"สงครามโลกครั้งที่ 2" น่าจะเป็นเรื่องราวที่ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อบันเทิงนานาชนิดมากที่สุดแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะมันยังไม่ห่างจากการรับรู้ของผู้คนมากนัก ( ยังไม่ถึง 100 ปี ) อยู่ในยุคที่เทคโนโลยีการบันทึกภาพทั้งรูปถ่ายและวีดีโอเริ่มมีบทบาทแพร่หลาย และมีหลากหลายมิติ ตั้งแต่การรบที่ดุเดือดในสมรภูมต่างๆ ไปจนถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับคนเป็นๆ แบบไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือมนุษยธรรม
สำหรับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีบทบาทอะไรโดดเด่นในสงครามครั้งนี้ อย่างที่ทราบกันว่าเมื่อญี่ปุ่นบุกไทยในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 มีเพียงการปะทะกันตามริมชายหาด ก่อนที่เพียงครึ่งวัน ไทยตกลงเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และญี่ปุ่นก็มิได้กดขี่ข่มเหงคนไทยแบบที่ทำกับอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ขณะที่กลุ่มคนไทยซึ่งไม่ยอมรับญี่ปุ่น แม้จะตั้งกลุ่มเสรีไทยขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้ก่อการอะไร ญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้สงครามเสียแล้ว
ดังนั้นสื่อบันเทิงที่กล่าวถึงไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีน้อยมาก หากไม่นับนิยายโรแมนติกอย่าง "คู่กรรม" ที่ถูกหยิบยกมาทำภาพยนตร์และละครซ้ำแล้วซ้ำเล่า เท่าที่จำได้ลางๆ ก็คงจะมีภาพยนตร์ "ยุวชนทหาร..เปิดเทอมไปรบ" เมื่อหลายสิบปีก่อน ว่าด้วยกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นยุวชนทหาร กับทหารและตำรวจจำนวนหนึ่งใน จ.ชุมพร ที่ต้องรับมือการบุกของกองทัพญี่ปุ่นแบบไม่มีใครคาดคิด ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเกือบเที่ยงของวันที่ 8 สิงหาคม 1941 เท่านั้นเอง
นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์ ในขณะที่ภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่มีฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง "ชพ.๑ สมรภูมิคืนชีพ" เล่าเรื่องแบบสมมติ ( What If ) ว่าถ้าการบุกของญี่ปุ่นในเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ไม่ได้มีแต่ทหารที่เป็นมนุษย์ แต่นำ "บางสิ่ง" ที่อาจเรียกว่าเป็น "อสูรกาย" เข้ามาด้วย สถานการณ์จะเลวร้ายกว่าในเรื่องราวที่เกิดจริงๆ อย่างไร?
อย่างที่บอกนะครับ ผมไม่สปอยเนื้อเรื่อง จึงไม่สามารถบรรยายอะไรในหนังได้มากนัก แต่พอจะบอกได้ว่า สำหรับคนที่ตามดูหนังของ "ก้องเกียรติ โขมศิริ" มานาน เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องแรกที่เล่าแบบ "เอางี้จริงดิ?" โดยเฉพาะบทสรุปในช่วงท้าย ที่ค่อนข้าง "ห้วนๆ" เมื่อเทียบกับผลงานก่อนๆ ผมเดาว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบ เพราะแม้แต่ผมก็ยังไม่ค่อยโอเคกับส่วนนี้
และแม้จะเป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับ "โครงการลับในการทดลองอาวุธชีวภาพกับมนุษย์เพื่อสร้างสุดยอดเครื่องจักรสังหาร" แต่โทนหนังจะไม่เหมือนกับหนังฝรั่งฮอลลีวู้ดแบบ Operation Overlord หรือ Captain America : The First Avengers ที่อ้างอิงจากโครงการทดลองมนุษย์ที่เกิดขึ้นจริงในยุโรปของนาซีเยอรมัน ( ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีกับญี่ปุ่นเป็นฝ่ายอักษะด้วยกัน แต่สมรภูมิของเยอรมนีจะอยู่ในยุโรป ส่วนญี่ปุ่นจะอยู่ในเอเชีย ) ที่เน้นแอ็คชั่นเท่ๆ เดือดๆ แต่จะให้บรรยากาศที่ผมพอจะเล่าได้ คือเหมือนว่าเราดู "ความอึดอัดปนหดหู่" ของตัวละครในเรื่องเสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ฉากโหดๆ เลือดสาด แหวะๆ ดูเสียวสยอง อันเป็นลายเซ็นของคุณก้องเกียรติตั้งแต่ "ลองของ" ยังคงมีมาแบบจัดเต็มเหมือนเดิม แต่ต้องบอกว่า เรื่องนี้ผมไม่เรียกสิ่งนั้นว่า "ซอมบี้" ( ที่คนไทยแปลว่า "ผีดิบ" ) แต่ใช้คำว่า "อสูรกาย" แทน เพราะแม้ภายนอกจะดูเหมือนซอมบี้ แต่แตกต่างจากซอมบี้ที่เคยเห็นในหนังไม่ว่าฝรั่งหรือเกาหลีใต้ ส่วนจะแตกต่างอย่างไรก็ต้องไปชมกันเอง
สุดท้ายหากถามว่าอะไรคือสาระของหนังเรื่องนี้? ผมมองว่า "สงครามทำให้แยกไม่ออกระหว่างมนุษย์กับอสูรกาย" เพราะมนุษย์ได้ลงมือกระทำทารุณกรรมกับมนุษย์ด้วยกัน ราวกับเป็นการกระทำของอสูรกาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ที่ถูกกระทำก็เริ่มคิดที่จะเอาคืนผู้กระทำ ในลักษณะที่ไม่ต่างจากความคิดของอสูรกาย
แต่ในบางจังหวะ-บางอารมณ์ ความเป็นมนุษย์ที่มีความรัก-ความผูกพัน ก็เกิดขึ้นได้แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหรือเหมือนอสูรกายไปแล้วก็ตาม!!!
TonyMao_NK51 ( ใช้แทนอมยิ้มที่ถูกแบน )
ชพ.๑สมรภูมิคืนชีพ:สงครามทำให้แยกไม่ออกระหว่างมนุษย์กับอสูรกาย(NoSpoil)
"สงครามโลกครั้งที่ 2" น่าจะเป็นเรื่องราวที่ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อบันเทิงนานาชนิดมากที่สุดแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะมันยังไม่ห่างจากการรับรู้ของผู้คนมากนัก ( ยังไม่ถึง 100 ปี ) อยู่ในยุคที่เทคโนโลยีการบันทึกภาพทั้งรูปถ่ายและวีดีโอเริ่มมีบทบาทแพร่หลาย และมีหลากหลายมิติ ตั้งแต่การรบที่ดุเดือดในสมรภูมต่างๆ ไปจนถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับคนเป็นๆ แบบไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือมนุษยธรรม
สำหรับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีบทบาทอะไรโดดเด่นในสงครามครั้งนี้ อย่างที่ทราบกันว่าเมื่อญี่ปุ่นบุกไทยในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 มีเพียงการปะทะกันตามริมชายหาด ก่อนที่เพียงครึ่งวัน ไทยตกลงเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และญี่ปุ่นก็มิได้กดขี่ข่มเหงคนไทยแบบที่ทำกับอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ขณะที่กลุ่มคนไทยซึ่งไม่ยอมรับญี่ปุ่น แม้จะตั้งกลุ่มเสรีไทยขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้ก่อการอะไร ญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้สงครามเสียแล้ว
ดังนั้นสื่อบันเทิงที่กล่าวถึงไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีน้อยมาก หากไม่นับนิยายโรแมนติกอย่าง "คู่กรรม" ที่ถูกหยิบยกมาทำภาพยนตร์และละครซ้ำแล้วซ้ำเล่า เท่าที่จำได้ลางๆ ก็คงจะมีภาพยนตร์ "ยุวชนทหาร..เปิดเทอมไปรบ" เมื่อหลายสิบปีก่อน ว่าด้วยกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นยุวชนทหาร กับทหารและตำรวจจำนวนหนึ่งใน จ.ชุมพร ที่ต้องรับมือการบุกของกองทัพญี่ปุ่นแบบไม่มีใครคาดคิด ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเกือบเที่ยงของวันที่ 8 สิงหาคม 1941 เท่านั้นเอง
นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์ ในขณะที่ภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่มีฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง "ชพ.๑ สมรภูมิคืนชีพ" เล่าเรื่องแบบสมมติ ( What If ) ว่าถ้าการบุกของญี่ปุ่นในเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ไม่ได้มีแต่ทหารที่เป็นมนุษย์ แต่นำ "บางสิ่ง" ที่อาจเรียกว่าเป็น "อสูรกาย" เข้ามาด้วย สถานการณ์จะเลวร้ายกว่าในเรื่องราวที่เกิดจริงๆ อย่างไร?
อย่างที่บอกนะครับ ผมไม่สปอยเนื้อเรื่อง จึงไม่สามารถบรรยายอะไรในหนังได้มากนัก แต่พอจะบอกได้ว่า สำหรับคนที่ตามดูหนังของ "ก้องเกียรติ โขมศิริ" มานาน เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องแรกที่เล่าแบบ "เอางี้จริงดิ?" โดยเฉพาะบทสรุปในช่วงท้าย ที่ค่อนข้าง "ห้วนๆ" เมื่อเทียบกับผลงานก่อนๆ ผมเดาว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบ เพราะแม้แต่ผมก็ยังไม่ค่อยโอเคกับส่วนนี้
และแม้จะเป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับ "โครงการลับในการทดลองอาวุธชีวภาพกับมนุษย์เพื่อสร้างสุดยอดเครื่องจักรสังหาร" แต่โทนหนังจะไม่เหมือนกับหนังฝรั่งฮอลลีวู้ดแบบ Operation Overlord หรือ Captain America : The First Avengers ที่อ้างอิงจากโครงการทดลองมนุษย์ที่เกิดขึ้นจริงในยุโรปของนาซีเยอรมัน ( ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีกับญี่ปุ่นเป็นฝ่ายอักษะด้วยกัน แต่สมรภูมิของเยอรมนีจะอยู่ในยุโรป ส่วนญี่ปุ่นจะอยู่ในเอเชีย ) ที่เน้นแอ็คชั่นเท่ๆ เดือดๆ แต่จะให้บรรยากาศที่ผมพอจะเล่าได้ คือเหมือนว่าเราดู "ความอึดอัดปนหดหู่" ของตัวละครในเรื่องเสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ฉากโหดๆ เลือดสาด แหวะๆ ดูเสียวสยอง อันเป็นลายเซ็นของคุณก้องเกียรติตั้งแต่ "ลองของ" ยังคงมีมาแบบจัดเต็มเหมือนเดิม แต่ต้องบอกว่า เรื่องนี้ผมไม่เรียกสิ่งนั้นว่า "ซอมบี้" ( ที่คนไทยแปลว่า "ผีดิบ" ) แต่ใช้คำว่า "อสูรกาย" แทน เพราะแม้ภายนอกจะดูเหมือนซอมบี้ แต่แตกต่างจากซอมบี้ที่เคยเห็นในหนังไม่ว่าฝรั่งหรือเกาหลีใต้ ส่วนจะแตกต่างอย่างไรก็ต้องไปชมกันเอง
สุดท้ายหากถามว่าอะไรคือสาระของหนังเรื่องนี้? ผมมองว่า "สงครามทำให้แยกไม่ออกระหว่างมนุษย์กับอสูรกาย" เพราะมนุษย์ได้ลงมือกระทำทารุณกรรมกับมนุษย์ด้วยกัน ราวกับเป็นการกระทำของอสูรกาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ที่ถูกกระทำก็เริ่มคิดที่จะเอาคืนผู้กระทำ ในลักษณะที่ไม่ต่างจากความคิดของอสูรกาย
แต่ในบางจังหวะ-บางอารมณ์ ความเป็นมนุษย์ที่มีความรัก-ความผูกพัน ก็เกิดขึ้นได้แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหรือเหมือนอสูรกายไปแล้วก็ตาม!!!
TonyMao_NK51 ( ใช้แทนอมยิ้มที่ถูกแบน )