เส้นทางการมีครอบครัวใหม่ของแม่ลูก 2 ตอนที่ 2

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้มีเวลามาทำภาคต่อแล้วค่า รอบที่แล้วมีคนมาเม้นว่ารอภาคต่อ ดีใจมากๆค่ะ ขอบคุณนะคะที่อ่านจนจบจากตอนที่แล้วที่เราบอกไปว่าเราเริ่มคบกันจริงจังและวางแผนพาลูกมาเจอกัน เราคุยกันเยอะมากค่ะ เพราะเราทั้งสองคนมองว่าค่อนข้างเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะข้อ1 เราสองคนไม่ใช่เด็กที่จะเอาความรู้สึกของลูกๆมาล้อเล่นและข้อ 2 เราสองคนไม่อยากให้เด็กๆรู้สึกว่าพ่อแม่มีแฟนใหม่แล้วก็เลิกแล้วก็มีใหม่แบบนี้ค่ะ เราทั้งสองคนจึงค่อนข้างคิดและคุยเรื่องนี้กันเยอะมาก แต่ก็เสี่ยงที่จะลองค่ะ เราสองคนไม่ได้คาดหวังอะไรเลยว่าทุกอย่างจะต้องเพอร์เฟค ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติเลยค่ะ แล้วมิชชั่นการพาลูกมาป๊ะกันก็เริ่มขึ้นค่ะ เริ่มที่แฟนเราแพลนว่าจะไปช้อปปิ้งกันค่ะ ก่อนไปเราก็มีการคุยกับลูกๆบ้างแล้วค่ะว่าเราจะไปกับเพื่อนแม่และลูกๆของเค้าด้วยนะ เราบอกลูกเราไปแค่นั้นเลยค่ะ เพราะเราคิดว่าไม่ต้องบอกอะไรเยอะเค้าจะสัมผัสได้เองคะ แล้วเราก็ไปรับเค้ากับลูกสาวที่บ้านค่ะ วันนั้นลูกเราเจอแค่ลูกสาวคนโตของเค้า เราก็ไปช้อปปิ้งกันปกติค่ะ เด็กๆก็มีการพูดคุยกันเรื่องเกมส์บ้าง คุยกันต่างๆนาๆ เราก็มองอยู่ห่างๆ แต่คิดในแง่บวกว่าดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีค่ะ วันนั้นทุกอย่างผ่านไปแบบเรียบง่ายมากค่ะ ช้อปปิ้ง กินไอศครีมกันแล้วเราก็ไปส่งเค้าและกลับบ้านเรา หลังจากนั้นเราก็วางแผนกันอีกค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้วันคริสมาสต์ที่ลูกชายคนโตของเราจะต้องทำขนมเพื่อไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน ทางแฟนเราเลยอาสาที่จะให้ไปทำที่บ้านเค้าเพื่อให้เด็กๆทำกันเองค่ะ (ต้องบอกก่อนนะคะว่าบ้านเราคุณพ่อบ้านเป็นคนทำอาหารค่ะ ส่วนเราไม่เก่งเลยค่ะ) เราก็มองว่าดีค่ะ เด็กๆได้ใช้เวลาร่วมกัน เราก็เริ่มมิชชั่นต่อไปเลยค่ะ พาลูกไปทำมัฟฟินเราจำได้แม่น เด็กๆมีการทำขนมด้วยกันเปิดเพลงไปทำขนมไปเต้นไป พร้อมทั้งประดับประดาต้นคริสมาสต์กัน เด็กๆสนุกกันมากเลยค่ะ เรากับแฟนมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มให้กันหลายรอบม๊ากกกกกกกก ประหนึ่งว่ามิชชั่นนี้คอมพรีท เจ๋งเป้งงง 555 มีภาพประกอบนะคะ😊
และวันนี้คือเราเซอไพรส์มากค่ะ เพราะก่อนเราจะกลับบ้านลูกสาวของแฟนทั้งสองคนถามเรา 3 คนแม่ลูกว่าทำไมไม่มานอนที่นี่ตอนวันคริสมาสต์ พร้อมหันไปขอร้องพ่อเค้าค่ะว่า Please daddy pleaseeee ตอนนั้นเราก็อึ้งนิดนึงค่ะเพราะไม่รู้จะตอบยังไงด้วย ใจนึงคิดว่าถ้าเราตอบว่าไม่เด็กๆจะเสียใจไหมเลยหันไปถามลูกเราแทนค่ะ ว่าอยากมานอนไหม เด็กๆตอบแบบไม่คิดเลยค่ะว่าอยากกกก พอเราบอกอนุญาตเด็กๆเฮกันใหญ่เลยค่ะ เรากับแฟนก็ได้แต่มองหน้ากันขยิบตาให้กันว่าคอมพลีทไปอีกขั้นละ ตอนนั้นเราก็ขำนะคะว่าชั้นคิดอะไรอยู่เนี่ย และยอมรับเลยค่ะว่าทุกอย่างกับความสัมพันธ์ครั้งนี้คือเร็วมากๆ แต่ตอนนั้นคือความรักเข้าตาค่ะ😁 อาทิตย์นึงผ่านไปค่ะ วันที่ 24 ธันวาก็มาถึง วันนี้คือวันที่เราจะไปนอนที่บ้านเค้าค่ะ เรามีความตื่นเต้นนิดๆค่ะ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างและไม่เคยรู้อะไรเกี่ยววันคริสมาสต์เลยเพราะเราสาวไทยแท้ไทยเดิมเลยค่ะ แต่เย็นวันนั้นผ่านไปด้วยดีค่ะ เด็กๆทำคุกกี้ ส่วนเรากับแฟนก็เตรียมของขวัญที่จะวางไว้ใต้ต้นคริสมาสต์ค่ะ ตกดึกเด็กๆเข้านอนเรากะแฟนก็เตรียมการวางของขวัญให้เด็กค่ะ เมอรี่ คริสมาสสสสสสสสสสสต์ ตี 5 ของวันที่ 25 เราได้ยินเสียงเด็กกรี๊ดร้อง เรากับแฟนตื่นแบบไม่ต้องใช้นาฬิกาเลยค่ะ เราตื่นมาคุยกันเกี่ยวกับเด็กๆแล้วนอนต่อปล่อยให้เด็กๆตื่นเต้นกับของขวัญค่ะ เราตื่นกันลงมาก็เจอสภาพสงครามของขวัญและเด็กๆกำลังเล่นกันแบบสนุกสุดเหวี่ยงไปเลยค่ะ ตามภาพค่ะ 😉
วันนั้นเราก็ไปกินข้าวนอกบ้านกันค่ะ หลังจากที่เรานอนบ้านเค้าคืนวันคริสมาสต์ หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลยเกือบเดือนค่ะ เพราะลูกเราอยากอยู่ต่อค่ะ ซึ่งเราก็มองว่าโอเคเพราะความรักบังตาบวกกับเด็กๆได้ใช้เวลาร่วมกันและแฟนเราก็อยากให้อยู่ต่อค่ะเพราะเห็นว่าเด็กๆกำลังเข้ากันได้ดี ความสัมพันธ์ของเราจะเวิร์คหรือไม่ขึ้นอยู่กับเด็กๆเป็นส่วนมากเลยค่ะ ช่วงนั้นลูกๆเราและลูกๆเค้าโรงเรียนเบรคช่วงคริสมาสต์พอดีประมาณ 3 อาทิตย์ เราไปทำงานปกติค่ะส่วนลูกเราทิ้งให้แฟนเราเลี้ยงค่ะ 555 สบายโก๋ เลิกงานเราก็กลับไปบ้านเค้าใช้ชีวิตเหมือนแบบครอบครัวทั่วไปเลยค่ะ ตอนนั้นครอบครัวเราเริ่มมีความกังวลค่ะ โดยเฉพาะพ่อแม่ของเราเริ่มมีการบ่นค่ะว่าทำไมมันเร็วแบบนี้ คือเค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนี้คือใครค่ะ ตอนนั้นพี่ชายเราก็โทรมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราเพราะพ่อเราแอบโทรไปฟ้องค่ะ พี่ชายก็โทรมาถามด้วยความเป็นห่วง ส่วนพ่อเรากลัวว่าเราจะถูกหลอกค่ะ น่าจะดูข่าวเยอะ ตอนพี่ชายเราโทรมาเราก็บอกนางไปตรงๆเลยค่ะ เรามีแฟนใหม่เป็นฝรั่งตาสีฟ้า ให้ข้อมูลนางไปประมาณนึงค่ะ นางก็ได้แต่บอกเราว่าทำอะไรก็คิดดีๆ คิดถึงลูกให้เยอะ เราก็บอกนางไปว่าเราโตแล้วและเราก็คิดถึงลูกเป็นหลักไม่ต้องเป็นห่วงเรา นางก็โอเคค่ะ แต่รู้เลยว่านางยังเป็นกังวลเพราะนางก็ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร ไม่มีใครรู้ค่ะ ที่บ้านเรารู้แต่ว่าผู้ชายคนนี้ส่งดอกไม้ให้เราทุกอาทิตย์ไม่เคยขาดแค่นั้นเลยค่ะ หลังจาก 3 อาทิตย์ช่วงคริสมาสต์เบรคผ่านไปเราก็กลับบ้านไปใช้ชีวิตปกติตามเดิมค่ะ ต้องบอกก่อนนะคะว่าบ้านเรา บ้านเค้า ที่ทำงานของเราและโรงเรียนของเด็กๆไม่ไกลกันเลยค่ะ ทุกอย่างเลยค่อนข้างง่ายสำหรับเรา หลังจากเรากลับไปใช้ชีวิตปกติ เรากับแฟนก็จะมีเดทกันทุกวันพฤหัสคือการออกไปกินข้าวกันสองคนแต่มันเป็นการเจอกันแค่เราสองคนค่ะ แฟนเราก็เสนอไอเดียที่ให้เด็กๆยังได้ใช้เวลาร่วมกันค่ะ แฟนเราคิดว่าทุกวันศุกร์เราน่าจะไปค้างบ้านเค้าและกลับบ้านเราในวันอาทิตย์ ซึ่งเราก็ว่าลองดูค่ะ ทุกๆวีคเราจะหากิจกรรมทำร่วมกันค่ะ เด็กๆก็ได้รู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งเราก็เรียนรู้กันและกันในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นเรามองแฟนเราเปลี่ยนไปอีกแบบเลยค่ะ ตอนนั้นเค้าทำทุกอย่างเหมือนเค้าเป็นพ่อของลูกๆเราไปแล้ว ทำเหมือนเป็นผู้ปกครองคนนึง มีดุ มีเล่น มีไปประชุมกับครูที่โรงเรียนด้วยถ้าเค้าสามารถไปได้ตอนนั้นลูกๆเราก็โอเคกับเค้ามากๆ แต่จะมีบ้างที่ไม่ชอบในบางครั้งเพราะถ้าเวลาทำผิดเค้าจะดุและสอนแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่กับลูกเรานะคะ กับลูกๆเค้าก้อเช่นกันค่ะ ช่วงเวลานั้นผ่านไปแบบนี้เรื่อยๆค่ะ เรามีการคุยกับลูกๆเราเป็นระยะๆ ว่ามีความรู้สึกยังไงบ้าง ส่วนแฟนเราเค้าก็มีการคุยกับลูกๆเค้าเช่นกันค่ะ หลังจากเราได้คุยกับลูกๆแล้วเราก็มาคุยกันค่ะว่าลูกๆของเรารู้สึกยังไงค่ะ เด็กๆก็จะมีบ้างที่ไม่ชอบในบางเรื่องของกันและกันค่ะ แต่ไม่เคยพูดในสิ่งที่ไม่ชอบต่อหน้ากันและกัน มันทำให้เราสองคนรู้เลยค่ะว่าเด็กค่อนข้างเคารพซึ่งกันและกันค่ะ เค้าจะไม่พูดจาแย่ๆใส่กันเลยค่ะ (ต้องบอกก่อนนะคะว่าลูกๆเราพูดภาษาอังกฤษเป็นส่วนมากค่ะ) แต่เรื่องที่เด็กๆคิดสำหรับเราเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ เค้าคิดแบบเด็กๆซึ่งเราก็อธิบายในส่วนที่ควรจะอธิบายกับลูกๆ เราจะเป็นคนที่คุยกับลูกๆทุกเรื่องค่ะ คุยตรงๆเพราะเรารู้สึกว่าเราอยากให้ลูกรู้ว่าเค้าสามารถคุยกับเราได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนกันค่ะ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกเป็นช่วงที่เด็กๆปิดเทอม ทุกปีช่วงที่เด็กๆปิดเทอมแฟนเราจะไปเที่ยว ตปท ค่ะ ปีนี้เค้าขอให้เราไปกับเค้า ตอนนั้นเค้าบอกกับเราว่าเค้าไม่อยากไปโดยที่ไม่มีเรา ตอนนั้นเราคิดเยอะมากๆค่ะ เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่อยากเห็นแก่ตัวกับลูก เราร้องไห้หลายตลบเลยค่ะ ซึ่งตัวแฟนเราเองเค้าก็เข้าใจแต่เค้าก็ยังขอให้เราไป ตอนนั้นความคิดเราก็อยากไปนะคะ แต่อีกความคิดก็คิดถึงลูกไม่อยากไปมีความสุขคนเดียวค่ะ แต่สุดท้ายเราตัดสินใจไปค่ะ โดยโกหกลูกว่ามีความจำเป็นจะต้องไป 15 วันตอนนั้นรู้สึกเป็นแม่ที่แย่มากๆค่ะ แต่ที่ตัดสินใจไปเพราะเราอยากรู้จักเค้ามากขึ้นค่ะ เรารู้สึกว่าการไปเที่ยวแบบนี้เราจะมองเห็นอะไรในตัวเค้ามากขึ้นค่ะ ก่อนวันที่เค้าจะไปเรามีการกินข้าวพร้อมกันค่ะ ก่อนร่ำลากันเพราะจะไม่ได้เจอกันอีกเป็นเดือน เด็กๆร้องไห้กันหนักมากค่ะ ว่าจะไม่เจอกันนาน ส่วนลูกสาวแฟนเราโกรธพ่อนางไปเลยค่ะ ถามพ่อนางว่าทำไมไม่พาลูกเราไปด้วย ทำไมพ่อทำแบบนี้ค่ะ ตอนนั้นเด็กๆสัมผัสได้แล้วค่ะว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนจริงจัง พ่อเค้าก็ได้แต่ขอโทษและสัญญากับเด็กๆค่ะว่าปีหน้าเราจะไปด้วยกันทั้งหมด การเดินทาง 15 วันนี้ของเราผ่านอะไรด้วยกันค่อนข้างเยอะมากๆค่ะ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาดีๆ แต่เราได้เห็นมากขึ้นจริงๆว่าเค้ามีอีกหลายมุมที่เรายังไม่เคยเห็น เพราะการเดินทางนี้เราไม่ได้ไปแบบหรูหราอะไรมากค่ะ ใช้รถไฟเดินทางจากประเทศนี้ไปประเทศนั้น หอบหิ้วสัมภาระกันแบบนักท่องเที่ยวเลยค่ะ ทริปนี้เรายอมรับเลยค่ะว่ามีความสุขมากๆ ไม่ต้องหรูหรา ธรรมดาแต่พิเศษค่ะ แอบน้ำเน่านะคะแต่เรื่องจริง ทริปนี้ผ่านไปไวปานสายฟ้าค่ะ เราได้กลับมาก่อนเค้าประมาณ 10 วันค่ะ เรากลับมาเค้าก็กลับไปประเทศบ้านเกิดไปเจอเพื่อนๆเจอญาติๆ กลับมาเราก็พาลูกๆเราไปเที่ยวแบบสุดเหวี่ยงเลยค่ะ ตอนที่เค้าไม่อยู่เราคุยกันวันละนิดๆหน่อยๆเท่านั้นค่ะ เนื่องด้วยเวลาที่ต่างกันและเราปล่อยให้เค้าได้อยู่กับครอบครัวค่ะ เพราะเค้าจะเจอกันแค่ปีละครั้ง ลืมบอกไปนิดนึงนะคะตอนที่เค้าพาเราไปเราได้เจอพี่ชายเค้าด้วย พี่ชายเค้ามาเจอกับเราที่ฮังการีค่ะ พี่ชายเค้าน่ารักกับเรามากๆ ดูแลเราเป็นอย่างดีเหมือนน้องชายเค้าเลยค่ะ พอถึงวันที่เค้าจะกลับมาเรากับลูกๆก็ตั้งใจจะเซอไพรส์ค่ะ ลูกๆเราแอบที่บ้านเค้าส่วนเราไปรับเค้าที่สนามบินค่ะกลับมาตกใจดีใจโอเวอร์แอคชั่นกันไปยกใหญ่ นึกถึงภาพตอนนั้นแล้วตลกดีค่ะ หลังจากกลับมาเค้าก็ขอคุยกับเราแบบจริงจังค่ะ ตอนนั้นเราตกใจมากว่าเป็นเรื่องไม่ดีไหมหรือเธออยากจะเลิกกับชั้นแล้ว แต่เราเซอไพรส์มากค่ะ เค้าบอกเราว่าเธอคิดยังไงถ้าเราแต่งงานกัน ตอนนั้นเราถามเค้าว่า   หือออออ ยูโอเคไหม เพราะในหัวเราไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลยและเวลาตอนนั้นที่เราคบกันยังไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำค่ะ เค้าบอกนี่ซีเรียสนะ เราก็บอกเค้าว่าเราไม่รู้ค่ะ ตอนนั้นเราบอกเค้าตรงๆเลยว่าหลังจากชั้นเห็นว่าคุณมีความเป็นพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวสูงแค่ไหนมันทำให้เรารู้สึกว่ากลัว...กลัวว่าเราจะทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดีพอสำหรับเค้าค่ะ แต่เค้าจะพูดกับเราตลอดว่าเราเพอร์เฟคสำหรับเค้า เรานี่คิดในใจอื้อหือออเพอร์เฟคเลยหรอวะ ขอใช้คำนี้ค่ะ จากนั้นเราก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่บ้านเค้าเพื่อเริ่มการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างจริงจัง ตอนนั้นพ่อแม่เราเริ่มไม่ว่าแล้วนะคะเพราะเค้าได้มีการไปปาร์ตี้กับบ้านเราหลายครั้งมากๆและค่อนข้างเข้ากับทุกคนได้ดีมากๆ แต่การย้ายครั้งนี้พ่อแม่เราก็ยังไม่เห็นด้วยเพราะเค้าคิดว่าเร็วไป หลังจากย้ายมาอยู่ด้วยกันทุกอย่างเป็นไปได้ดีมากๆค่ะ เวลาผ่านไปเราก็ค้างเรื่องแต่งงานกันไว้ค่ะ จนวันนึงมีเค้าก้อมีการคุยกับอีกครั้งแบบจริงจังกว่าเดิมพร้อมทั้งครั้งนี้เค้าอยากให้ลูกเราย้ายโรงเรียนมาโรงเรียนเดียวกับลูกๆเค้าด้วยค่ะ เค้าให้เหตุผลว่าเค้าอยากทำอะไรๆให้มันเป็นครอบครัวมากกว่านี้เค้าอยากให้เด็กๆรู้สึกว่าความรักไม่ใช่รักแล้วก้อแค่คบกันไปวันๆ และเค้าก้ออยากดูแลเรากับลูกค่ะ เราก็เลยแบบเล่นตัวไปสัก 3 วิแล้วก็ตอบโอเค๊😁 แต่การแต่งของเราคือการทำแค่เอกสารนะคะ ไม่มีการจัดงานใดๆทั้งสิ้น เราสองคนคิดเหมือนกันค่ะว่าการมีงานแต่งไม่ใช่เรื่องสำคัญของชีวิตคู่ เราก็ใช้ชีวิตด้วยกันแบบอยู่เกือบปี จนมาถึงช่วงที่ลูกๆปิดเทอม ปีนี้เค้าทำตามที่สัญญาไว้กับลูกๆเค้าค่ะว่าปีนี้เราจะไปเที่ยวด้วยกันทุกคน เอารูปบางส่วนมาฝากนะคะ

และการไปเที่ยวครั้งนี้ก็เซอไพรส์เรามากๆค่ะ เพราะเค้าขอเราแต่งงาน กรี๊ดดดดดด🤩 เค้าคุกเข่าขอเราในโบสถ์ Sagrada Familia ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปนต่อหน้าลูกๆ เด็กๆดีใจกันมากกระโดดกอดกันส่วนเราน้ำตาแตกค่ะ เพราะไม่คิดว่าเค้าจะคุกเข่าขอค่ะ ขออวดรูปหน่อยนะคะ

อยากบอกทุกคนนะคะ ขอให้เชื่อว่าสิ่งดีๆจะพาเราไปเจอคนดีๆค่ะ
[img]https://f.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่