค จึงเป็นเรื่องปกติ
 
นายจุลพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ตรงกันข้าม การที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย พูดชี้นําศาลรัฐธรรมนูญว่า การยกข้อต่อสู้ดังกล่าว เป็นการละเมิดอำนาจศาลนั้น หากไม่ใช่การมีความรู้อันจำกัด ก็น่าจะเป็นการแสดงความเห็นโดยมีอคติส่วนตัวกับพรรคก้าวไกล
 
นายจุลพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่พรรคก้าวไกล ยกข้อต่อสู้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเลือก (กกต.) ดำเนินการไม่ถูกต้องตาม พรป.พรรคการเมือง และระเบียบ กกต. ในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะ กกต. ไม่ได้เรียกให้พรรคก้าวไกล ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อหักล้างข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการรวบรวมและรับฟังพยานก่อนฟ้องคดีนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากในการดำเนินคดี เช่น หากเกิดร้องทุกข์ ว่ามีการกระทำผิดในคดีอาญา ตำรวจส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการ โดยไม่เรียกผู้กระทำผิดและพยานมาสอบสวน หากอัยการส่งสำนวนดังกล่าวไปฟ้องศาล ศาลย่อมยกฟ้อง เนื่องจากกระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในชั้นตำรวจ ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีการสอบสวนพยานเอกสาร และพยานบุคคล
 
นายจุลพงศ์ กล่าวอีกว่า การใส่ร้ายพรรคก้าวไกลว่าดึงต่างประเทศมากดดันศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่บุคคลที่มีความคิดขาดวุฒิภาวะ และความเข้าใจสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ประเทศไทยไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวในสังคมโลกได้ และคุณค่าของสังคมโลกขณะนี้ คือการมีสิทธิมนุษยชน และสิทธิทางการเมืองของประชาชน เมื่อประเทศไทยเกิดรัฐประหารครั้งใด นานาชาติก็จะตัดการเจรจาการค้า และความร่วมมือทางทหารกับประเทศไทย
 
ดังนั้น การที่ออกมาแสดงความเห็นที่สื่อได้ว่า สมควรยุบพรรคก้าวไกล ตนจึงคิดว่านายกรัฐมนตรี ควรทบทวนการทำงานของรองโฆษกรัฐบาลคนนี้ ว่าได้แสดงความเห็นแบบมืออาชีพหรือไม่ เพราะไม่ได้บอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัว โดยไม่ใช่ความเห็นของรัฐบาล มิเช่นนั้นประชาชนจะเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมือง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาชน
 


มุกใหม่ หมอเกศ เบี้ยวนัดสื่อ ไม่ให้สัมภาษณ์ หลบขึ้นห้องประชุมวุฒิสภา
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_9345783

สว. แต่งชุดสีเหลืองเข้าสภาฯ ถก 5 ร่างแก้ข้อบังคับ แบ่งเค้ก กมธ. “หมอเกศ” เบี้ยวนัดสื่อ ไม่ให้สัมภาษณ์ หลบขึ้นห้องประชุมวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2567 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวการประชุมวุฒิสภา (สว.) นัดที่ 2 มีวาระสำคัญ คือ การเสนอญัตติเรื่องขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ในการตั้งคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีสมาชิกเสนอทั้งหมด 5 ร่าง 
 
นอกจากนี้ยังมีเรื่องด่วน คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2567 ที่จะใช้ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว
 
บรรยากาศช่วงเช้ามี สว. เดินทางมาประชุมกันอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีเหลือง เนื่องจากเป็นวันจันทร์ ที่หน่วยงานราชการขอความร่วมมือให้สวมใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งคนที่สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ คือ พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว. เนื่องจากยังไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เพราะก่อนหน้านี้ พญ.เกศกมล มักไม่ให้สัมภาษณ์โดยยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคุย
 
โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พญ.เกศกมล เจ้าตัวตอบรับว่าจะให้สัมภาษณ์ที่บริเวณโถงชั้น 1 ทำให้บรรดาผู้สื่อข่าว ช่างภาพ รอเก็บภาพ แต่ปรากฏว่า พญ.เกศกมล ได้ใช้ทางขึ้นชั้นใต้ดิน ขึ้นไปยังห้องประชุมทันที โดยสวมเสื้อสีเหลือง ผูกโบว์สีขาว เมื่อติดต่อไปอีกรอบ ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้แล้ว



ส.อ.ท. ผวา 4 ปัจจัย กดจีดีพีไทยปีนี้หลุด 2%
https://www.matichon.co.th/economy/news_4718517

ส.อ.ท. ผวา 4 ปัจจัย กดจีดีพีไทยปีนี้หลุด 2%
 
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 40 ในเดือนกรกฎาคม 2567 ภายใต้หัวข้อ ทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลัง จากการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 143 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 46 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อสะท้อนมุมมองและความเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือของปี 2567 รวมทั้งข้อเสนอแนะทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

โดยมีสรุปผลการสำรวจ ดังนี้
 
ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 ธุรกิจและยอดขายมีทิศทางอย่างไรเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

• อันดับ 1 ทรงตัว คิดเป็น 30.8%
• อันดับ 2 หดตัว 1 – 10% คิดเป็น 23.8%
• อันดับ 3 ขยายตัว 1 – 10% คิดเป็น 21.0%
• อันดับ 4 หดตัวมากกว่า 10% คิดเป็น 19.6%
• อันดับ 5 ขยายตัวมากกว่า 10% คิดเป็น 4.9%

2. ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจและยอดขายอย่างไรเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก
• อันดับ 1 ไม่เปลี่ยนแปลง 39.8%
• อันดับ 2 แย่ลง 32.2%
• อันดับ 3 ดีขึ้น 28.0%

3. ปัจจัยสนับสนุนที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2567
• อันดับ 1 การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2567 56.0%
• อันดับ 2 ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 41.4%
• อันดับ 3 การส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2567 38.8%
• อันดับ 4 มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขยายตัวในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 21.6%

4. ปัจจัยเสี่ยงเรื่องใดที่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
• อันดับ 1 การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ 54.5%
• อันดับ 2 ต้นทุนการผลิตที่ผันผวนอยู่ในระดับสูงทั้งจากค่าไฟฟ้า พลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่ง 51.0%
• อันดับ 3 สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาดในประเทศและตลาดเป้าหมายของไทย 38.5%
• อันดับ 4 กำลังซื้อของประชาชนที่ชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือนและ NPL ที่อยู่ในระดับสูง 35.7%

5. ภาครัฐควรดำเนินมาตรการใดเพื่อช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง
• อันดับ 1 ส่งเสริมกลไกการจ่ายค่าจ้างแรงงานตามทักษะ (Pay by Skill)แทนการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 55.9%
• อันดับ 2 ส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Made in Thailandในภาคเอกชนผ่านมาตรการทางภาษี 50.3%
• อันดับ 3 แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs และหนี้ครัวเรือนที่มีความเสี่ยงจะเป็นหนี้เสีย(NPL) 47.6%
• อันดับ 4 มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต 41.3%

6. ผู้ประกอบการควรปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังอย่างไร
• อันดับ 1 นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการใหม่ๆ 67.1%
• อันดับ 2 นำระบบบริหารจัดการมาช่วยในการลดต้นทุนการผลิต เช่น LEAN Manufacturing 47.6%
• อันดับ 3 สร้างเครือข่ายและพันธมิตรเพื่อร่วมกันแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ 47.6%
• อันดับ 4 ขยายตลาดใหม่หรือทำตลาดในหลายประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว 45.5%

7. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ภาครัฐควรเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในเรื่องใด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
• อันดับ 1 ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และทบทวนมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม 48.3%
• อันดับ 2 พัฒนาระบบการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน Upskill & Reskill & Newskill ให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 46.9%
• อันดับ 3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมแบบมุ่งเป้าในภาคการผลิต 42.7%
• อันดับ 4 สนับสนุนการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่ความยั่งยืน 26.6%

8. คาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 จะขยายตัวในระดับใด
• อันดับ 1 ขยายตัวต่ำกว่า 2% คิดเป็น 51.7%
• อันดับ 2 ขยายตัว 2 – 3% คิดเป็น 39.9%
• อันดับ 3 ขยายตัว 3 – 4% คิดเป็น 5.6%
• อันดับ 4 ขยายตัวมากกว่า 4% คิดเป็น 2.8%
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่