JJNY : “นิด้าโพล” ไม่สนหวยเกษียณ│โคราชรักกัญช์ เห็นด้วย สธ.│ศก.ฟื้นช้า สารพัดปัจจัยลบฉุดดัชนี‘อสังหา’ │ฝนตกหนักในเนปาล

“นิด้าโพล” ไม่สนหวยเกษียณมอมเมาปชช.เสพติดพนัน
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_742574/
 
 
“นิด้าโพล”คนไม่สนหวยเกษียณมอมเมาประชาชนเสพติดพนัน มองจำกัดซื้อเดือนละ 3,000 เหมาะสมแล้ว

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “จะออมเงิน…ต้องซื้อหวยเกษียณ!” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง พบว่า
  
เมื่อถามถึงความสนใจของประชาชนในการซื้อหวยเกษียณที่จะออกโดยกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตัวอย่าง ร้อยละ 46.34 ระบุว่า ไม่สนใจเลย รองลงมา ร้อยละ 21.07 ระบุว่า ค่อนข้างสนใจ ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่ค่อยสนใจ ร้อยละ 15.42 ระบุว่า สนใจมาก และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการจำหน่ายหวยเกษียณเพื่อส่งเสริมการออม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.99 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะเป็นการมอมเมาให้ประชาชนเสพติดการพนัน หวยเกษียณไม่คลอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ รองลงมา ร้อยละ 26.34 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เป็นทางเลือกการออมที่น่าสนใจ เป็นการออมเพื่อลุ้นรางวัล
 
และเป็นเงินออมไว้ใช้ในอนาคตได้ ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นแรงจูงใจในการเก็บออมให้แก่ประชาชน สามารถซื้อหวยแบบออนไลน์ได้ทำให้สะดวก และร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ระยะเวลาที่จะสามารถถอนเงินคืนได้ยาวนานเกินไป มีจำนวนรางวัลไม่มาก และเงินรางวัลน้อย
  
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจำกัดการจำหน่ายหวยเกษียณเฉพาะกลุ่มสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และแรงงานนอกระบบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.16 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 22.55 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 21.08 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 18.75 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 1.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
 
เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจำกัดการซื้อหวยเกษียณ ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.72 ระบุว่า ไม่ควรจำกัดวงเงินการซื้อหวยเกษียณเลย ร้อยละ 10.54 ระบุว่า เห็นด้วยกับการจำกัดการซื้อหวยเกษียณ แต่ควรที่จะน้อยกว่า 3,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 6.74 ระบุว่า เห็นด้วยกับการจำกัดการซื้อหวยเกษียณ แต่ควรที่จะมากกว่า 3,000 บาทต่อเดือน และร้อยละ 0.59 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
  
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงหน่วยงานภาครัฐที่ควรเป็นผู้ดำเนินโครงการหวยเกษียณ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.09 ระบุว่า ธนาคารของรัฐ รองลงมา ร้อยละ 33.82 ระบุว่า กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ร้อยละ 22.55 ระบุว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และร้อยละ 4.54 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


 
โคราชรักกัญช์ เห็นด้วย สธ. เคาะกัญชากลับเป็นยาเสพติด
https://www.innnews.co.th/news/local/news_742587/

เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนโคราชรักกัญช์ เห็นด้วย สธ. เคาะกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่ควรขยายกรอบค่า THC ให้มากขึ้น และสนับสนุนการส่งออกสารสกัด THC ไปประเทศที่ต้องการนำไปแปรรูปทำยา
 
นายมนตรี เยี่ยมสูงเนิน ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนโคราชรักกัญช์ กล่าวว่า จากกรณีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ได้มีมติเห็นชอบให้นำกัญชาและกัญชง กลับเข้าสู่บัญชีรายชื่อยาเสพติดประเภทที่ 5 โดย(ร่าง) ประกาศดังกล่าว จะเพิ่มกัญชาและกัญชงในส่วนช่อดอกที่มีสารสกัด THC มากกว่า 0.2% เป็นยาเสพติด ยกเว้น กิ่ง ก้าน ราก ใบ เมล็ด..”
 
ซึ่งการเปลี่ยนสถานะกัญชา กลับมาเป็นยาเสพติดให้โทษนั้น ตนเห็นด้วย เพราะในช่วงที่ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ประกาศปลดล็อกให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาได้อย่างเสรีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 มีประชาชนที่สนใจจะปลูกลงทะเบียนผ่านแอพลิเคชั่นกัญชา มากกว่า 1,100,000 ราย ในขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของตนและที่อื่นๆ อีก 3,000-4,00 รายทั่วประเทศ ต้องไปทำ MOU ร่วมกับส่วนราชการเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต
 
จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก อีกทั้งในห้วง 2 ปีที่ปลดล็อกกัญชา ทำให้พืชกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาล้นตลาด มีการนำไปใช้เพื่อการสันทนาการจำนวนมาก ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ และที่สำคัญคือไม่สามารถควบคุมดูแลการใช้ได้ ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเข้าถึงกัญชาโดยง่าย
 
และยังมีการนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากด้วย จึงส่งผลกระทบทำให้กัญชาล้นตลาด และราคาตกอย่างรวดเร็ว หาที่ขายแทบไม่ได้ วิสาหกิจชุมชนต่างๆ จึงล้มหายไปเป็นจำนวนมาก
  
ขณะที่เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนโคราชรักกัญช์ ก็พยายามประคับประคองตัวเอง ด้วยการลดพื้นที่ปลูกกัญชาลง 90% ถ้าปลูกเยอะก็หาที่ขายไม่ได้ และพอมีสัญญาณนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มฯ จำนวน 435 ราย ต่างมีความหวังมากขึ้น คิดว่าน่าจะดีสำหรับกลุ่มที่ปลูกเพื่อการแพทย์ แต่รายละเอียดที่ระบุใน (ร่าง) ประกาศ สธ.เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. … ที่ว่า จะเพิ่มกัญชา และกัญชง ในส่วนช่อดอกที่มีสารสกัด THC มากกว่า 0.2% เป็นยาเสพติด ยกเว้น กิ่ง ก้าน ราก ใบ เมล็ด
 
ตนเห็นว่า น่าจะปรับเปลี่ยนค่า THC ให้สูงกว่านี้ ไม่ใช่บีบไว้แค่ 0.2 % อยากให้เพิ่มอย่างน้อยสัก 0.5 % เพราะถ้านำไปทำเป็นน้ำมันกัญชาจะได้ไม่ผิดกฎหมาย เป็นการขยายโอกาสให้กับกลุ่มที่ปลูกเพื่อการแพทย์ จะได้มีช่องทางจำหน่ายในเชิงการค้าหรือแปรรูปได้กว้างขึ้น ไม่ใช่จำกัดการทำได้แค่ผลิตภัณฑ์ไม่กี่ตัวแบบเดิม
 
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการส่งออกสารสกัด THC ไปยังประเทศที่มีความต้องการนำสารสกัด THC ไปแปรรูปทำเป็นยาด้วย เพราะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ส่วนใหญ่จะลงทุนซื้อเครื่องสกัดสาร THC มาเตรียมไว้อยู่แล้วราคาหลายล้านบาท แต่กลับไม่ได้ใช้ เพราะสกัดสาร THC ออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถขายได้ เงินของสมาชิกที่ร่วมลงทุนต้องมากองอยู่เฉยๆ ไม่สามารถเอาทุนคืนได้สักที ถ้าสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย ก็ช่วยได้อย่างมาก
 
แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ปลูกถูกต้องตามกฎหมาย หรือผู้ที่ปลูกเพื่อสันทนาการ ก็มีการลงทุนเปิดร้านจำนวนมาก ถ้าประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติด มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2568 ย่อมได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า จึงตนอยากให้รัฐเร่งเยียวยาช่วยเหลือก่อน เพราะวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนอย่างมากจริงๆ


 
เศรษฐกิจฟื้นช้า สารพัดปัจจัยลบ ฉุดดัชนีตลาด ‘อสังหา’ ไตรมาสแรก ดิ่งยกแผง
https://www.matichon.co.th/economy/news_4667398

เศรษฐกิจฟื้นช้า สารพัดปัจจัยลบ ฉุดดัชนีตลาด ‘อสังหา’ ไตรมาสแรก ดิ่งยกแผง
 
นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ของประเทศไทย ในภาพรวมของ ไตรมาส 1 ปี 2567 มีค่าดัชนีเท่ากับ 79.6 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าร้อยละ -2.8 และพบว่าลดลงร้อยละ -15.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จากการปรับตัวลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย (GDP) ในไตรมาส 1 ปี 2567 ที่ชะลอตัวลง โดยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.5

คาดว่าเป็นผลจากภาคการเกษตรและหมวดอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุนของภาคเอกชน การส่งออกสินค้าที่มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนชะลอตัวลง ทั้งนี้ มีเพียงภาคบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น
 
นายวิชัย กล่าวว่า ผลจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้ส่งผลต่อการชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัย พบว่าดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2567 ลดลงร้อยละ -15.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้เป็นการลดลงทั้งในด้านของอุปสงค์และอุปทาน โดยด้านอุปสงค์ของที่อยู่อาศัย พบว่า ด้านโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลงทั้งหน่วยและมูลค่าร้อยละ -12.4 และร้อยละ -13.4 ตามลำดับ และอัตราดูดซับห้องชุดใหม่ลดลงร้อยละ -1.9 และอัตราดูดซับบ้านแนวราบใหม่ลดลงร้อยละ -0.8
 
ส่วนในด้านอุปทาน พบว่า ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.5 ในขณะที่พื้นที่อนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยลดลงร้อยละ -25.3 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมีปัจจัยลบหลายด้าน เช่น การยกเลิกการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท. ) ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงมีอัตราส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 90 ของ GDP ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สถาบันการเงินต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ และพบการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง รวมถึงภาวะดอกเบี้ยนโยบายยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 2.50 ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยให้ลดลงโดยตรง และการที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า
 
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีรายได้เพิ่มขึ้นน้อย ขณะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นแต่ความสามารถในการซื้อและการผ่อนชำระลดลง ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายที่อยู่อาศัยโดยตรง” นายวิชัยกล่าว
 
นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับทิศทางภาพรวมดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยที่ไม่เกิน 7ล้านบาท ที่ครอบคลุมทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่ด้วยปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ และยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าภาพรวมดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2567 จะมีการขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยร้อยละ 0.2 หรืออยู่ที่ระดับ 87.5 สำหรับกรณีฐาน (Base Case) โดยคาดว่า เป็นการปรับตัวดีขึ้นจากปัจจัยด้านอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/economy/news_4667398
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่