JJNY : การเมืองแบบกะล่อน│ยัน"ชาญ"ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่│สรท.กังวลการเมืองระหว่างปท.│อินโดฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจีน

เลือกตั้ง อบจ.ปทุม การเมืองแบบกะล่อนไม่เห็นหัวประชาชน เล่นเกมการเมืองมากเกินไป.
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_4658556
 
 
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว วิเคราะห์การเลือกตั้ง อบจ.ปทุมธานี เป็นการเมืองแบบกะล่อนที่ไม่เห็นหัวประชาชน เล่นเกมการเมืองมากเกินไป แม้ผลจะออกมาว่า “นายชาญ พวงเพ็ชร์” ชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่การชนะขาดเมื่อเทียบกับสรรพกำลังที่พรรคเพื่อไทยทุ่มลงไป ถ้ากระแส “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาจริงคะแนนต้องแลนด์สไลด์มากกว่านี้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 
"กฤษฎีกา" ยัน "ชาญ" รับตำแหน่ง นายก อบจ.ปทุมธานี ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
https://www.thairath.co.th/news/politic/2797563

"เลขาฯ กฤษฎีกา" ยืนยัน เมื่อ “ชาญ” รับตำแหน่ง นายก อบจ.ปทุมธานี ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่อัตโนมัติ เพราะมีผลตามกฎหมาย บอก ถ้ายังดื้อ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะเป็นผู้สั่ง  
 
เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 2 ก.ค. 67 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์กรณี นายชาญ พวงเพ็ชร์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งชนะการเลือกตั้ง แต่มีคดีค้างเก่าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และมีการประทับรับฟ้องไว้ นายชาญ จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ว่า เมื่อไหร่ที่เข้ารับหน้าที่ก็ต้องหยุด
 
เมื่อถามว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ใช่ เพราะวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เหตุผลทุกกรณีไว้ว่า หากถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดย ป.ป.ช.ชี้มูล และมีคำถามว่าระหว่างนั้นเขาพ้นตำแหน่งแล้วกลับเข้ามาทำหน้าที่ใหม่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งโดยตรรกะต้องหยุด เพราะไม่ต้องการให้ยุ่งเหยิงกับคดีที่ผ่านมา และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นหลักกฏหมายปกติ เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวถือว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องมีหน่วยงานใดมาชี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่ต้องมีหน่วยงานใดมาชี้ เพราะเป็นไปตามผลของกฎหมายอยู่แล้ว
 
เมื่อถามว่า นายชาญ มีสิทธิ์ไม่เชื่อความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า หากนายชาญไม่เชื่อ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะเป็นคนชี้ เพราะมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่ง การดำรงตำแหน่ง และการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น สถ.จึงเป็นผู้มีคำสั่งดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป เมื่อถามว่า ใครจะทำหน้าที่แทนนายชาญ นายปกรณ์ กล่าวว่า คงเป็นปลัด อบจ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ อย่างไรก็ตามในรายละเอียดเรื่องนี้อยากให้สอบถามอธิบดีสถ. และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย.



สรท.กังวลการเมืองระหว่างประเทศฉุดส่งออกไทยต้องระวัง
https://tna.mcot.net/business-1386461

กรุงเทพฯ 2 ก.ค. – ปธ.สรท.กังวลปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสงครามระหว่างประเทศ ทั้งกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลางที่สร้างแรงกดดันส่งออกไทยต้องระวังช่วงครึ่งหลังปี แม้ตัวเลขส่งออกจะเป็นบวกแต่ผู้ส่งออกถูกคิดค่าระวางเรือสูง ขณะที่ค่าเงินบาทไม่ห่วงมากแต่ขอให้นิ่งรวมถึงปัญหาความมีเสถียรภาพทางการเมืองไทยต้องนิ่งเช่นกัน ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไม่ว่าใครมาจะมีผลส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 68 แต่ยังมั่นใจส่งออก 67 ฝ่าปัจจัยเสี่ยง เติบโต 1-2% ได้

ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)กล่าวว่าหากดูตัวเลขภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนพฤษภาคม 2567 กับเดือนเดียวกันของปีก่อน พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 26,219.5 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวร้อยละ 7.2 และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 960,220 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 15.1 (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธ ปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนพฤษภาคมขยายตัวร้อยละ 6.5) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 25,563.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวร้อยละ 1.7และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 947,007 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.5 ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม 2567เกินดุลเท่ากับ 656.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 13,214 ล้านบาท
 
ทำให้ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม – พฤษภาคมของปี 2567 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 120,493.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.6 และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 4,298,248 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.1 (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม – พฤษภาคมขยายตัวร้อยละ 4.3) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 125,954.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 3.5 และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 4,542,224 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.8 ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 ขาดดุลเท่ากับ 5,460.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 243,976 ล้านบาท
 
อย่างไรก็ตาม สรท. คงคาดการณ์การส่งออกปี 2567 เติบโตที่ร้อยละ 1-2 (ณ เดือนกรกฎาคม 2567) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังในครึ่งปีหลังที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน การตั้งกำแพงภาษีระหว่างกันและชาติพันธมิตรอาจส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลกรวมถึงการค้าระหว่างประเทศของไทย การจับตาเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรงนี้จะมีผลต่อการค้าไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 68
ขณะที่ ต้นทุนภาคการผลิต ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อาทิ ต้นทุนพลังงาน อาทิ น้ำมันและไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำที่อยู่ระหว่างพิจารณาปรับขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าระวางเรือ ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) และค่าใช้จ่ายภายในประเทศ (Local Charge) ปรับตัวสูงขึ้นทุกเส้นทาง ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จากการเร่งผลิตและส่งออกของจีนส่งผลให้ค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 300 โดยภาคส่งออกถูกคิดค่าระวางเรือสูงโดยหากตู้สั้นจะถูกคิด 4,000-5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นตู้ยาวถูกคิดเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000-8,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากสงครามในตะวันออกกลางและยูโรปยืดเยื้อโอกาสค่าระวางเรือสูงขึ้นอีกได้ แต่โดยรวมตู้ขนส่งสินค้าไม่ขาดแคลนมีเพียงพอแต่มีระยะเวลาขนส่งมีระยะนานขึ้น ส่วนผลความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนไม่กังวล เนื่องจากมองว่าครึ่งหลังปีเงินบาทจะยังคงอ่อนค่าอยู่ที่ 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐถือว่าแข่งขันการค้าไทย
 
นอกจากนี้ การเข้าถึง สินเชื่อของภาคการผลิตมีปัญหาต่อเนื่อง ทำให้ขาดสภาพคล่อง และภาคการผลิตรายสินค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวค่อนข้างจำกัด ดังนั้น สรท.มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.ต้องกำกับดูแลต้นทุนการผลิตเพื่อให้การ ส่งออกของไทยยังคงขีดความสามรถในการแข่งขันได้ อาทิ ต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ และค่าขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเฉพาะค่าระวางเรือ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.ผู้ส่งออกต้องวางแผนการขนส่งด้วยการจองระวางเรือล่วงหน้า รวมถึงการเจรจา กับคู่ค้าเพื่อปรับอัตราค่าขนส่งให้สอดคล้องกับค่าระวางในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกเส้นทาง รวมถึงต้องบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้เหมาะสม 3.สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการส่งออก อาทิ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า 4.สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจ ให้เพียงพอต่อการหมุนเวียนกระแสเงินสดและการผลิตเพื่อการส่งออก อาทิ การจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงให้คำปรึกษาทางการเินแก่ผู้ประกอบการ SMEs ในการวางแผนบริหารจัดการ 5.เร่งส่งเสริมกิจกรรม Trade Promotion ในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างโอกาสให้สินค้าไทยในสายตาคู่ค้าและผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองระหว่างประเทศมีความผันผวน และ 6.เร่งปรับโครงการสร้างการส่งออกของไทย เพื่อรองรับการแข่งขันในระยะยาว โดยมุ่งเน้นให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Trading Nation
 
อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญอยากให้สถานการณ์การเมืองในประเทศจะต้องมีเสถียรภาพและนิ่งให้มากขึ้น จะทำให้การส่งออกในครึ่งหลังปีนี้ยังมีโอกาสขยายตัวได้ โดยหากผลักดันการส่งออกครึ่งหลังปี 67 ได้ถึง 142,200-145,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 23,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ โอกาสตัวเลขการส่งออกไทยเฉลี่ยทั้งปีเติบโตเป็นบวกร้อยละ 1-2 ได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ได้แน่นอน. -514-สำนักข่าวไทย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่