ศูนย์ทนายฯแจงข่าว ‘เรเน่’ ผู้ลี้ภัย ถูก ‘ทนายไวท์’ เรียกเก็บค่าเดินทางไปตปท. เพื่อส่งเอกสารให้
https://www.matichon.co.th/politics/news_4677995
ศูนย์ทนายฯ แจงข่าว ‘เรเน่’ ผู้ลี้ภัยการเมือง ถูก ‘ทนายไวท์’ ส.ส.ก้าวไกล สมัยเป็นทนายอาสา เรียกเก็บค่าตั๋วเครื่องบิน นำหมายจับส่งถึงมือ ยืนยันช่วยเหลือทางคดีโดยไม่คิดเงิน ขออภัยเรื่องที่เกิดขึ้น
จากกรณี
เรเน่ พุทธพงศ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ประเทศฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับ ประชาไท ถึงประเด็นกระบวนการยื่นขอลี้ภัย โดย “เรเน่” ถูก นาย
คุณากร มั่นนทีรัย หรือ
ทนายไวท์ ส.ส.นนทบุรี เขต 6 พรรคก้าวไกล ที่ ณ ขณะนั้นเป็นทนายความอาสาของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกเก็บเงินค่าดำเนินการในขอเอกสารหมายจับ รวมทั้งอ้างถึงให้ออกค่าใช้จ่ายค่าเดินทางไปต่างประเทศเพื่อนำเอกสารไปให้ แม้ความจริงกระบวนการดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ก็ตาม
เรื่องนี้
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกคำชี้แจงเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ระบุว่า
ตามที่สำนักข่าวประชาไทได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ เรเน่ พุทธพงศ์ กลิ่นยี่โถ ชื่อ “ชีวิตที่ยังไร้สถานะของ ‘เรเน่’ หญิงข้ามเพศที่ต้องลี้ภัยแค่จากโพสต์ไวรัลของตัวเอง” เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 โดยมีประเด็นกล่าวถึงอดีตทนายความอาสาของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมส่งมอบเอกสารให้ลูกความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอชี้แจงกรณีดังกล่าวต่อไปนี้
1. ในช่วงปี 2563-2565 มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นจำนวนมาก เกิดการจับกุมผู้ชุมนุมและดำเนินคดีประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณคดีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และเพื่อพยายามให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เปิดรับสมัครทนายความอาสาเข้ามาร่วมงานในการให้ความช่วยเหลือทางคดีในชั้นจับกุม
2.ทนายความคุณากร มั่นนทีรัย (ทนายไวท์) เริ่มมาเป็นทนายความอาสาในช่วงดังกล่าว จากการมาช่วยรับทราบข้อหาในชั้นจับกุม เมื่อเห็นว่าทนายไวท์สามารถรับผิดชอบคดีได้ ศูนย์ทนายความฯจึงมอบหมายคดีเรเน่ให้ทนายไวท์เป็นผู้รับผิดชอบคดี โดยศูนย์ทนายความฯรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและติดตามผลทางคดีเป็นระยะๆ
3. ต่อมาในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2566 ศูนย์ทนายความฯ ได้รับทราบว่า มีปัญหาการขอเอกสารของผู้ลี้ภัยทางโซเชียลมีเดียของนักกิจกรรมท่านหนึ่ง ซึ่งทราบต่อมาว่าเป็นกรณีเรเน่ ศูนย์ทนายความฯจึงติดต่อทนายไวท์ขอคำชี้แจง และให้ทนายไวท์ดำเนินการส่งมอบเอกสารสำนวนคดีของเรเน่คืนมายังศูนย์ทนายความฯ และทางศูนย์ทนายความฯได้จัดส่งเอกสารให้เรเน่ผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย
4. พร้อมกันนี้ ศูนย์ทนายฯตรวจสอบด้วยว่าในคดีอื่นๆ พบพฤติการณ์ดังกล่าวอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความฯไม่ได้มอบหมายคดีอื่นๆ ให้กับทนายไวท์อีกต่อไป และเรียกคืนสำนวนคดีทั้งหมดจากทนายไวท์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา
5. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขออภัยต่อคุณเรเน่ พุทธิพงศ์ ที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอยืนยันว่า ศูนย์ทนายความฯให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายกับประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การส่งเอกสารในคดีต่างๆ เป็นสิทธิของลูกความ ศูนย์ทนายความฯไม่มีนโยบายในการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากลูกความทั้งสิ้น
6. หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของทนายความอาสา ทนายความประจำ เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความ สามารถร้องเรียนได้โดยตรงที่เบอร์โทร 09-2271-3172 หรือ 09-6789-3173 หรือทางเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
https://www.facebook.com/lawyercenter2014
อังคณา แนะกมธ.นิรโทษฯ กล้าหาญตัดสินใจ เคาะชัด ๆ จะรวมหรือไม่รวมคดี 112
https://www.matichon.co.th/politics/thai-senate-2024/news_4677630
‘อังคณา’ บอก ‘นิรโทษกรรม’ จะรวมคดี 112 หรือไม่ ควรแยกเป็นรายกรณี จี้ ‘กมธ.นิรโทษฯ’ แสดงความกล้าหาญ ชี้แจงเหตุผลสังคม
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นาง
อังคณา นีละไพจิตร ส.ว. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาวุฒิสภา ถึงกรณี ความขัดแย้งภายในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการรวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ ว่า ความเห็นถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายตั้งแต่ที่วันแรกของการประชุม กมธ.แล้ว ซึ่งก็มีทั้งคนที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ก็จะไม่รับคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 เข้ามาเลย และกลุ่มที่มองในลักษณะที่ควรเปิดโอกาสให้คนไม่ได้มีเจตนาตั้งใจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ควรจะนำมาพิจารณ
นาง
อังคณากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าคนที่โดนคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 มีจำนวนหนึ่งที่มีลักษณะพยาบาทอาฆาตมาดร้ายจริง แต่ยังมีอีกหลายคนที่อาจจะถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้ตั้งใจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งส่วนตัวมองว่าควรพิจารณาเป็นแต่ละรายกรณี เช่น กรณีคนที่แต่งชุดไทยแต่ถูกโทษจำคุก 3 ปี ซึ่งตนมองว่าเขาอาจจะพลั้งเผลอไป ถ้าให้โอกาสเขาได้กลับมาในสังคม เชื่อว่าเขาจะเป็นคนหนึ่งที่สามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ดีกว่าไปติดคุก
นาง
อังคณา กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อเสนอที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองความผิดในคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้น ในส่วนนี้ยังมีอยู่ในรายงานของกมธ.ฯ ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะว่าควรจะมี แต่บางคนก็จะคิดว่าเรื่องคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 ควรแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งตะกร้า ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าคณะกรรมการดังกล่าวควรจะพิจารณาคดีที่ง่าย ๆ เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาด, พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง
“ในการประชุมทุกครั้ง กมธ.จะถูกถามว่าตกลงแล้วจะเอาหรือไม่เอา 112 สื่อก็รอคำตอบอยู่หน้าห้อง แต่ กมธ.ก็ยังไม่สามารถแถลงได้ชัดเจน ส่วนตัวลาออกแล้ว แต่ก็คิดว่า กมธ.ควรมีความกล้าหาญในการตัดสินใจ และเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่า ถ้าไม่เอาก็บอกไปตรง ๆ เลยว่าไม่เอา” นาง
อังคณา กล่าว
เมื่อถามว่า กมธ.ได้มีกรอบเวลาไว้หรือไม่ว่า จะต้องการข้อยุติเมื่อใด นาง
อังคณา กล่าวว่า การพิจารณาก็ยืดเวลาออกไปครั้งละ 90 วัน เพราะยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 ขณะที่กรณีของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หลายคนที่โดนยึดทรัพย์อยู่ ตอนนี้ก็น่าจะชัดเจนแล้วว่าน่าจะได้รับการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกับคดีเล็กน้อยต่างๆ เหลือเพียงคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112
“
ย้ำว่ากมธ.ควรจะมีความกล้าหาญในการชี้แจงกับสังคมว่าจะรวมหรือไม่รวมคดี 112 เพราะอะไร มีข้อยกเว้นอย่างไร” นาง
อังคณา กล่าว
"สมชัย" ชี้ "สว.หมอเกศ" เสี่ยงใบแดง เหตุทำคนเข้าใจผิด ปมคุณสมบัติ
https://www.thairath.co.th/news/politic/2800241
"สมชัย" อดีต กกต.ชี้ "สว.หมอเกศ" เสี่ยงได้ใบแดง ระบุ ปมวุฒิการศึกษาไร้ผลเลือก สว. แต่กรอกความเท็จใน สว.3 แนะนำตัว ผิด มีโทษหนัก
วันที่ 12 ก.ค. นาย
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กล่าวถึงขบวนการล่าปริญญา ว่า วงการนี้ส่วนใหญ่คนที่ใช้บริการ คือ นักธุรกิจ และนักการเมือง ที่อยากมีตำแหน่งทางวิชาการ อยากมี ดร.นำหน้า ก็เลยไปใช้บริการล่าปริญญา ประเทศไทยก็มีอยู่ทั้งในมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งจะทำได้ยากหน่อย และมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ตรวจสอบได้ไม่ยาก แค่เข้าไปในระบบของ ก.พ.ก็รู้แล้ว แต่ในต่างประเทศ ก็มีหลากหลายมีทั้งเรียนระบบออนไลน์ ส่งงานครบก็เรียนจบได้ ไม่ใช่การไปนั่งเรียนด้วยตัวเอง อย่างกรณีที่เป็นข่าวของ สว.หญิงที่จบจาก California University FCE จะเป็นบริษัทเอกชน บางคนอาจจะบอกว่าเป็นกิจการการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ช่วยเทียบสำหรับคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่าง เราจบจากจุฬาลงกรณ์ หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วอยากไปทำงานในสหรัฐอเมริกา ก็เอาวุฒิฯ ปริญญาที่เราเรียนจบในประเทศไทยไปให้บริษัทนี้เทียบเพื่อออกวุฒิการศึกษาออกมารับรองให้สามารถทำงานในสหรัฐอเมริกาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีแค่หน่วยงานนี้ หรือบริษัทนี้ที่ทำแต่มีอีกหลายบริษัทที่รับเปรียบเทียบแต่บริษัทอื่นๆ ไม่ได้ใช้คำว่า California University
นี่จึงถือเป็นขบวนการล่าใบปริญญาอีกรูปแบบหนึ่ง และการออกมาบอกว่าเรียนจบ มหาวิทยาลัยต่างประเทศจริง ได้ศาสตราจารย์เพราะทำดุษฎีนิพนธ์ ถึง 5 เล่ม ท้าให้ไปค้นชื่อใน Google ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการร่วมกันทำบทความวิชาการที่เขียนร่วมกับคนอื่น ซึ่งเท่าที่ตนเองได้เข้าไปดูจะมีทั้งหมด 15 คน ร่วมกันเขียน ฉะนั้นจึงไม่ใช่การทำวิทยานิพนธ์
นาย
สมชัย ยังกล่าวอีกว่า คุณสมบัติของ สว. ไม่มีใครสนใจว่า เรียนจบอะไรมาด้วยวุฒิการศึกษาอะไร จบ ป.4 ก็เป็นสว. ได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ จึงคิดว่า ไม่น่าใช่ปัญหา แต่ปัญหาจะอยู่ที่ว่า หากคุณนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และทำให้เกิดความเข้าใจผิดในคุณสมบัติแบบนี้ ถึงจะเข้าข่ายทำผิดกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. พ.ร.ป. การได้มาซึ่งวุฒิสภามาตรา 77 (5) หากมีคนร้องให้ตรวจสอบ แบบนี้คือใบแดง ส่วนที่อ้างว่า ก่อนจะระบุ ประวัติการศึกษา ลงไป สว.3 ได้มีหนังสือไปสอบ กกต. แล้ว และบอกว่าทำได้ก็เอาหลักฐานนั้นมายืนยันได้
...
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า สว. หญิงคนนี้มีที่ปรึกษาเป็นอาจารย์คนเดียวกับรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เคยตกเป็นข่าวเมื่อปี 2562 นั้นยืนยันว่าเป็นความจริง
ม็อบรถบรรทุก ถกเคลื่อนไหว ฮึ่มต้าน ดีเซล จ่อขึ้นราคา 1 บาท ชี้กระทบราคาขนส่ง
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_777777828305
ม็อบรถบรรทุก ถกเคลื่อนไหว ฮึ่มต้าน ดีเซล จ่อขึ้นราคา 1 บาท เป็น 34 บาท/ลิตร ชี้ส่งผลกระทบต่อราคาขนส่งปรับขึ้น 3% เตรียมหารือแนวทาง
วันที่ 12 ก.ค.2567 นาย
อภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวยอมรับว่า หากรัฐบาลมีการปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 1 บาทต่อลิตร เป็น 34 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันกำหนดเพดานราคาไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ทางสหพันธ์ฯ ที่มี 12 สมาคม มีสมาชิกรถบรรทุกกว่า 4 แสนคัน ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน และอาจส่งผ่านต้นทุนค่าขนส่งไปยังราคาสินค้าที่จำหน่ายให้กับประชาชนด้วย
โดยราคาดีเซลที่ปรับขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อราคาขนส่งปรับขึ้น 3% ซึ่งที่ผ่านมาค่าขนส่งปรับขึ้นไปแล้ว 9% ตั้งแต่รัฐบาลทยอยปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นจาก 30-33 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ สหพันธ์ฯ จะเลือกประธานสหพันธ์ฯ คนใหม่ แทนตนที่จะหมดวาระลง ดังนั้น หลังจากที่ได้ประธานคนใหม่แล้ว ช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ จะมีการประชุมเพื่อกำหนดท่าทีและแนวทางเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาดีเซลแพงอย่างเข้มข้นต่อไปอย่างแน่นอน ส่วนข้อเสนอต่างๆ จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามมติจากที่ประชุมสหพันธ์ฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
“
ที่ผ่านมาสหพันธ์ฯ มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการแล้ว แม้กระทั่งการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหานี้โดยเร็ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากนายกรัฐมนตรีเลย ดังนั้นหลังได้ประธานสหพันธ์ฯ คนใหม่แล้ว ช่วงต้นเดือนส.ค. สมาชิกคงนัดหารือเพื่อกำหนดท่าทีและรวมตัวกันเคลื่อนไหวเป็นพันคัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเข้มข้นต่อไป”
JJNY : 5in1 ศูนย์ทนายฯแจงข่าว│อังคณาแนะกมธ.นิรโทษฯ│ชี้"สว.หมอเกศ"เสี่ยงใบแดง│ม็อบรถบรรทุกฮึ่ม│รัสเซียวางแผนเด็ดหัวซีอีโอ
https://www.matichon.co.th/politics/news_4677995
ศูนย์ทนายฯ แจงข่าว ‘เรเน่’ ผู้ลี้ภัยการเมือง ถูก ‘ทนายไวท์’ ส.ส.ก้าวไกล สมัยเป็นทนายอาสา เรียกเก็บค่าตั๋วเครื่องบิน นำหมายจับส่งถึงมือ ยืนยันช่วยเหลือทางคดีโดยไม่คิดเงิน ขออภัยเรื่องที่เกิดขึ้น
จากกรณี เรเน่ พุทธพงศ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ประเทศฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับ ประชาไท ถึงประเด็นกระบวนการยื่นขอลี้ภัย โดย “เรเน่” ถูก นายคุณากร มั่นนทีรัย หรือ ทนายไวท์ ส.ส.นนทบุรี เขต 6 พรรคก้าวไกล ที่ ณ ขณะนั้นเป็นทนายความอาสาของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกเก็บเงินค่าดำเนินการในขอเอกสารหมายจับ รวมทั้งอ้างถึงให้ออกค่าใช้จ่ายค่าเดินทางไปต่างประเทศเพื่อนำเอกสารไปให้ แม้ความจริงกระบวนการดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ก็ตาม
เรื่องนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกคำชี้แจงเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ระบุว่า
ตามที่สำนักข่าวประชาไทได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ เรเน่ พุทธพงศ์ กลิ่นยี่โถ ชื่อ “ชีวิตที่ยังไร้สถานะของ ‘เรเน่’ หญิงข้ามเพศที่ต้องลี้ภัยแค่จากโพสต์ไวรัลของตัวเอง” เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 โดยมีประเด็นกล่าวถึงอดีตทนายความอาสาของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมส่งมอบเอกสารให้ลูกความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอชี้แจงกรณีดังกล่าวต่อไปนี้
1. ในช่วงปี 2563-2565 มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นจำนวนมาก เกิดการจับกุมผู้ชุมนุมและดำเนินคดีประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณคดีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และเพื่อพยายามให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เปิดรับสมัครทนายความอาสาเข้ามาร่วมงานในการให้ความช่วยเหลือทางคดีในชั้นจับกุม
2.ทนายความคุณากร มั่นนทีรัย (ทนายไวท์) เริ่มมาเป็นทนายความอาสาในช่วงดังกล่าว จากการมาช่วยรับทราบข้อหาในชั้นจับกุม เมื่อเห็นว่าทนายไวท์สามารถรับผิดชอบคดีได้ ศูนย์ทนายความฯจึงมอบหมายคดีเรเน่ให้ทนายไวท์เป็นผู้รับผิดชอบคดี โดยศูนย์ทนายความฯรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและติดตามผลทางคดีเป็นระยะๆ
3. ต่อมาในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2566 ศูนย์ทนายความฯ ได้รับทราบว่า มีปัญหาการขอเอกสารของผู้ลี้ภัยทางโซเชียลมีเดียของนักกิจกรรมท่านหนึ่ง ซึ่งทราบต่อมาว่าเป็นกรณีเรเน่ ศูนย์ทนายความฯจึงติดต่อทนายไวท์ขอคำชี้แจง และให้ทนายไวท์ดำเนินการส่งมอบเอกสารสำนวนคดีของเรเน่คืนมายังศูนย์ทนายความฯ และทางศูนย์ทนายความฯได้จัดส่งเอกสารให้เรเน่ผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย
4. พร้อมกันนี้ ศูนย์ทนายฯตรวจสอบด้วยว่าในคดีอื่นๆ พบพฤติการณ์ดังกล่าวอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความฯไม่ได้มอบหมายคดีอื่นๆ ให้กับทนายไวท์อีกต่อไป และเรียกคืนสำนวนคดีทั้งหมดจากทนายไวท์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา
5. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขออภัยต่อคุณเรเน่ พุทธิพงศ์ ที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอยืนยันว่า ศูนย์ทนายความฯให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายกับประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การส่งเอกสารในคดีต่างๆ เป็นสิทธิของลูกความ ศูนย์ทนายความฯไม่มีนโยบายในการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากลูกความทั้งสิ้น
6. หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของทนายความอาสา ทนายความประจำ เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความ สามารถร้องเรียนได้โดยตรงที่เบอร์โทร 09-2271-3172 หรือ 09-6789-3173 หรือทางเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
https://www.facebook.com/lawyercenter2014
อังคณา แนะกมธ.นิรโทษฯ กล้าหาญตัดสินใจ เคาะชัด ๆ จะรวมหรือไม่รวมคดี 112
https://www.matichon.co.th/politics/thai-senate-2024/news_4677630
‘อังคณา’ บอก ‘นิรโทษกรรม’ จะรวมคดี 112 หรือไม่ ควรแยกเป็นรายกรณี จี้ ‘กมธ.นิรโทษฯ’ แสดงความกล้าหาญ ชี้แจงเหตุผลสังคม
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาวุฒิสภา ถึงกรณี ความขัดแย้งภายในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการรวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ ว่า ความเห็นถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายตั้งแต่ที่วันแรกของการประชุม กมธ.แล้ว ซึ่งก็มีทั้งคนที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ก็จะไม่รับคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 เข้ามาเลย และกลุ่มที่มองในลักษณะที่ควรเปิดโอกาสให้คนไม่ได้มีเจตนาตั้งใจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ควรจะนำมาพิจารณ
นางอังคณากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าคนที่โดนคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 มีจำนวนหนึ่งที่มีลักษณะพยาบาทอาฆาตมาดร้ายจริง แต่ยังมีอีกหลายคนที่อาจจะถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้ตั้งใจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งส่วนตัวมองว่าควรพิจารณาเป็นแต่ละรายกรณี เช่น กรณีคนที่แต่งชุดไทยแต่ถูกโทษจำคุก 3 ปี ซึ่งตนมองว่าเขาอาจจะพลั้งเผลอไป ถ้าให้โอกาสเขาได้กลับมาในสังคม เชื่อว่าเขาจะเป็นคนหนึ่งที่สามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ดีกว่าไปติดคุก
นางอังคณา กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อเสนอที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองความผิดในคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้น ในส่วนนี้ยังมีอยู่ในรายงานของกมธ.ฯ ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะว่าควรจะมี แต่บางคนก็จะคิดว่าเรื่องคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 ควรแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งตะกร้า ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าคณะกรรมการดังกล่าวควรจะพิจารณาคดีที่ง่าย ๆ เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาด, พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง
“ในการประชุมทุกครั้ง กมธ.จะถูกถามว่าตกลงแล้วจะเอาหรือไม่เอา 112 สื่อก็รอคำตอบอยู่หน้าห้อง แต่ กมธ.ก็ยังไม่สามารถแถลงได้ชัดเจน ส่วนตัวลาออกแล้ว แต่ก็คิดว่า กมธ.ควรมีความกล้าหาญในการตัดสินใจ และเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่า ถ้าไม่เอาก็บอกไปตรง ๆ เลยว่าไม่เอา” นางอังคณา กล่าว
เมื่อถามว่า กมธ.ได้มีกรอบเวลาไว้หรือไม่ว่า จะต้องการข้อยุติเมื่อใด นางอังคณา กล่าวว่า การพิจารณาก็ยืดเวลาออกไปครั้งละ 90 วัน เพราะยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 ขณะที่กรณีของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หลายคนที่โดนยึดทรัพย์อยู่ ตอนนี้ก็น่าจะชัดเจนแล้วว่าน่าจะได้รับการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกับคดีเล็กน้อยต่างๆ เหลือเพียงคดีความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112
“ย้ำว่ากมธ.ควรจะมีความกล้าหาญในการชี้แจงกับสังคมว่าจะรวมหรือไม่รวมคดี 112 เพราะอะไร มีข้อยกเว้นอย่างไร” นางอังคณา กล่าว
"สมชัย" ชี้ "สว.หมอเกศ" เสี่ยงใบแดง เหตุทำคนเข้าใจผิด ปมคุณสมบัติ
https://www.thairath.co.th/news/politic/2800241
"สมชัย" อดีต กกต.ชี้ "สว.หมอเกศ" เสี่ยงได้ใบแดง ระบุ ปมวุฒิการศึกษาไร้ผลเลือก สว. แต่กรอกความเท็จใน สว.3 แนะนำตัว ผิด มีโทษหนัก
วันที่ 12 ก.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กล่าวถึงขบวนการล่าปริญญา ว่า วงการนี้ส่วนใหญ่คนที่ใช้บริการ คือ นักธุรกิจ และนักการเมือง ที่อยากมีตำแหน่งทางวิชาการ อยากมี ดร.นำหน้า ก็เลยไปใช้บริการล่าปริญญา ประเทศไทยก็มีอยู่ทั้งในมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งจะทำได้ยากหน่อย และมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ตรวจสอบได้ไม่ยาก แค่เข้าไปในระบบของ ก.พ.ก็รู้แล้ว แต่ในต่างประเทศ ก็มีหลากหลายมีทั้งเรียนระบบออนไลน์ ส่งงานครบก็เรียนจบได้ ไม่ใช่การไปนั่งเรียนด้วยตัวเอง อย่างกรณีที่เป็นข่าวของ สว.หญิงที่จบจาก California University FCE จะเป็นบริษัทเอกชน บางคนอาจจะบอกว่าเป็นกิจการการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ช่วยเทียบสำหรับคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่าง เราจบจากจุฬาลงกรณ์ หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วอยากไปทำงานในสหรัฐอเมริกา ก็เอาวุฒิฯ ปริญญาที่เราเรียนจบในประเทศไทยไปให้บริษัทนี้เทียบเพื่อออกวุฒิการศึกษาออกมารับรองให้สามารถทำงานในสหรัฐอเมริกาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีแค่หน่วยงานนี้ หรือบริษัทนี้ที่ทำแต่มีอีกหลายบริษัทที่รับเปรียบเทียบแต่บริษัทอื่นๆ ไม่ได้ใช้คำว่า California University
นี่จึงถือเป็นขบวนการล่าใบปริญญาอีกรูปแบบหนึ่ง และการออกมาบอกว่าเรียนจบ มหาวิทยาลัยต่างประเทศจริง ได้ศาสตราจารย์เพราะทำดุษฎีนิพนธ์ ถึง 5 เล่ม ท้าให้ไปค้นชื่อใน Google ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการร่วมกันทำบทความวิชาการที่เขียนร่วมกับคนอื่น ซึ่งเท่าที่ตนเองได้เข้าไปดูจะมีทั้งหมด 15 คน ร่วมกันเขียน ฉะนั้นจึงไม่ใช่การทำวิทยานิพนธ์
นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า คุณสมบัติของ สว. ไม่มีใครสนใจว่า เรียนจบอะไรมาด้วยวุฒิการศึกษาอะไร จบ ป.4 ก็เป็นสว. ได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ จึงคิดว่า ไม่น่าใช่ปัญหา แต่ปัญหาจะอยู่ที่ว่า หากคุณนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และทำให้เกิดความเข้าใจผิดในคุณสมบัติแบบนี้ ถึงจะเข้าข่ายทำผิดกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. พ.ร.ป. การได้มาซึ่งวุฒิสภามาตรา 77 (5) หากมีคนร้องให้ตรวจสอบ แบบนี้คือใบแดง ส่วนที่อ้างว่า ก่อนจะระบุ ประวัติการศึกษา ลงไป สว.3 ได้มีหนังสือไปสอบ กกต. แล้ว และบอกว่าทำได้ก็เอาหลักฐานนั้นมายืนยันได้
...
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า สว. หญิงคนนี้มีที่ปรึกษาเป็นอาจารย์คนเดียวกับรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เคยตกเป็นข่าวเมื่อปี 2562 นั้นยืนยันว่าเป็นความจริง
ม็อบรถบรรทุก ถกเคลื่อนไหว ฮึ่มต้าน ดีเซล จ่อขึ้นราคา 1 บาท ชี้กระทบราคาขนส่ง
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_777777828305
ม็อบรถบรรทุก ถกเคลื่อนไหว ฮึ่มต้าน ดีเซล จ่อขึ้นราคา 1 บาท เป็น 34 บาท/ลิตร ชี้ส่งผลกระทบต่อราคาขนส่งปรับขึ้น 3% เตรียมหารือแนวทาง
วันที่ 12 ก.ค.2567 นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวยอมรับว่า หากรัฐบาลมีการปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 1 บาทต่อลิตร เป็น 34 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันกำหนดเพดานราคาไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ทางสหพันธ์ฯ ที่มี 12 สมาคม มีสมาชิกรถบรรทุกกว่า 4 แสนคัน ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน และอาจส่งผ่านต้นทุนค่าขนส่งไปยังราคาสินค้าที่จำหน่ายให้กับประชาชนด้วย
โดยราคาดีเซลที่ปรับขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อราคาขนส่งปรับขึ้น 3% ซึ่งที่ผ่านมาค่าขนส่งปรับขึ้นไปแล้ว 9% ตั้งแต่รัฐบาลทยอยปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นจาก 30-33 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ สหพันธ์ฯ จะเลือกประธานสหพันธ์ฯ คนใหม่ แทนตนที่จะหมดวาระลง ดังนั้น หลังจากที่ได้ประธานคนใหม่แล้ว ช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ จะมีการประชุมเพื่อกำหนดท่าทีและแนวทางเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาดีเซลแพงอย่างเข้มข้นต่อไปอย่างแน่นอน ส่วนข้อเสนอต่างๆ จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามมติจากที่ประชุมสหพันธ์ฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
“ที่ผ่านมาสหพันธ์ฯ มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการแล้ว แม้กระทั่งการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหานี้โดยเร็ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากนายกรัฐมนตรีเลย ดังนั้นหลังได้ประธานสหพันธ์ฯ คนใหม่แล้ว ช่วงต้นเดือนส.ค. สมาชิกคงนัดหารือเพื่อกำหนดท่าทีและรวมตัวกันเคลื่อนไหวเป็นพันคัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเข้มข้นต่อไป”