JJNY : ร้านอาหารร้องกำลังซื้อวูบ 50%│กมธ.ก้าวไกล ฉะงบกลางปี│ทั่วไทยฝนตกหนัก│ยูเอ็นกังวลเรื่องเสี่ยงเกิดสงครามใน ตอ.กลาง

ร้านอาหารร้องกำลังซื้อวูบ 50% จี้รัฐไม่กระตุ้นศก. ปลายปีนี้เห็นเจ๊งอีกเพียบ.
https://www.matichon.co.th/economy/news_4711781
 
 
ร้านอาหารร้องกำลังซื้อวูบ 50% จี้รัฐไม่กระตุ้นศก. ปลายปีนี้เห็นเจ๊งอีกเพียบ
 
นายสรเทพ สตีฟ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารในช่วงที่ผ่านมากำลังซื้อหดหายไปสูงมากกว่า 50% เป็นเหตุผลให้เราต้องทำหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรี ขอร้องให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นออกมาก่อน ไม่ใช่เพียงรอโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียวเท่านั้น เพราะหากช่วงที่เหลือของปีนี้ยังไม่มีอะไรออกมา ผู้ประกอบการร้านอาหารจะปิดตัวลงมากกว่า 50% แน่นอน

 เนื่องจากผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้นมาอย่างแน่นอน ก็กระอักเลือดมากแล้ว แถมยังต้องมาเจอกำลังซื้อที่ลดลงอีก ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กแทบไม่เหลืออะไรเลย ไม่ต่างจากร้านขนาดกลางหรือเอสเอ็มอี ที่ต้องแบกรับภาษี 6 ประเภทเพิ่มมาด้วย ทำให้ตอนนี้แทบอยู่ไม่ไหวไม่แตกต่างกัน
 
ตั้งแต่ทำหนังสือยื่นถึงนายกฯ ไป ยังไม่ได้รับการตอบรับใดกลับมาเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมาก เพราะความรู้สึกตอนนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจในสมาคมและข้างนอกที่พบปะพูดคุยกัน รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนไม่มีรัฐบาลในการบริหารประเทศไทยในตอนนี้ ทั้งที่เรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว สะท้อนจากกระแสคนคิดถึงลุงตู่ อยากได้ลุงตู่กลับมา ทั้งที่เราก็มีรัฐบาลอยู่แล้ว แต่กลับเหมือนไม่มี ความรู้สึกของผู้ประกอบการต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ติดลบลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัปดาห์หน้าจะติดตามหนังสือที่ส่งไป หากยังไม่มีการตอบรับ จะส่งฉบับใหม่ที่ยกระดับคำถามไปอีกครั้ง” นายสรเทพ กล่าว

นายสรเทพ กล่าวว่า ด้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แจกเงิน 1 หมื่นบาทนั้น ต้องบอกว่ามีความเป็นกังวลมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องพยายามแจกเป็นเงินดิจิทัล ทำไมถึงไม่แจกผ่านช่องทางที่เคยทำ เพราะประเมินหลักเกณฑ์ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดใหญ่ที่อยู่ระดับกลางขึ้นไป สวนทางกับที่รัฐบาลบอกว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลประกาศไว้ ขั้นตอนการเข้าร่วมเอื้อให้ธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป อาทิ จะต้องเสียภาษี ซึ่งร้านอาหารข้างทางสตรีดฟู๊ดเหล่านี้ อาจไม่เข้าข่ายเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านเงินดิจิทัล ร้านค้าเหล่านี้ต้องนำไปซื้อของในร้านค้าต่างๆ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเงินสดได้ จึงหนีไม่พ้นร้านค้าที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เท่ากับว่าผู้ประกอบการร้านค้าจะไม่มีเงินสดในการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต เพราะต้องยอมรับว่าร้านค้าขนาดเล็กเมื่อขายของได้แล้ว จะนำเงินสดส่วนหนึ่งมาใช้ดำเนินชีวิตหรือใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้โครงการนี้ไม่มีประโยชน์กับรากหญ้าเลย
 
นายสรเทพ กล่าวว่า วงเงินที่ให้ 10,000 บาทเป็นก้อนเลยนั้น ต้องบอกว่าพฤติกรรมของคนไทย หากได้เงินก้อนมา 80% ก็จะใช้จ่ายให้หมดเป็นการซื้อของชิ้นใหญ่ๆ ไปเลย ซึ่งก็จะหนีการซื้อของตามห้างร้านขนาดใหญ่ไม่ได้ เม็ดเงินก็จะไม่ลงไปตามรากหญ้าอยู่ดี พายุหมุนที่รัฐบาลบอกว่าจะเกิดขึ้น 5-6 ลูก ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ดูแค่ตรรกะในการใช้จ่ายของประชาชนก็พอ สุดท้ายจะเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะเมื่อพ่อค้าแม่ขายต้องการเงินสด ก็จะใช้วิธีการเล่นแร่แปรธาตุเปลี่ยนเป็นเงินสด อาจได้เห็นนายหน้าตัวใหญ่ออกมาทำการให้ผู้ที่ได้รับเงินดิจิทัลนี้ไปซื้อของชิ้นใหญ่ให้แล้วจ่ายเป็นเงินสดคืน แต่หักเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายซัก 5% หรือ 10% แล้วแต่กำหนดร่วมกัน เกิดปัญหาใหม่ในสังคมต่อไปอีก โดยหากจุดประสงค์คือ การปูทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมไร้เงินสดหรือการเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล บอกเลยว่ายาก เพราะต้องมองในเรื่องของพื้นฐานรากหญ้าของคนไทยด้วย คนระดับล่างของไทยที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมในการเข้าถึงจริงๆ
 
หากรัฐบาลต้องการแจกเงิน 10,000 บาทจริง เปลี่ยนไปแจกผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีให้ประชาชนหรือแจกผ่านแอพแอพพลิเคชั่นเป๋าตังที่เคยใช้อยู่แล้ว ซึ่งประชาชนมีความคุ้นเคยแบบนั้นจะเห็นผลได้มากกว่า เนื่องจากร้านค้าเองก็เข้าร่วมโครงการจำนวนมากอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีการจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดหรือเป๋าตัง แต่ดิจิทัลวอลเล็ตต้องไปทำในแอพใหม่ อาจเกิดความวุ่นวายหลายขั้นตอนทำให้ไม่มีแรงจูงใจมากเพียงพอ” นายสรเทพ กล่าว



กมธ.ก้าวไกล ฉะงบกลางปีเติมดิจิทัลวอลเล็ต 1.22 แสนล้าน อัด เอื้อทุนใหญ่
https://www.thairath.co.th/news/politic/2804487

วันที่ 31 ก.ค. 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2567 (งบกลางปี) เพื่อนำไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต หลังคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งในการนี้ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ได้ขอสงวนความเห็นปรับลดงบประมาณลง
 
โดยในส่วนของ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้อภิปรายถึงตัวเลขประมาณการการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยระบุว่า แม้รัฐบาลจะพูดตลอดว่าเป้าหมายของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้นก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีคำถามอยู่ว่าจะกระตุ้นได้แค่ไหน
ที่น่าสงสัยเพราะตัวเลขนี้ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนหลายครั้ง ในสภาฯ วาระแรก มีการระบุว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 1.2-1.8% ซึ่งก็มีการถกเถียงกันมากว่าสูงเกินไป เทียบกับการประเมินจากหน่วยงานอื่นทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดโครงการอยู่ที่ 0.9% หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ประเมินว่าปีนี้ 0.3% ปีหน้า 0.3%
 
นายสิทธิพล กล่าวต่อไป ว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ นัดแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังแจ้งว่า มีการทบทวนใหม่ ว่า ตลอดโครงการให้ผลตอบแทนที่ 0.9% แต่ทว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กระทรวงคลังแถลงประมาณการใหม่ว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะให้ผลตอบแทนที่ 1.2-1.8% อีกครั้ง
 
ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจากโครงการที่ใช้งบประมาณรวมถึง 4.5 แสนล้านบาท เฉพาะจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ 1.22 แสนล้านบาท การขอเงินไปใช้มากขนาดนี้สรุปรัฐบาลทราบหรือยังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าไร ควรต้องบอกได้ชัดแล้วว่าจะเกิดผลตอบแทนได้แค่ไหน ซึ่งเมื่อวานนี้ตนก็มาจับข้อผิดสังเกตได้ ในการประชุมวิปฝ่ายค้าน ที่กระทรวงการคลังได้ส่งผู้แทนมาชี้แจง มีการระบุว่าที่ประเมินกลับมาที่ 1.2-1.8% ก็เพราะตัวเลขดังกล่าวขึ้นกับสี่เงื่อนไข คือ 1) แหล่งที่มาของเงิน 2) เงื่อนไขของโครงการ 3) จำนวนผู้เข้าร่วม และ 4) พฤติกรรมการใช้จ่าย
 
นายสิทธิพล ระบุว่า ที่น่าสังเกตคือแหล่งที่มาของเงินที่เอามาคำนวณ มาจากเงินที่อัดฉีดใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากการนำเงินที่จะใช้จ่ายภายใต้ภารกิจอื่นอยู่แล้ว หมายความว่าตัวเลข 1.2-1.8% เป็นสมมติฐานว่าเป็นเงินใหม่ทั้งหมด ทำให้คำชี้แจงนี้มีปัญหาสองเรื่อง
 
1) แหล่งที่มาของเงินวันนี้ชัดเจนแล้วว่ามาจากไหน ไม่ได้เป็นเงินใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการใช้เงินจากงบเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท รวมกับอีก 1.5 แสนล้านบาทใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 รวมเป็น 2.74 แสนล้าน หรือคิดเป็นเพียง 60% ของ 4.5 แสนล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.57 แสนล้านบาทเป็นเงินเก่า โยกงบประมาณจากโครงการเดิมมา ดังนั้น คำอธิบายที่รัฐมนตรีแถลงจึงเป็นไปไม่ได้แล้ว แล้วทำไมจึงยังนำตัวเลขนี้มาโฆษณาอยู่
 
2) การขัดกันระหว่างสิ่งที่รัฐมนตรีแถลงเมื่อวันศุกร์ ว่า 1.2-1.8% เป็นตัวเลขเดียวกับที่ประเมินตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เมษายน ซึ่งไม่ตรงกับที่ปลัดกระทรวงการคลังและ ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลังให้ข้อมูลในกรรมาธิการว่า เดิมผลการประเมินโครงการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 1.2% แต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาหน่วยงานประเมินใหม่ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ 0.9%
 
ทั้งสองเอกสารบอกเป็นตัวเลขตั้งแต่เดือนเมษายนทั้งคู่ แต่กลับไม่ตรงกัน คำถามคือตกลงมีการทบทวนดังที่ปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงในกรรมาธิการจริงหรือไม่ แล้วทำไมตอนแถลงข่าวล่าสุดจึงไม่บอกตัวเลขที่อัปเดตล่าสุดกับประชาชน
 
นายสิทธิพล อภิปรายต่อไป ว่าตัวเลขที่มีการประเมินไว้ที่ 1.2-1.8% ตอนนั้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคำนวณบนสมมติฐานสำคัญสองประการ คือวงเงิน 5 แสนล้าน และเป็นการกู้เงินทั้งหมด รวมถึงเงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่ข้อเท็จจริง ณ ตอนนี้ชัดเจนว่าวงเงินถูกลดลงมาเหลือ 4.5 แสนล้านบาท และเม็ดเงินใหม่ไม่เยอะเท่าเดิม ดังนั้น จึงไม่มีทางกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่โฆษณาไว้
นอกจากนี้ จากการสอบถามผู้แทนจากสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวานนี้ ว่าจากข้อมูลปัจจุบันต้องมีการประเมินผลกระทบของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อจีดีพีใหม่หรือไม่ ผู้แทนสภาพัฒน์ตอบว่าจากเดิมประเมินไว้ว่าปีนี้จะกระตุ้นได้ 0.3% และปีหน้า 0.3% แต่การประเมินดังกล่าวมาจากสมมติฐานว่าเป็นเม็ดเงินใหม่และเม็ดเงินจาก ธ.ก.ส. แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริงปัจจุบันที่แหล่งที่มาของเงินเปลี่ยนไปแล้ว ก็ต้องกลับไปประเมินใหม่ แต่เชื่อว่าผลกระทบจะน้อยลง
 
จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าได้มีการทบทวนตัวเลขจริงหรือไม่ อย่างที่ปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงว่า 0.9% ในห้องกรรมาธิการ และทำไมล่าสุดรัฐมนตรีจึงยังแถลงว่าจะกระตุ้นได้ 1.2-1.8% และสรุปตัวเลขจริงกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน
 
ผลกระทบของดิจิทัลวอลเล็ตต่อจีดีพีสำคัญ เพราะรัฐบาลพูดเสมอว่าเป้าหมายของโครงการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามที่พวกเราในฐานะพรรคฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยถาม คือมันจะกระตุ้นได้แค่ไหน คุ้มกับงบประมาณที่ประเทศต้องใช้ไปหรือเปล่า ปัญหาคือวันนี้ท่านบอกไม่ชัด กลับไปกลับมา แต่ที่แน่ๆ คือน้อยลงและเสี่ยงไม่คุ้มกับงบประมาณ” นายสิทธิพล กล่าว
 
ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็น ได้อภิปรายถึงข้อกังวลของโครงการ ที่อาจเป็นการเพิ่มอำนาจเหนือตลาดให้ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกโดยนโยบายรัฐ เนื่องจากตลาดค้าปลีก-ค้าส่งของไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการกระจุกตัวสูง โดยเฉพาะหลังการควบรวมธุรกิจครั้งใหญ่ในปี 2563 ที่มีการรวมธุรกิจมูลค่ากว่า 3.3 แสนล้านบาท เป็นหนึ่งในดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย
การควบรวมกิจการดังกล่าวแม้จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) แต่ก็มีคณะกรรมการ 3 ท่านที่มีความเห็นคัดค้าน พร้อมยกตัวเลขดัชนี HHI ที่ชี้วัดสถานะการแข่งขันในตลาด มาชี้ให้เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 1,400 หน่วย ซึ่งตามหลักสากลการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ 100 หน่วยก็น่ากังวลแล้ว กขค. เสียงข้างน้อยเห็นว่าการรวมธุรกิจดังกล่าวจะทำให้เกิดโอกาสการผูกขาดหรือครอบงำทางเศรษฐกิจได้ เพราะผู้ขออนุญาตควบรวมมีสถานะเป็นผู้ผลิตสินค้าสำคัญหลายประเภท ทั้งสินค้าเกษตรพื้นฐาน เกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งปัจจัยนี้จะทำให้ผู้ขออนุญาตควบรวมมีอำนาจเหนือตลาดสูงจนครอบงำเศรษฐกิจการค้าของประเทศได้ง่าย และทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่