JJNY : แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลลับ กอ.รมน.│ยอดเด็กดร็อปเอาต์พุ่งทะลุ 1 ล้านคน│REIC ชี้กำลังซื้ออ่อนแอ│เยือนเวียดนามกว่า 8.8 ล.

แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลลับ กอ.รมน. และกรมข่าวทหารบก
https://www.blognone.com/node/140668
 
 
แฮกเกอร์ที่ใช้ชื่อแฝง Leukemia เปิดเผยว่าได้ขโมยข้อมูลของกองทัพไทย 2 แห่งคือ กอ.รมน. และกรมข่าวทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านหน่วยข่าวกรองทั้งคู่
 
ข้อมูลของ กอ.รมน. มีขนาด 178GB ทั้งไฟล์เอกสาร, วิดีโอ ฯลฯ ส่วนของกรมข่าวทหารบก Luekemia ระบุว่ามี 2,939 ไฟล์ ตั้งแต่ปี 2019 จนถึงพฤษภาคม 2024 โดยของกรมข่าวทหารบกถูกเจาะผ่านระบบ Information Monitoring System ที่ไม่ได้เจาะจงของหน่วยงาน ซึ่งถูกใช้ติดตามนักเคลื่อนไหว NGO นักเรียนนักศึกษาและพรรคการเมือง


 
ยอดเด็กดร็อปเอาต์พุ่งทะลุ 1 ล้านคน เหตุสังคมผุกร่อน การเมืองหม่นหมอง เศรษฐกิจซบเซา
https://www.matichon.co.th/education/news_4657509

ยอดเด็กดร็อปเอาต์พุ่งทะลุ 1 ล้านคน เหตุสังคมผุกร่อน การเมืองหม่นหมอง เศรษฐกิจซบเซา พ่อแม่ดึงลูกออกจากระบบ แนะศธ. เร่งหาเด็ก-งานให้ผู้ปกครอง รับฟังความเห็น กระจายการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น เอกชน
 
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคันหรือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ในปีนี้เป็นไปอย่างหนักหน่วง โดยจากข้อมูลกสศ. พบว่าในปี2566 มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1,025,514 คน  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะมีเด็กออกกลางคันปีละกว่า 5 แสนคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัว และส่วนใหญ่เด็กจะออกกลางคันในช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมต้นไปสู่มัธยมปลาย แต่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนเด็กที่ออกกลางคันในช่วงรอยต่ออื่น เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เช่น จากระดับประถมศึกษาไปสู่ระดับมัธยมศึกษา หรือจากมัธยมศึกษาตอนต้นไปสู่สายอาชีพ
 
สำหรับสาเหตุเด็กออกกลางคัน ไม่ได้มาจากเรื่องความยากจนเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต  เพราะการเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษา มีความสัมพันธ์กัน ตอนนี้การเมืองหม่นหมองจนสร้างความไม่มั่นใจให้กับการทำงาน การลงทุน เศรษฐกิจถดถอยซบเซาจนสังคมมีสภาพผุกร่อน ไปถึงเรื่องระบบการศึกษาที่มีปัญหา ทำให้เด็กออกกลางคันเพิ่มขึ้น ในอดีตเราอาจจะมองเพียงแค่เรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลักเพราะเป็นเรื่องของความยากจน แต่ในตอนนี้มันเป็นเรื่องของ 3-4 ระบบที่กล่าวมาจนส่งผลให้ครอบครัวของเด็กตัดสินใจในการเอาลูกตัวเองออกจากระบบการศึกษา” นายสมพงษ์ กล่าว
 
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่าการศึกษา ขณะนี้มีลักษณะของการตื่นตัว พยายามเข้ามาช่วยเหลือเรื่องวิกฤตเด็กออกกลางคัน อย่างนโยบาย Thailand 0 Dropout ที่เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมามีการลงนามความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับ 11 หน่วยงานในการผลักดันนโยบายนี้ หรือ นโยบาย พาน้องกลับมาเรียน ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นความพยายาม ในการช่วยเหลือเด็กออกนอกระบบ  เพียงแต่สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ไปเร็วกว่าการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาดังกล่าว ไป 1 หรือ 2 ก้าว  ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์เด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีอยู่กว่า 15% ของประเทศ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการ จึงไม่ใช่เพียงแค่การลงนามความร่วมมือหรือ ขับเคลื่อนระดับนโยบายเพียงอย่างเดียว  แต่ต้องเร่งค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งการเยี่ยมบ้าน การจัดสวัสดิการ การหาทุนการศึกษา รวมถึงการสร้างงานให้ผู้ปกครอง ต้องมองเด็กรุ่นนี้ว่าเป็นทรัพยากรพลเมืองสำคัญ เพราะเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกนี้เป็นปัจจัยที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ
 
นายสมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ช่วง2-3ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดเก่าไม่ได้ทุ่มเทเอาใจใส่กับวิกฤตเด็กออกกลางคันให้ดีเท่าที่ควร  ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19  ทำให้มีคนตกงาน  ครอบครัวมีหนี้สิน และเด็กต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านผ่านมือถือ จนเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย เด็กมีพฤติกรรมเชิงลบเข้าสังคมไม่เป็น เรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐาน ให้เด็กปรับตัวได้ยาก เมื่อเปิดเรียนออนไซต์เต็มรูปแบบ  และสิ่งที่จะเห็นได้อีกอย่างคือ ปัญหาสุขภาพจิต ซึมเศร้า ยังไม่รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย
 
เด็กที่มีพฤติกรรมเชิงลบกับระบบการศึกษาก็จะถูกผลักออก ขณะที่อีกจำนวนมาก ไม่พร้อมกับการศึกษาที่ไม่อ่อนโยน ไม่ผ่อนปรน และไม่ยืดหยุ่น ปัญหาหลัก คือโครงสร้าง ระบบ และหลักสูตรการวัดผล ซึ่งผมคิดว่ายังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ทำให้เด็กจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน ส่วนเรื่องที่ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ต้องการจะปฎิวัติการศึกษานั้น  ต้องเริ่มจากการเร่งจัดทำร่างพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยเน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะ และการนำระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ มาใช้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล  เพราะเรื่องการศึกษา มีหลายมิติ ดังนั้นการแก้ปัญหาก็ต้องมองในภาพรวมหลายมิติด้วยเช่นกัน  สิ่งที่ศธ.จะต้องทำให้ดีที่สุด คือ เปิดกระทรวงรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์และแก้กฏระเบียบที่สกัดกั้นไม่ให้เอกชนกับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการศึกษา  การศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของศธ. เพียงลำพัง โดยปัจจุบันสัดส่วนการจัดการศึกษากว่า 76% เป็นเรื่องของ ศธ. ส่วนท้องถิ่น 18% และเอกชนเพียง 5-6% เพียงเท่านั้น ฉะนั้นศธ.ต้องลดการจัดการลงมาให้เหลือ 50% เพื่อให้ท้องถิ่นกับเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หน่วยงานละ 25% ทำให้เกิดการจัดการศึกษาที่หลากหลาย และมีความช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง”นายสมพงษ์ กล่าว.


 
REIC ชี้กำลังซื้อคนไทยอ่อนแอ หนุนต่างชาติเช่า 99 ปี ซื้อคอนโด 75% แต่แค่ระยะสั้น กู้วิกฤตศก
https://www.matichon.co.th/economy/news_4658439

REIC ชี้กำลังซื้อคนไทยอ่อนแอ หนุนต่างชาติเช่า 99 ปี ซื้อคอนโด 75% แต่แค่ระยะสั้น กู้วิกฤตศก.
 
ยังคงเป็นที่ถกเถียง มีทั้งเสียงที่หนุนและค้าน กันเป็นวงกว้าง หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา มอบกระทรวงมหาดไทย ศึกษาความเป็นไปได้
 
ในการพิจารณาทบทวนการกำหนดระยะเวลาของทรัพย์อิงสิทธิตามพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ.2562 โดยกำหนดให้ทรัพย์อิงสิทธิมีกำหนดเวลาได้ไม่เกิน 99 ปี และการพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิคนต่างด้าวสามารถถือกรรมสิทธิในห้องชุด จากเดิมไม่เกิน 49% เป็นไม่เกิน 75%
 
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) เปิดมุมมองว่า ภาวะที่ตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีการชะลอตัวอย่างมากในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ทั้งจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอลง และการที่ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ยากขึ้น จากหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลต่อภาวะการขายและการโอนกรรมสิทธิ์ปรับตัวลงค่อนข้างแรงในไตรมาส 1ที่ผ่านมา เกิดอุปทานส่วนเกินสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
 
ภาคอสังหาฯ มีส่วนสำคัญช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ให้เกิดการผลิต การจ้างงานในอุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนต้องมองหาทางขับเคลื่อนและกระตุ้นให้ภาคอสังหาฯกลับมาขยายตัวได้อีก เพื่อเป็นเครื่องจักรเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัว แต่หากภาคอสังหาฯเกิดปัญหา จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทผู้ผลิต ปัจจัยการผลิต การจ้างงาน ทั้งภาคอสังหาฯและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง” นายวิชัยกล่าว
 
นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับนโยบายกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลโดยเพิ่มสัดส่วนการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติจาก 49% เป็น 75% นั้น อาจพิจารณาขยายการถือครองในบางพื้นที่ที่เต็ม 49% แล้ว แต่ยังมีความต้องการซื้ออีก จึงเกิดการขายห้องชุดให้ต่างชาติในลักษณะทรัพย์อิงสิทธิ (Leasehold) แทน โดยมีระยะเวลาเช่ารอบแรก 30 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ผู้ขายจะทำสัญญายินยอมจะให้ต่อสัญญาเช่าในรอบ2 อีก 30 ปี และอาจทำสัญญาให้ต่อรอบ 3 อีก 30 ปี รวม 90 ปี แต่อาจเกิดปัญหาในการต่อสัญญา หลังครบสัญญา 2 รอบ หากผู้ประกอบการเลิกกิจการหรือเปลี่ยนมือได้ จะไม่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อต่างชาติในการซื้ออสังหาฯในประเทศไทยได้
 
การเพิ่มสัดส่วนถือครองห้องชุดต่างชาติเป็น 75% จะแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้ แต่อาจไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มสัดส่วนให้ในทุกจังหวัดหรือทุกพื้นที่ เพราะต่างชาติสนใจซื้อห้องชุดในพื้นที่เมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเท่านั้น หากพื้นที่ใดต้องการเพิ่มสัดส่วนการถือครอง ควรเสนอขอเพิ่มเป็นรายพื้นที่ เพื่อที่ประเมินถึงความเหมาะสมและจำเป็นก่อนพิจารณาให้อนุญาตเพิ่มสัดส่วนได้” นายวิชัยกล่าว
 
นายวิชัย กล่าวว่า หากมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายแล้ว จะสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างชาติในการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดในประเทศไทยมากขึ้น เหมือนเป็นการส่งสัญญาณการต้อนรับและสร้างความต้องการซื้อห้องชุดชาวต่างชาติ จากการมาท่องเที่ยวในประเทศไทยและต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยให้มีมากขึ้น โดยจะสามารถดึงเม็ดเงินจากภายนอกประเทศเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากการติดหล่มปัจจัยต่างๆที่รุมเร้า ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้
 
อาจทำเป็นมาตรการระยะสั้น 2-3 ปี เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนที่เคยเปิดให้ต่างชาติถือครองได้ถึง 100% ในปี 2542-2547 จากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องระวังการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นของคนต่างชาติ ต้องมีมาตรการกลั่นกรองและอนุญาตเฉพาะบางจังหวัดที่ต่างชาตินิยมหรือเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมถึงห้ามขายภายในระยะเวลาอย่างน้อย 3-5 ปี เป็นต้น
 
นายวิชัย กล่าวว่า ส่วนการขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปี ให้ตีกรอบเฉพาะทรัพย์อิงสิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งห้องชุดจะช่วยแก้ปัญหาการทำสัญญาเช่าระยะยาวที่มีความเสี่ยงสำหรับผู้เช่าระยะยาวของห้องชุด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาวต่างชาติในการเช่าระยะยาวได้ ส่วนบ้านพร้อมที่ดิน ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ให้มีการซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ในบ้านพร้อมที่ดิน แต่เปิดโอกาสให้ต่างชาติถือครองโดยเป็นทรัพย์อิงสิทธิ์ ที่เป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี หากต้องการดึงต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุน หรือ กลุ่มพวก Digital Nomad ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ให้ย้ายเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศ เพื่อช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยและนำเม็ดเงินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น อาจต้องทบทวนระยะเวลาในการจัดทำเป็นทรัพย์อิงสิทธิให้มีระยะเวลายาวขึ้นด้วย
 
นโยบายทั้ง 2 เรื่องนี้ ต้องเน้นไปที่คนต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในระยะยาว อาจจะดำเนินการช่วงสั้น ๆ ก่อน เช่น 2-3 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แล้วประเมินผลดีและผลเสีย หาข้อสรุปนโยบายนี้จะดำเนินการต่อไปหรือไม่ เพราะหากใช้ระยะยาวเกินไป อาจเป็นผลให้ดีมานด์จากภายนอกเข้ามามากเกินไป มีผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นได้ สิ่งที่สำคัญคือรัฐควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างกำลังซื้อของประชาชนให้กลับคืนมาให้โดยเร็ว เพราะตลาดอสังหาฯก็หวังพึ่งพากำลังซื้อจากภายในประเทศเป็นหลัก เพราะคนไทยอีกจำนวนมากยังคงต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง” นายวิชัยกล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่