คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 14
ถ้าซื้อแล้วมีความสุข เอาเลยค่ะ จากที่แจ้งมา เงินคุณพออยู่แล้ว
(ขอแก้ไขเพิ่มเติม “พอ” ที่ว่านี่คือเงินไม่หมดค่ะ แต่ financial experts แนะนำให้ค่าผ่อนรถไม่เกิน 10% ของรายได้นะคะ ไม่ใช่ครึ่งนึงแบบที่คุณคิด แนวคิดนั้นทำลายความมั่นคงทางการเงินได้เลย)
แปลว่าที่ผ่านมาคุณต้องมีเงินเก็บเดือนละ 80,000 ใช่ไหมคะ
คูณ 6 ปี ก็น่าจะมีเงินสดเก็บไว้ 5 ล้านกว่า ถ้ามีเท่านี้จริงๆ เงินที่คุณเอาไปซื้อรถมันไม่เปลี่ยนชีวิตคุณมากแน่นอน
แต่ถ้าไม่มีเงินเก็บเท่านั้น แล้วที่ผ่านมาคุณใช้จ่ายส่วนมากไปเกือบทั้งหมด งั้นก็ต้องรู้ไว้ว่าการผ่อนรถเดือนละสี่หมื่นกว่า มันจะไปลดไฟ์สไตล์คุณตรงอื่นอย่างแรง ต้องเตรียมใจรับความอึดอัดนี้ไว้นะคะ
มันมีสิ่งที่เรียกว่า Hedonic Treadmill หรือลู่วิ่งความสุข ที่อธิบายว่าไม่ว่าเราจะยกระดับชีวิตหรือประสบความสำเร็จอะไรมากแค่ไหน สุดท้ายความสุขที่เพิ่มเข้ามามันจะลดลงจนกลับสู่สภาพเดิม เหมือนไม่เคยได้สิ่งเหล่านั้นมา ค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2 ปี แต่ยุครีบเร่งนี้คนมักจะเบื่อเร็วขึ้น (ซึ่งก็เป็นเหตุให้คนไม่น้อยแพ้ใจตัวเองแล้วต้องซื้อของใหญ่ชิ้นใหม่ทุกๆ ปีสองปี) พอคุณผ่อนรถไปได้ 2 ไม่ถึงปี ความรู้สึกจะไม่ต่างจากตอนนี้อีกรอบ ก็ต้องถามว่าคุ้มกับเดือนละสี่หมื่นไหม
(ขอแก้ไขเพิ่มเติม “พอ” ที่ว่านี่คือเงินไม่หมดค่ะ แต่ financial experts แนะนำให้ค่าผ่อนรถไม่เกิน 10% ของรายได้นะคะ ไม่ใช่ครึ่งนึงแบบที่คุณคิด แนวคิดนั้นทำลายความมั่นคงทางการเงินได้เลย)
แปลว่าที่ผ่านมาคุณต้องมีเงินเก็บเดือนละ 80,000 ใช่ไหมคะ
คูณ 6 ปี ก็น่าจะมีเงินสดเก็บไว้ 5 ล้านกว่า ถ้ามีเท่านี้จริงๆ เงินที่คุณเอาไปซื้อรถมันไม่เปลี่ยนชีวิตคุณมากแน่นอน
แต่ถ้าไม่มีเงินเก็บเท่านั้น แล้วที่ผ่านมาคุณใช้จ่ายส่วนมากไปเกือบทั้งหมด งั้นก็ต้องรู้ไว้ว่าการผ่อนรถเดือนละสี่หมื่นกว่า มันจะไปลดไฟ์สไตล์คุณตรงอื่นอย่างแรง ต้องเตรียมใจรับความอึดอัดนี้ไว้นะคะ
มันมีสิ่งที่เรียกว่า Hedonic Treadmill หรือลู่วิ่งความสุข ที่อธิบายว่าไม่ว่าเราจะยกระดับชีวิตหรือประสบความสำเร็จอะไรมากแค่ไหน สุดท้ายความสุขที่เพิ่มเข้ามามันจะลดลงจนกลับสู่สภาพเดิม เหมือนไม่เคยได้สิ่งเหล่านั้นมา ค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2 ปี แต่ยุครีบเร่งนี้คนมักจะเบื่อเร็วขึ้น (ซึ่งก็เป็นเหตุให้คนไม่น้อยแพ้ใจตัวเองแล้วต้องซื้อของใหญ่ชิ้นใหม่ทุกๆ ปีสองปี) พอคุณผ่อนรถไปได้ 2 ไม่ถึงปี ความรู้สึกจะไม่ต่างจากตอนนี้อีกรอบ ก็ต้องถามว่าคุ้มกับเดือนละสี่หมื่นไหม
สมาชิกหมายเลข 5021567 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 703982 ถูกใจ, auemsomboon1 ถูกใจ, poltanapol ถูกใจ, chonniti ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1997699 ทึ่ง, hootho ถูกใจ, เด็กหนามแดง ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 8288210 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3588808 ถูกใจรวมถึงอีก 14 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
เงินเดือนฐาน 90,000 ไม่รวม OT, และ incentive สามารถออกรถยุโรปป้ายแดงได้มั้ยคะ
สำหรับหลายๆท่านที่ถามเรื่องงานเข้ามา หนูอยู่สาย commercial ค่ะ หนูโชคดีที่เริ่มต้นการทำงานในบริษัทที่เห็นโอกาสในตัวหนูค่ะ เลยโตไวค่ะ หัวหน้าคนแรกดีมากกกกกกกกก หนูก็โชคดีที่โตไว้ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ กระทู้นี้เป็นกระทู้สอบถาม และขอแนวทางในการตัดสินใจค่ะ รบกวนไม่ดราม่าหรือต่อว่าใดๆนะคะ เนื่องจากอยากทราบหลายๆความเห็นค่ะ
อยากให้พี่ๆช่วยกันวิเคราะห์ หรือเตือนสติก่อนจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ให้ความรู้และขอคำแนะนำด้วยนะคะ
รถที่ดูไว้เป็น audi, benz, bmw ประมาณ 2.8-3.1 ล้านต้นๆค่ะ
การซื้อจะเป็นดาวน์ 20% ดาวน์ 600k, ผ่อนไม่เกิน 43,000 ค่ะ ผ่อน 5 ปีค่ะ
condition งานเราเป็นตำแหน่ง senior manager บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งค่ะ อายุ 28 ปี งานรวมๆ 6 ปีค่ะ หนี้มีบัตรเครดิตที่จ่ายตรงทุกงวดค่ะ ใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น ไม่มีขั้นต่ำค่ะ
สามี (จดทะเบียน) ทำงานอยู่บ.ใหญ่เช่นกันค่ะ เงินเดือน 113,000 ยังไม่รวมโบนัสใดๆ สามีไม่มีหนี้สินค่ะ บัตรเครดิตใช้ของเรา จ่ายตรงทุกงวด มีผ่อน 0% เครื่องใช้ไฟฟ้าค่ะ
เราแพลนอยากซื้อรถค่ะ เป็นเงินเรา 100% และชื่อรถเป็นชื่อเราค่ะ
เงินเดือนกลม 100,000 (OT ได้ทุกเดือน มีเบิกค่าโทรศัพท์ได้ด้วยค่ะ)
ค่ารถ 43,000 cost อื่นๆค่าน้ำมันน่าเสื่อม สามีจ่ายให้ค่ะ เพราะถือว่าช่วยด้วยกัน
ค่าคอนโดเดือนละ 10,000
ยังเหลืออยู่ประมาณ 47,000 ค่ะ
เลยอยากทราบว่าพอจะเป็นไปได้มั้ยคะ เราคิดกลมๆว่าถ้าซื้อรถ เงินเดือนควรจะเป็น 2 เท่าของค่าผ่อนค่ะ ขอบคุณสำหรับคำตอบล่วงหน้านะคะ