
‘Beats’ แบรนด์หูฟังหรู ของ Dr.Dre ตัวพ่อวงการฮิปฮอป
“Beats” นอกจากเป็นหูฟังพรีเมียมที่โดดเด่นด้านดีไซน์และคุณภาพแล้ว การร่วมงานกับคนดังหลากหลายวงการก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ “Dr.Dre” ศิลปินผู้ก่อตั้งแบรนด์เลือกใช้ จนเขามองว่าอาจทำเงินได้มากกว่าตอนทำเพลงด้วยซ้ำ
ถือเป็นการเปิดตัวหูฟังรุ่นใหม่ที่สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากสำหรับ “Beats by Dre” หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “Beats” ของตัวพ่อแห่งวงการฮิปฮอป “Dr.Dre” กับหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุด “Beats Solo Buds” ที่ได้ศิลปินสาวสุดฮอต “เจนนี่” หรือ Jennie BLACKPINK มาแรปโปรโมตให้ โดยครั้งนี้เจนนี่มาในลุคเรียบหรูแต่ดูน่ารัก และที่สำคัญเธอยังคงความดุเดือดในการแรปเอาไว้แบบเผ็ดร้อน
สำหรับแบรนด์ Beats ก่อตั้งโดย Dr.Dre หรือชื่อจริง แอนเดร โรเมลล์ ยัง (Andre Romelle Young) ศิลปิน โปรดิวเซอร์ และเจ้าของค่ายเพลง ผู้คร่ำหวอดในวงการเพลงฮิปฮอปมาอย่างยาวนาน จนได้ขึ้นโชว์ใน Super Bowl LVI Halftime Show 2022 ที่ถือว่าเป็นเวทีใหญ่ที่ศิลปินหลายคนอยากมีโอกาสได้ขึ้นแสดงสักครั้ง และล่าสุด Dr.Dre ยังได้รับการบรรจุอยู่ใน Hollywood Walk of Fame อีกด้วย ที่สำคัญเขายังเป็นคนปูทางให้เหล่าศิลปินรุ่นหลังอีกหลายคนไม่ว่าจะเป็น Eminem, Snoop Dogg และ 50 Cent
จุดเริ่มต้นความเป็นตัวพ่อของ Dr.Dre มาจากการเป็นดีเจในลอสเองเจลิส และได้ร่วมงานกับวง N.W.A ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และเมื่อเขาออกมาจากวงก็เปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวกับโปรเจ็กต์ The Chronic หลังจากนั้น Dr.Dre ก็โด่งดังและได้รับการยอมรับในวงการมากขึ้นจนถือว่าเป็นศิลปินฮิปฮอปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มหันไปทำงานเบื้องหลังเพื่อผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ๆ และเปิดค่ายเพลง Aftermath Entertainment ขึ้นมาในที่สุด
ด้วยผลงานดนตรีที่กว้างขวางของเขา โดยเฉพาะอัลบั้มที่ขายได้มากกว่า 24 ล้านอัลบั้ม และผลงานนับไม่ถ้วนสำหรับศิลปินดังภายในค่าย ทำให้ระหว่างปี 2007-2018 เขามีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 83 ล้านดอลลาร์
ในช่วงปี 2021 ระหว่างที่เขาอยู่ในช่วงการฟ้องหย่า เอกสารจากทางศาลระบุว่า เขามีทรัพย์สินมูลค่าระหว่าง 450-500 ล้านดอลลาร์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 230,000 ดอลลาร์ ในส่วนของธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Dr.Dre นอกเหนือจากวงการเพลงก็คือ “Beats” แบรนด์เรื่องเสียงสุดหรูที่มี “หูฟัง” เป็นจุดเด่น
ที่มา :
กรุงเทพธุรกิจ
‘Beats’ แบรนด์หูฟังหรูของ Dr.Dre ตัวพ่อวงการฮิปฮอป
‘Beats’ แบรนด์หูฟังหรู ของ Dr.Dre ตัวพ่อวงการฮิปฮอป
“Beats” นอกจากเป็นหูฟังพรีเมียมที่โดดเด่นด้านดีไซน์และคุณภาพแล้ว การร่วมงานกับคนดังหลากหลายวงการก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ “Dr.Dre” ศิลปินผู้ก่อตั้งแบรนด์เลือกใช้ จนเขามองว่าอาจทำเงินได้มากกว่าตอนทำเพลงด้วยซ้ำ
ถือเป็นการเปิดตัวหูฟังรุ่นใหม่ที่สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากสำหรับ “Beats by Dre” หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “Beats” ของตัวพ่อแห่งวงการฮิปฮอป “Dr.Dre” กับหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุด “Beats Solo Buds” ที่ได้ศิลปินสาวสุดฮอต “เจนนี่” หรือ Jennie BLACKPINK มาแรปโปรโมตให้ โดยครั้งนี้เจนนี่มาในลุคเรียบหรูแต่ดูน่ารัก และที่สำคัญเธอยังคงความดุเดือดในการแรปเอาไว้แบบเผ็ดร้อน
สำหรับแบรนด์ Beats ก่อตั้งโดย Dr.Dre หรือชื่อจริง แอนเดร โรเมลล์ ยัง (Andre Romelle Young) ศิลปิน โปรดิวเซอร์ และเจ้าของค่ายเพลง ผู้คร่ำหวอดในวงการเพลงฮิปฮอปมาอย่างยาวนาน จนได้ขึ้นโชว์ใน Super Bowl LVI Halftime Show 2022 ที่ถือว่าเป็นเวทีใหญ่ที่ศิลปินหลายคนอยากมีโอกาสได้ขึ้นแสดงสักครั้ง และล่าสุด Dr.Dre ยังได้รับการบรรจุอยู่ใน Hollywood Walk of Fame อีกด้วย ที่สำคัญเขายังเป็นคนปูทางให้เหล่าศิลปินรุ่นหลังอีกหลายคนไม่ว่าจะเป็น Eminem, Snoop Dogg และ 50 Cent
จุดเริ่มต้นความเป็นตัวพ่อของ Dr.Dre มาจากการเป็นดีเจในลอสเองเจลิส และได้ร่วมงานกับวง N.W.A ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และเมื่อเขาออกมาจากวงก็เปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวกับโปรเจ็กต์ The Chronic หลังจากนั้น Dr.Dre ก็โด่งดังและได้รับการยอมรับในวงการมากขึ้นจนถือว่าเป็นศิลปินฮิปฮอปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มหันไปทำงานเบื้องหลังเพื่อผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ๆ และเปิดค่ายเพลง Aftermath Entertainment ขึ้นมาในที่สุด
ด้วยผลงานดนตรีที่กว้างขวางของเขา โดยเฉพาะอัลบั้มที่ขายได้มากกว่า 24 ล้านอัลบั้ม และผลงานนับไม่ถ้วนสำหรับศิลปินดังภายในค่าย ทำให้ระหว่างปี 2007-2018 เขามีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 83 ล้านดอลลาร์
ในช่วงปี 2021 ระหว่างที่เขาอยู่ในช่วงการฟ้องหย่า เอกสารจากทางศาลระบุว่า เขามีทรัพย์สินมูลค่าระหว่าง 450-500 ล้านดอลลาร์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 230,000 ดอลลาร์ ในส่วนของธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Dr.Dre นอกเหนือจากวงการเพลงก็คือ “Beats” แบรนด์เรื่องเสียงสุดหรูที่มี “หูฟัง” เป็นจุดเด่น
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ