JJNY : ส.ว.พันธุ์ใหม่จ่อชงแก้ข้อบังคับ-ปรับบทบาท│อังคณาปูดมีคนชงลดกมธ.│ทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้า│พายุแคมีถล่มจีน ฝนตกหนัก

ส.ว.พันธุ์ใหม่ จ่อชงแก้ข้อบังคับ-ปรับบทบาท กมธ.วุฒิสภา เชื่อ ได้รับเสียงหนุนครบจำนวน
https://www.matichon.co.th/politics/thai-senate-2024/news_4705306

‘ส.ว.พันธุ์ใหม่’ จ่อชงแก้ข้อบังคับ-ปรับบทบาท กมธ.วุฒิสภา เชื่อ ได้รับเสียงหนุนครบจำนวน
 
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. กลุ่มสื่อมวลชน แกนนำกลุ่ม ส.ว.พันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ว่า ทางกลุ่มได้หารือเพื่อเตรียมเสนอญัตติแก้ไขข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ในส่วนของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำวุฒิสภา และ กมธ.ที่จะมีในแต่ละคณะ

โดยจากข้อบังคับการประชุมฉบับเดิม จะมี กมธ.จำนวน 26 คณะ และบวกอีก 2 คณะ ส่วนที่จะปรับแก้ไขจะปรับลดหรือเพิ่มนั้น ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นปัญหา เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด ส่วนการกำหนดสเปกบุคคลที่จะเข้าไปเป็น กมธ.นั้น ก็เป็นรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลังจากเรื่องโครงสร้างใหญ่ คือ กมธ.ได้พิจารณาเสร็จแล้ว
 
ทางกลุ่ม ส.ว.พันธุ์ใหม่ประชุมกันทุกวัน กว่าจะได้ข้อสรุปเป็นญัตติที่เตรียมไปเสนอและพูดคุยกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อขอให้สนับสนุน ทั้งนี้ การเสนอญัตติใดๆ นั้นต้องมี ส.ว.รับรองไม่น้อยกว่า 20 คน ซึ่งญัตติของเราเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนครบจำนวน” น.ส.นันทนากล่าว
 
เมื่อถามว่า มีข้อเสนอต่อการปรับรูปแบบการโหวตประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาให้โปร่งใส แทนการลงคะแนนลับหรือไม่ น.ส.นันทนากล่าวว่า เป็นขั้นตอนที่ประชาชนรู้สึกว่า มืดๆ หากสามารถปรับเปลี่ยนได้ จะผลักดันเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และรู้สึกว่าการดำเนินงาน การทำหน้าที่ของ ส.ว.โปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ในญัตติของกลุ่ม ส.ว.พันธ์ุใหม่เรื่องแก้ไขข้อบังคับจะพิจารณาอีกครั้งว่าสามารถไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่



อังคณา ปูดมีคนชงลด กมธ.จาก 26 เหลือ 23 คณะ ชี้หากอยากประหยัดงบ ควรไปลดการดูงาน
https://www.matichon.co.th/politics/thai-senate-2024/news_4705458

อังคณา ปูดมีคนชงลด กมธ.จาก 26 เหลือ 23 คณะ คาใจ ให้หนุนแต่ไม่มีเนื้อหาให้ดู ชี้หากอยากประหยัดงบ ควรไปประหยัดดูงานดีกว่า
 
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นางอังคณา นีลไพจิตร ส.ว.กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ และกลุ่มสว.พันธ์ใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้มีการส่งรายละเอียดการแก้ไขข้อบังคับการประชุมวุฒิสภามายัง สว.บางคน เพื่อขอให้สนับสนุนการแก้ไขลดจำนวนคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำวุฒิสภา จากเดิมที่สว.ชุดที่แล้วมี 26 คณะ จะขอลดลงเหลือ 23 คณะ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ตนมองว่าหากต้องการประหยัดงบประมาณควรทำส่วนอื่น เช่น ลดงบประมาณการศึกษาดูงานเป็นต้น อย่างไรก็ตามในเนื้อหาของ คณะกมธ.ที่ปรับลดนั้นตนยังไม่เห็นรายละเอียด จึงอยากเรียกร้องให้การทำงานร่วมกันของสว. เป็นไปด้วยความโปร่งใส ใครเสนอร่างแก้ไขอะไร ควรให้เนื้อหามาพิจารณาด้วย

นางอังคณา กล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนคณะกมธ.ตนไม่ติดใจว่าจะลดหรือเพิ่ม แต่ควรพิจารณาให้เหมาะสม กำหนดคณะกมธ.ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เช่น เดิมมี กมธ.การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส
 
แต่รัฐธรรมนูญได้แยกที่มาของ สว.เป็นกลุ่มสตรีโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาถึงการตั้งคณะกมธ. ควรให้กลุ่มสตรี รวมกับกลุ่มเด็ก เยาวชน ผู้มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นกลุ่ม Gender ส่วนคนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ ควรเป็นอีกคณะ

ขณะที่การตั้งคณะอนุกมธ. หวังว่าคนที่เป็นประธานกมธ.ในชุดนั้นจะใจกว้างให้มีผู้แทนคนพิการ คนชาติพันธุ์ ร่วมเป็นอนุกมธ.ด้วยเพื่อให้มีคนที่เป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ เข้ามาทำงาน เพราะต้องยอมรับว่า ตัวแทนคนพิการ คนชาติพันธุ์ไม่ได้รับเลือกให้เป็นสว.
 
นางอังคณา กล่าวอีกว่า การเริ่มทำงานในกมธ. ต้องรอแก้ไขข้อบังคับการประชุมก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา 30- 60 วัน ทั้งนี้ตนมองว่ามีอีกทาง คือ เมื่อเสนอญัตติแล้วให้มีการอภิปรายเต็มสภา เพื่อเสนอความเห็นและหามติร่วมกัน แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่า จะเป็นไปในรูปแบบใด
 
เมื่อถามว่าขณะนี้มีกระแสการจองโควตาประธานกมธ.ไว้แล้ว นางอังคณา กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบว่าใครนั่ง กมธ.ใดบ้าง จะเหมาะสมหรือตรงประสบการณ์

ทั้งนี้ ตนมองว่าคนที่เป็นประธานกมธ.ต้องมีไดเร็คชั่นชัดเจนว่า จะทำงานไปในทิศทางไหน ดังนั้นนอกจากการเลือก กมธ.ตามความสนใจแล้ว ควรพิจารณาถึงประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานด้วย


 
ทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้า จับตาผลประชุมเฟดสหรัฐ ผลกำไรบจ.ไทย
https://www.dailynews.co.th/news/3693072/

ทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้า จับตาผลประชุมเฟดสหรัฐ ผลประกอบการ บจ.ไทย หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา SET ดัชนีหลุด 1,300 จุดชั่วคราว จากความกังวลกลุ่มไฟแนนซ์ตั้งสำรองหนี้สูง และประเด็นการเมืองในประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และบล.กสิกรไทย รายงานหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์และหลุดแนว 1,300 จุดในช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายต่อเนื่องจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ จากความกังวลเรื่องแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2567 หลังกลุ่มแบงก์ที่เพิ่งรายงานผลประกอบการเสร็จสิ้นไปมีการตั้งสำรองฯ ในระดับที่ค่อนข้างสูง รวมถึงกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลง
 
นอกจากนี้ ประเด็นการเมืองในประเทศที่ยังคงต้องติดตามต่อเนื่อง และการปรับตัวลงของหุ้นภูมิภาคตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่รายงานผลประกอบการที่อ่อนแอ ก็เป็นปัจจัยที่กดดันหุ้นไทยในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน
 
อย่างไรก็ดีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน โดยกลับมายืนเหนือ 1,300 จุดได้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางหุ้นภูมิภาคที่ดีดตัวขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยกระทรวงการคลัง (จาก 2.4% เป็น 2.7%)
 
ในวันศุกร์ที่ 26 ก.ค. 2567 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,307.21 จุด ลดลง 0.75% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 36,084.27 ล้านบาท ลดลง 9.25% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 2.56% มาปิดที่ระดับ 328.18 จุด
 
สัปดาห์ถัดไป (29 ก.ค.-2 สค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,290 และ 1,280 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,315 และ 1,325 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (30-31 กค) ผลประกอบการไตรมาส 2/2567 ของบจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
 
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต การจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนก.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ การประชุม BOJ จีดีพีไตรมาส 2/2567 และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกคเบื้องต้นของยูโรโซน ตลอดจนดัชนี ภาคการผลิตเดือนกค ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่