‘แก๊งไซอิ๋ว’ โดนปรับคนละ 500 เหตุฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรฯ ส่วนข้อหาอื่น ยกฟ้อง
https://prachatai.com/journal/2024/07/109931
ศาลแขวงปทุมวันลงโทษปรับ ตะวัน, สายน้ำ, แก๊ป จิรภาส และนักกิจกรรมรวม 12 คน คนละ 500 บาท จากกิจกรรม “ไซอิ๋วตะลุยเอเปค” เดินถือป้ายประท้วงนโยบายจีนเดียวของรัฐบาลจีน และต่อต้านผู้นำเผด็จการที่เข้าร่วมประชุม APEC2022 เมื่อปี 2565 ศาลพิพากษาว่านักกิจกรรมทั้ง 12 คนมีความผิดฐานกีดขวางทางจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ แต่ยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน จากกรณีการปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกประจำวัน คำให้การ และไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ
15 ก.ค. 2567 เวลา 9.00 น. ณ ศาลแขวงปทุมวัน แก๊งไซอิ๋ว ทั้ง 12 คน กลับจากชมพูทวีปมาฟังคำตัดสินศาล ในคดี ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรฯ, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยศาลพิพากษาว่า นักกิจกรรมทั้ง 12 คนมีความผิดฐานกีดขวางทางจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ แต่ยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งเกิดจากกรณีปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกประจำวัน บันทึกคำให้การ และไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 กลุ่มนักกิจกรรมทั้ง 12 คน ได้เดินถือป้ายประท้วงนโยบายจีนเดียวของ รัฐบาลจีน และต่อต้านบรรดาผู้นำเผด็จการที่เข้าร่วมประชุม APEC2022 บริเวณถนนเยาวราช โดยใช้ชื่อม็อบว่า “
ไซอิ๋วตะลุยเอเปค”
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2566 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 12 นักกิจกรรม ประกอบด้วย
“ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล), “ออย” สิทธิชัย, “อาย” กันต์ฤทัย, “แก๊ป” จิรภาส, รณกร (สงวนนามสกุล), ณัฐพร (สงวนนามสกุล), นรินทร์ (สงวนนามสกุล), สุชาติ (สงวนนามสกุล), สมชาย คำนะ และ
สมพร (สงวนนามสกุล) และ
สายน้ำ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.จราจรฯ และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
โดยก่อนหน้านี้
กวิตา ทองสันตติ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 บรรยายฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 จําเลยทั้ง 11 คน กับพวก ได้ร่วมกันเดินขบวนเพื่อแสดงความคิดเห็นคัดค้านการประชุมผู้นําเขตเศรษฐกิจเอเปค (การประชุม APEC) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย. 2565 พร้อมถือป้ายตะโกนถ้อยคํา เช่น “
STOP APEC” หรือ “
สต๊อป เอเปค” เป็นต้น ไปตามถนนผดุงด้าว ถนนเยาวราช และถนนแปลงนาม ซึ่งในขณะนั้นมีการจราจรหนาแน่น ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร ทําให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร และเกิดความไม่สะดวกที่จะใช้ถนนทางสาธารณะดังกล่าวในการเดินทางสัญจร อีกทั้งยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในข้อหา
1. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 16 (1) ร่วมกันชุมนุมสาธารณะ ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และเดินขบวนในระหว่างเวลา 18.00 น. – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะ
2. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรฯ ร่วมกันเดินขบวนในลักษณะที่กีดขวางทางจราจร
3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันสมควร
พนักงานอัยการยังได้ขอให้ศาลนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น ๆ ของ 7 นักกิจกรรม ได้แก่
ตะวัน, แบม, รณกร, สุชาติ, แก๊ป, ออย และ
สมชาย
ทั้งหมดให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ แต่ให้ทำสัญญาประกันว่า หากจำเลยไม่เดินทางมาศาลตามนัดให้ปรับนายประกันคนละ 20,000 บาท พร้อมทั้งนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 09.00 น.
คดีนี้ สืบเนื่องมาจากประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพให้จัดการประชุม APEC ซึ่งเป็นการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 ในระหว่างวันที่ 18 – 19 พ.ย. 2565 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ‘
สี จิ้นผิง’ ผู้นำของประเทศจีน เป็นหนึ่งในผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเดินประท้วง เนื่องมาจากนโยบายจีนเดียว และเรียกร้องขอให้คืนอิสรภาพแก่ฮ่องกง
เอกชัย ชี้ ความหวังริบหรี่ ‘แก้รธน.-นิรโทษกรรม’ ส.ว.ชุดใหม่ ฝ่ายอนุรักษ์กวาดเยอะกว่าที่คาด
https://www.matichon.co.th/politics/news_4682455
เอกชัย ชี้ ความหวังริบหรี่ แก้รธน.-นิรโทษกรรม ส.ว.ชุดใหม่ ฝ่ายอนุรักษ์กวาดเยอะกว่าที่คาด
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ภาคประชาชนจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบ 2 เดือนการเสียชีวิตของ น.ส.
เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ
บุ้ง กลุ่มทะลุวัง โดยมีการร่วมยืนหยุดขัง 1 ชม.12 นาที ตั้งแต่เวลา 18.00 น. และจุดเทียน วางดอกไม้อาลัยในช่วงค่ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีนักกิจกรรมเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง อาทิ นาย
เอกชัย หงส์กังวาน, นาง
นภัสสร บุญรีย์ หรือ ป้านก, นาง
เงินตา คำแสน หรือ มานี, นาย
ธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย รวมถึง นาง
ทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน เป็นต้น
นาย
เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง กล่าวว่า การเสียชีวิตของ
บุ้ง เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดกันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น จนถึงทุกวันนี้ ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ยังไม่มีคำตอบ ไม่ยอมส่งคลิปกล้องวงจรปิด หรือหลักฐานมา แต่ไม่ว่าอย่างไรคดีนี้ก็ต้องมีการไต่สวน เพราะเสียชีวิตในโรงพยาบาลซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์
“
แต่สุดท้ายแล้ว ผมกลัวจะมาลงเอยว่า ป่วยตายเอง ถามว่าป่วยตายไหม ก็ใช่ แต่ปัญหาคือการรักษาของโรงพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็สามารถต่ออายุได้ วันนี้มาร่วมรำลึกบุ้ง ยืนยันว่าเราไม่มีวันลืม และต้องออกมาแสดงออก เขาจัดทุกครั้ง เราก็มาทุกครั้ง ถ้าว่างมาแน่นอน” นาย
เอกชัยกล่าว
สำหรับกรณี 200 ส.ว. ล่าสุด นาย
เอกชัยกล่าวว่า ตนไม่เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี ส.ว. ย้อนไปในอดีต เคยมีการให้ประชาชนเข้าคูหาเลือก ส.ว. แต่ปัจจุบันเป็นการสมัครกันเอง เลือกกันเอง ซึ่งตนมองว่า สามารถมีการฮั้วเกิดขึ้นได้ง่ายมาก หากมีคอนเนคชั่น พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.พิสดารมาก ตนจึงไม่คาดหวังอะไรมากนักกับผลการเลือก 200 ส.ว.ในครั้งนี้
“
ถ้ามีบุญ มีคอนเนคชั่นหน่อย ก็ได้แล้ว ง่ายๆ เลยไม่คาดหวัง แต่ก็ไม่คิดว่าผลจะออกมาในลักษณะที่กลุ่มอนุรักษนิยมจะได้มากถึงขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เราหวังนิรโทษกรรม หวังแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ว. มีอำนาจ พอมาเห็นผลแบบนี้ ความหวังแก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมยิ่งริบหรี่เข้าไปอีก” นาย
เอกชัยกล่าว
ส่วนกรณีการตั้งคำถามอย่างกว้างขวางถึงคุณสมบัติของ ดร.พญ.
เกศกมล เปลี่ยนสมัย นั้น นายเอกชัยกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า การจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ ม.รังสิต ก็เพียงพอแล้ว ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องระบุวุฒิการศึกษาปริญญาเอกจาก California University ซึ่งก่อนหน้าก็เคยมีกรณีคล้ายคลึงกันนี้กับนักการเมืองท่านหนึ่ง
“
เราก็เอ๊ะ! ว่า California University ชื่อคุ้นๆ ทำไมถึงมาซ้ำรอย และไม่ถอย ไม่แน่ใจว่ากลัวเสียหน้า หรือกลัวโดนสอย หรืออะไรก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าชักจะเริ่มไปกันใหญ่แล้ว” นาย
เอกชัยกล่าว
สภาอุตฯ ตั้งป้อมค้านขึ้นค่าไฟ ชี้เสียเปรียบคู่แข่ง-ทุบการส่งออกเดี้ยง!
https://ch3plus.com/news/economy/morning/408541
วันนี้ (15 ก.ค.) ประเด็นค่าไฟงวดสุดท้ายของปีนี้ นาย
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่าไฟฟ้า และราคาน้ำมัน เป็นต้นทุนหลักที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะค่าไฟที่รัฐบาลประกาศจะปรับขึ้นแน่นอน 0.40-0.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟขึ้นไปแตะในระดับต่ำสุดที่ 4.60 - 4.70 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันที่อยู่ 4.18 บาท ก็ถือว่าแย่อยู่แล้วในด้านการแข่งขัน เพราะจะทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10% สวนทางกับประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเวียดนาม ที่ใช้ค่าไฟราคา 2.70 บาท หรือ อินโดนีเซีย ค่าไฟ 3.30 บาท ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนกังวล เนื่องจากขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยจะลดลงมากกว่าเดิม กระทบการส่งออกให้แข่งขันยากขึ้น สินค้าในประเทศต้นทุนแพงขึ้น ท่ามกลางสินค้านำเข้าที่ถูกมากกว่า ปัญหาที่เคยคิดว่าจะได้รับการแก้ไข กลับทำให้สถานการณ์ทรุดหนักกว่าเดิม และท้ายสุดแล้ว ก็ต้องส่งผ่านไปกับการขึ้นราคาสินค้า ซ้ำเติมค่าครองชีพประชาชนให้สูงขึ้นไปอีก
ขณะที่ นาย
อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า การตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.18 บาทาต่อหน่วย คือ ทางรอดของประชาชน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ยังคงชำระคืน กฟผ. ได้บางส่วน รัฐบาลสามารถช่วยสภาพคล่อง กฟผ. ได้โดยให้ กฟผ. ชะลอ หรือ ลดเงินนำส่งรัฐ และชะลอการชำระคืนค่า AF Gas จำนวน 15,084 ล้านบาท ออกไปก่อน
"พิชัย" รับศก.ไทยยังตกต่ำ ปัญหาใหญ่หนี้ครัวเรือน
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_746441/
“พิชัย” รับเศรษฐกิจไทยยังตกต่ำ เจอปัญหาใหญ่ เรื่องหนี้ครัวเรือน ฝาก ธปท.หารือแบงค์พาณิชย์ ช่วยยืดผ่อนชำระหนี้บ้าน
นาย
พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง การประชุมด้านเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในหลายประเด็น โดยรับทราบว่าในขณะนี้เศรษฐกิจยังตกต่ำ สัญญาณการฟื้นตัวเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ เรื่องหนี้ครัวเรือนของประชาชน ซึ่งจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิตและหนี้ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
สำหรับหนี้บ้าน ในขณะนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ปล่อยหนี้บ้าน ประมาณ 34 % ของหนี้ทั้งหมด โดยมีหนี้ของลูกค้า ธอส. ที่ไม่ชำระคืนได้ ประมาณ 8 หมื่นกว่าราย และทางธนาคารธอส.ได้ทำคลีนิคแก้หนี้ด้วยการพูดคุยกับลูกหนี้ และให้มีการยืดการผ่อนชำระไปจนถึงอายุ 80-85 ปี หรือ ให้มีการปรับหลักเกณณ์การคิดดอกเบี้ย ซึ่งในขณะนี้มีคนเข้ามาพูดคุยกับทางธอส.แล้ว 5 หมื่นกว่าราย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการอยากให้นำรูปแบบการช่วยเหลือของธอส. ไปพูดคุยและขอความร่วมมือกับทางธนาคารพาณิชย์อื่นๆด้วย เพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสีย และกลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดีของธนาคารพาณิชย์ได้ในอนาคต ซึ่งในที่ประชุมวันนี้มีธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมอยู่ด้วย จึงฝากเรื่องนี้ไปพิจารณา
สำหรับหนี้บัตรเครดิต ปัจจุบันมีจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมด 24 ล้านใบ เป็นหนี้เสียไปแล้ว 1.1 ล้านใบ และกำลังเป็นหนี้เสียอีก 2 แสนใบ รวมแล้ว กว่า 1.3 แสนใบ โดยมีแนวทางการช่วยเหลือผ่านทางคลีนิกแก้หนี้ เพื่อยืดระยะการผ่อนชำระให้นานขึ้น และลดอัตราดอกเบี้ย 3-5% และในขณะนี้มีบริษัทบัตรเครดิตให้ความร่วมมือ พร้อมกับฝากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยติดต่อกับบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่ ให้เข้าร่วมกับคลีนิกแก้หนี้ รวมถึงฝากให้ธปท.ช่วยพิจารณาทบทวนการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ จาก 8% กลับมาอยู่ที่ 5% ซึ่งตัวแทนธปท.จะนำกลับไปพิจารณาโดยด่วน
นอกจากนี้ยังได้รับทราบแนวทางการดูแลประชาชนด้านข้างครองชีพทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะมีการมุ่งเน้นไปยังการเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงการดูแลค่าครองชีพ โดยจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการแก้หนี้ให้กับประชาชน เพื่อที่จะทำให้มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเห็นผลเป็นรูปประธรรมมากยิ่งขึ้น
JJNY : 5in1 ‘แก๊งไซอิ๋ว’โดนปรับ│เอกชัยชี้ความหวังริบหรี่│สภาอุตฯ ค้านขึ้นค่าไฟ│"พิชัย"รับศก.ยังตกต่ำ│จีนเผยศก.Q2 โตต่ำ
https://prachatai.com/journal/2024/07/109931
ศาลแขวงปทุมวันลงโทษปรับ ตะวัน, สายน้ำ, แก๊ป จิรภาส และนักกิจกรรมรวม 12 คน คนละ 500 บาท จากกิจกรรม “ไซอิ๋วตะลุยเอเปค” เดินถือป้ายประท้วงนโยบายจีนเดียวของรัฐบาลจีน และต่อต้านผู้นำเผด็จการที่เข้าร่วมประชุม APEC2022 เมื่อปี 2565 ศาลพิพากษาว่านักกิจกรรมทั้ง 12 คนมีความผิดฐานกีดขวางทางจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ แต่ยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน จากกรณีการปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกประจำวัน คำให้การ และไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ
15 ก.ค. 2567 เวลา 9.00 น. ณ ศาลแขวงปทุมวัน แก๊งไซอิ๋ว ทั้ง 12 คน กลับจากชมพูทวีปมาฟังคำตัดสินศาล ในคดี ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรฯ, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยศาลพิพากษาว่า นักกิจกรรมทั้ง 12 คนมีความผิดฐานกีดขวางทางจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ แต่ยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งเกิดจากกรณีปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกประจำวัน บันทึกคำให้การ และไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 กลุ่มนักกิจกรรมทั้ง 12 คน ได้เดินถือป้ายประท้วงนโยบายจีนเดียวของ รัฐบาลจีน และต่อต้านบรรดาผู้นำเผด็จการที่เข้าร่วมประชุม APEC2022 บริเวณถนนเยาวราช โดยใช้ชื่อม็อบว่า “ไซอิ๋วตะลุยเอเปค”
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2566 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 12 นักกิจกรรม ประกอบด้วย “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล), “ออย” สิทธิชัย, “อาย” กันต์ฤทัย, “แก๊ป” จิรภาส, รณกร (สงวนนามสกุล), ณัฐพร (สงวนนามสกุล), นรินทร์ (สงวนนามสกุล), สุชาติ (สงวนนามสกุล), สมชาย คำนะ และสมพร (สงวนนามสกุล) และสายน้ำ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.จราจรฯ และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
โดยก่อนหน้านี้ กวิตา ทองสันตติ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 บรรยายฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 จําเลยทั้ง 11 คน กับพวก ได้ร่วมกันเดินขบวนเพื่อแสดงความคิดเห็นคัดค้านการประชุมผู้นําเขตเศรษฐกิจเอเปค (การประชุม APEC) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย. 2565 พร้อมถือป้ายตะโกนถ้อยคํา เช่น “STOP APEC” หรือ “สต๊อป เอเปค” เป็นต้น ไปตามถนนผดุงด้าว ถนนเยาวราช และถนนแปลงนาม ซึ่งในขณะนั้นมีการจราจรหนาแน่น ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร ทําให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร และเกิดความไม่สะดวกที่จะใช้ถนนทางสาธารณะดังกล่าวในการเดินทางสัญจร อีกทั้งยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในข้อหา
1. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 16 (1) ร่วมกันชุมนุมสาธารณะ ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และเดินขบวนในระหว่างเวลา 18.00 น. – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะ
2. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรฯ ร่วมกันเดินขบวนในลักษณะที่กีดขวางทางจราจร
3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันสมควร
พนักงานอัยการยังได้ขอให้ศาลนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น ๆ ของ 7 นักกิจกรรม ได้แก่ ตะวัน, แบม, รณกร, สุชาติ, แก๊ป, ออย และสมชาย
ทั้งหมดให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ แต่ให้ทำสัญญาประกันว่า หากจำเลยไม่เดินทางมาศาลตามนัดให้ปรับนายประกันคนละ 20,000 บาท พร้อมทั้งนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 09.00 น.
คดีนี้ สืบเนื่องมาจากประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพให้จัดการประชุม APEC ซึ่งเป็นการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 ในระหว่างวันที่ 18 – 19 พ.ย. 2565 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ‘สี จิ้นผิง’ ผู้นำของประเทศจีน เป็นหนึ่งในผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเดินประท้วง เนื่องมาจากนโยบายจีนเดียว และเรียกร้องขอให้คืนอิสรภาพแก่ฮ่องกง
เอกชัย ชี้ ความหวังริบหรี่ ‘แก้รธน.-นิรโทษกรรม’ ส.ว.ชุดใหม่ ฝ่ายอนุรักษ์กวาดเยอะกว่าที่คาด
https://www.matichon.co.th/politics/news_4682455
เอกชัย ชี้ ความหวังริบหรี่ แก้รธน.-นิรโทษกรรม ส.ว.ชุดใหม่ ฝ่ายอนุรักษ์กวาดเยอะกว่าที่คาด
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ภาคประชาชนจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบ 2 เดือนการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง กลุ่มทะลุวัง โดยมีการร่วมยืนหยุดขัง 1 ชม.12 นาที ตั้งแต่เวลา 18.00 น. และจุดเทียน วางดอกไม้อาลัยในช่วงค่ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีนักกิจกรรมเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายเอกชัย หงส์กังวาน, นางนภัสสร บุญรีย์ หรือ ป้านก, นางเงินตา คำแสน หรือ มานี, นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย รวมถึง นางทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน เป็นต้น
นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง กล่าวว่า การเสียชีวิตของบุ้ง เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดกันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น จนถึงทุกวันนี้ ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ยังไม่มีคำตอบ ไม่ยอมส่งคลิปกล้องวงจรปิด หรือหลักฐานมา แต่ไม่ว่าอย่างไรคดีนี้ก็ต้องมีการไต่สวน เพราะเสียชีวิตในโรงพยาบาลซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์
“แต่สุดท้ายแล้ว ผมกลัวจะมาลงเอยว่า ป่วยตายเอง ถามว่าป่วยตายไหม ก็ใช่ แต่ปัญหาคือการรักษาของโรงพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็สามารถต่ออายุได้ วันนี้มาร่วมรำลึกบุ้ง ยืนยันว่าเราไม่มีวันลืม และต้องออกมาแสดงออก เขาจัดทุกครั้ง เราก็มาทุกครั้ง ถ้าว่างมาแน่นอน” นายเอกชัยกล่าว
สำหรับกรณี 200 ส.ว. ล่าสุด นายเอกชัยกล่าวว่า ตนไม่เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี ส.ว. ย้อนไปในอดีต เคยมีการให้ประชาชนเข้าคูหาเลือก ส.ว. แต่ปัจจุบันเป็นการสมัครกันเอง เลือกกันเอง ซึ่งตนมองว่า สามารถมีการฮั้วเกิดขึ้นได้ง่ายมาก หากมีคอนเนคชั่น พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.พิสดารมาก ตนจึงไม่คาดหวังอะไรมากนักกับผลการเลือก 200 ส.ว.ในครั้งนี้
“ถ้ามีบุญ มีคอนเนคชั่นหน่อย ก็ได้แล้ว ง่ายๆ เลยไม่คาดหวัง แต่ก็ไม่คิดว่าผลจะออกมาในลักษณะที่กลุ่มอนุรักษนิยมจะได้มากถึงขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เราหวังนิรโทษกรรม หวังแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ว. มีอำนาจ พอมาเห็นผลแบบนี้ ความหวังแก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมยิ่งริบหรี่เข้าไปอีก” นายเอกชัยกล่าว
ส่วนกรณีการตั้งคำถามอย่างกว้างขวางถึงคุณสมบัติของ ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย นั้น นายเอกชัยกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า การจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ ม.รังสิต ก็เพียงพอแล้ว ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องระบุวุฒิการศึกษาปริญญาเอกจาก California University ซึ่งก่อนหน้าก็เคยมีกรณีคล้ายคลึงกันนี้กับนักการเมืองท่านหนึ่ง
“เราก็เอ๊ะ! ว่า California University ชื่อคุ้นๆ ทำไมถึงมาซ้ำรอย และไม่ถอย ไม่แน่ใจว่ากลัวเสียหน้า หรือกลัวโดนสอย หรืออะไรก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าชักจะเริ่มไปกันใหญ่แล้ว” นายเอกชัยกล่าว
สภาอุตฯ ตั้งป้อมค้านขึ้นค่าไฟ ชี้เสียเปรียบคู่แข่ง-ทุบการส่งออกเดี้ยง!
https://ch3plus.com/news/economy/morning/408541
วันนี้ (15 ก.ค.) ประเด็นค่าไฟงวดสุดท้ายของปีนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่าไฟฟ้า และราคาน้ำมัน เป็นต้นทุนหลักที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะค่าไฟที่รัฐบาลประกาศจะปรับขึ้นแน่นอน 0.40-0.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟขึ้นไปแตะในระดับต่ำสุดที่ 4.60 - 4.70 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันที่อยู่ 4.18 บาท ก็ถือว่าแย่อยู่แล้วในด้านการแข่งขัน เพราะจะทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10% สวนทางกับประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเวียดนาม ที่ใช้ค่าไฟราคา 2.70 บาท หรือ อินโดนีเซีย ค่าไฟ 3.30 บาท ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนกังวล เนื่องจากขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยจะลดลงมากกว่าเดิม กระทบการส่งออกให้แข่งขันยากขึ้น สินค้าในประเทศต้นทุนแพงขึ้น ท่ามกลางสินค้านำเข้าที่ถูกมากกว่า ปัญหาที่เคยคิดว่าจะได้รับการแก้ไข กลับทำให้สถานการณ์ทรุดหนักกว่าเดิม และท้ายสุดแล้ว ก็ต้องส่งผ่านไปกับการขึ้นราคาสินค้า ซ้ำเติมค่าครองชีพประชาชนให้สูงขึ้นไปอีก
ขณะที่ นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า การตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.18 บาทาต่อหน่วย คือ ทางรอดของประชาชน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ยังคงชำระคืน กฟผ. ได้บางส่วน รัฐบาลสามารถช่วยสภาพคล่อง กฟผ. ได้โดยให้ กฟผ. ชะลอ หรือ ลดเงินนำส่งรัฐ และชะลอการชำระคืนค่า AF Gas จำนวน 15,084 ล้านบาท ออกไปก่อน
"พิชัย" รับศก.ไทยยังตกต่ำ ปัญหาใหญ่หนี้ครัวเรือน
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_746441/
“พิชัย” รับเศรษฐกิจไทยยังตกต่ำ เจอปัญหาใหญ่ เรื่องหนี้ครัวเรือน ฝาก ธปท.หารือแบงค์พาณิชย์ ช่วยยืดผ่อนชำระหนี้บ้าน
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง การประชุมด้านเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในหลายประเด็น โดยรับทราบว่าในขณะนี้เศรษฐกิจยังตกต่ำ สัญญาณการฟื้นตัวเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ เรื่องหนี้ครัวเรือนของประชาชน ซึ่งจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิตและหนี้ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
สำหรับหนี้บ้าน ในขณะนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ปล่อยหนี้บ้าน ประมาณ 34 % ของหนี้ทั้งหมด โดยมีหนี้ของลูกค้า ธอส. ที่ไม่ชำระคืนได้ ประมาณ 8 หมื่นกว่าราย และทางธนาคารธอส.ได้ทำคลีนิคแก้หนี้ด้วยการพูดคุยกับลูกหนี้ และให้มีการยืดการผ่อนชำระไปจนถึงอายุ 80-85 ปี หรือ ให้มีการปรับหลักเกณณ์การคิดดอกเบี้ย ซึ่งในขณะนี้มีคนเข้ามาพูดคุยกับทางธอส.แล้ว 5 หมื่นกว่าราย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการอยากให้นำรูปแบบการช่วยเหลือของธอส. ไปพูดคุยและขอความร่วมมือกับทางธนาคารพาณิชย์อื่นๆด้วย เพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสีย และกลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดีของธนาคารพาณิชย์ได้ในอนาคต ซึ่งในที่ประชุมวันนี้มีธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมอยู่ด้วย จึงฝากเรื่องนี้ไปพิจารณา
สำหรับหนี้บัตรเครดิต ปัจจุบันมีจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมด 24 ล้านใบ เป็นหนี้เสียไปแล้ว 1.1 ล้านใบ และกำลังเป็นหนี้เสียอีก 2 แสนใบ รวมแล้ว กว่า 1.3 แสนใบ โดยมีแนวทางการช่วยเหลือผ่านทางคลีนิกแก้หนี้ เพื่อยืดระยะการผ่อนชำระให้นานขึ้น และลดอัตราดอกเบี้ย 3-5% และในขณะนี้มีบริษัทบัตรเครดิตให้ความร่วมมือ พร้อมกับฝากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยติดต่อกับบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่ ให้เข้าร่วมกับคลีนิกแก้หนี้ รวมถึงฝากให้ธปท.ช่วยพิจารณาทบทวนการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ จาก 8% กลับมาอยู่ที่ 5% ซึ่งตัวแทนธปท.จะนำกลับไปพิจารณาโดยด่วน
นอกจากนี้ยังได้รับทราบแนวทางการดูแลประชาชนด้านข้างครองชีพทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะมีการมุ่งเน้นไปยังการเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงการดูแลค่าครองชีพ โดยจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการแก้หนี้ให้กับประชาชน เพื่อที่จะทำให้มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเห็นผลเป็นรูปประธรรมมากยิ่งขึ้น