ลองใช้ชีวิตให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ไม่จำเป็นต้องกลัวความตาย

กระทู้สนทนา
PSYCHOLOGY: ลองใช้ชีวิตให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ไม่จำเป็นต้องกลัวความตาย หากใช้มันเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า มุมมองจากหนังสือ ‘ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ตรงนี้’
“เคยเผชิญหน้ากับวินาทีแห่งความตายหรือเปล่า

“คิดว่ามันน่ากลัวไหม”

“แล้วถ้าตายไป จะเสียดายหรือเสียใจกับอะไรบ้างหรือเปล่า”

เมื่อเติบโตและผ่านการใช้ชีวิตมาถึงวัยหนึ่ง ทุกคนคงเคยนึกถึง ‘ความตาย’ ของตัวเองกันบ้างเป็นครั้งคราว จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือช่วงที่ชีวิตต้องเจอกับเรื่องหนักหนาก็ตาม

อาจพานให้บางคนปรารถนาถึงมัน ทว่า บางคนก็กลัวการมาถึงของช่วงเวลานั้น ต่อให้บางครั้งเราปรารถนามันมากเท่าไหร่ เราต่างก็กลัวความตายกันทั้งนั้น ทั้งความตายของเราเองตลอดจนคนใกล้ชิดของเราก็ตาม

ถึงขั้นกลายเป็นอาการป่วยทางใจที่เรียกว่า ‘โรคกลัวความตาย’ (Thanatophobia) คือ อาการตื่นตระหนก วิตกและหวาดกลัวอย่างรุนแรงเมื่อนึกถึงหรือเจอเหตุการณ์เกี่ยวกับความตาย

จนไม่กล้าทำอะไรที่เป็นความเสี่ยงต่อการมีชีวิต นำไปสู่การเจ็บป่วยทางใจอื่นๆ เพิ่มเติม ตลอดจนกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติ ซึ่งหากคุณมีอาการเหล่านี้ แนะนำว่าควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

แต่รู้ใช่ไหมว่าไม่มีความเป็นอมตะในโลกใบนี้ สุดท้ายแล้ววาระสุดท้ายย่อมมาเยือนทุกชีวิตอยู่ดี และไม่มีทางรู้เลยว่าจะเป็นเมื่อไหร่ วันไหน เวลาไหน

PSYCHOLOGY สัปดาห์นี้จึงอยากชวนทุกคนเปลี่ยน ‘การกลัวความตาย’ ให้เป็น ‘แรงผลักดันในการใช้ชีวิต’

มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยานามว่า ‘เวลล์แมน’ (Wellman) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาจิตวิทยาเชิงบวกประยุกต์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เธอมองว่า ผู้คนจำเป็นต้องเผชิญกับภาวะกลัวความตายโดยตรงเพื่อให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

‘ความตายสามารถเป็นแรงผลักดันได้’ จึงเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตของเธอมาหลายปีแล้ว จากการเผชิญหน้ากับการสูญเสียแม่ของตัวเอง แต่สิ่งที่เธอตระหนักได้คือ ความรู้สึกเสียใจของแม่ที่จากไปโดยไม่ได้เลือกทำในสิ่งที่ต้องการตอนมีชีวิตอยู่

สิ่งนี้นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่าความตายของแม่ เวลล์แมนคิดว่า หากเราปรับตัวให้รับความจริงได้ว่า เรามีอยู่เพียงชั่วคราวและไม่ทำให้ชีวิตเลวร้ายลง ด้วยการตัดสินใจผิดพลาด แล้วใช้มันเป็นเชื้อเพลิงในการใช้ชีวิตต่อไป ถือเป็นมุมมองที่ดีกับชีวิตมากกว่าความกลัว

‘เสียดายที่ไม่ได้ทำ’ คำนี้เองที่เป็นอีกคำสำคัญของผู้คนที่อยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต เพราะถึงวัยนี้แล้วบางคนคงไม่มีเรี่ยวแรงทำในสิ่งที่ต้องการ แน่นอนว่าคนที่จากไปก็เช่นกัน หากไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ สิ่งที่พวกเขายังคงเสียดายและยังมีห่วงล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำตอนยังมีชีวิต

ทว่าความเสียดายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆ เพราะหากไม่เคยใกล้ชิดกับความตายด้วยตัวเอง บางคนอาจไม่ได้คิดถึงหรือไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิต แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผู้เขียนกำลังโน้มน้าวในทุกคนไปเสี่ยงเพื่อลิ้มรสชีวิตจากความตายกัน

เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเสี่ยงๆ เพื่อเรียนรู้ชีวิต แต่เราสามารถตระหนักถึงคุณค่าชีวิตได้จากประสบการณ์ชีวิตของคนอื่นได้

ด้วยเรื่องราวในหนังสือ ‘ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ตรงนี้ - With the End in Mind’ เขียนโดย แคทริน แมนนิกซ์ (Kathryn Mannix) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมากว่า 30 ปี เธอได้เล่าเกี่ยวกับวินาทีการเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของผู้ป่วยที่ดูแลไว้อย่างละเอียด พวกเขาเป็นอย่างไร คิดอะไร รู้สึกอะไร เคยใช้ชีวิตอย่างไร และจากไปเช่นไร

หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ทำให้เราเศร้าสลดอย่างที่คาดคิดไว้ แต่กลับทำให้เข้าใจถึงความเรียบง่ายของช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เมื่อเข้าใจกระบวนการนั้นแล้ว จึงตระหนักว่าความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และเชื่อว่าคนอ่านจะรู้สึกได้ถึงแรงบันดาลใจชั้นดีในการใช้ชีวิตนับจากนี้ให้คุ้มค่า เพื่อให้เวลาที่เหลือจาก 4,000 สัปดาห์ของคุณไม่ต้องสูญเปล่าอีกต่อไป

“ทุกชั่วขณะของชีวิตเราคือ ‘ตอนนี้’ ที่เราใช้ชีวิตอยู่ ดังนั้น เราจะทำอะไรดีล่ะ เพื่อปรับสมดุลไปสู่ความพึงพอใจ และออกห่างจากความเสียใจ แม้ในตอนนี้ที่เรายังไม่ได้คาดคิดว่าเรากำลังจะตาย”

เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนว่าลำดับก่อนการสิ้นลมนั้นร่างกายมีกระบวนการการทำงานอย่างไร ทั้งเราและคนรอบข้างต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างในช่วงเวลาสุดท้าย ทำให้เมื่อเวลานั้นมาถึงหลายคนจึงมัวแต่ตื่นตระหนกจนไม่ได้ใช้เวลาสุดท้ายให้คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการจากไปของคนใกล้ชิด

ในบทแรกนี้ ดร.แมนนิกซ์จึงยิงประเด็นตรงให้เราเข้าใจกระบวนการตาย เพื่อให้เกิดความสบายใจว่ามันเรียบง่ายกว่าที่คิดจริงๆ เพราะคนที่กำลังจะจากไปไม่ได้ทรมานอย่างที่คิด

ซึ่งทุกเคสที่ ดร.แมนนิกซ์นำมาเล่าไม่ว่าก่อนหน้านั้นผู้ตายจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสและทรมานเพียงใด ลมหายใจสุดท้ายทุกรายต่างเข้าสู่กระบวนการตายแบบเดียวกัน คือ

“ในวาระสุดท้ายของชีวิต คนเราก็เพียงแค่หมดสติไปตลอดเวลา แล้วการหายใจของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งก็ลึกและช้า บางครั้งก็ตื้นขึ้นและเร็วขึ้น แล้วต่อมาการหายใจก็จะค่อยๆ ช้าลงจนหยุดไปอย่างแผ่วเบา ไม่มีความเจ็บปวดจู่โจมขึ้นมาในเฮือกสุดท้าย ไม่รู้สึกว่ากำลังจะตาย ไม่มีความตื่นกลัว มีเพียงความสงบสุขอย่างยิ่ง..."

ทว่า สิ่งที่ยากที่สุดอาจเป็นขั้นตอน ‘การรับมือและยอมรับความตาย’ ที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากผู้ป่วยประคับประคองหลายรายก็ยังหวังว่าตัวเองจะมีชีวิตได้นานกว่านี้ เพื่อทำในสิ่งที่ฝันให้สำเร็จ ดังนั้น เมื่อช่วงเวลานั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะปฏิเสธความจริงนั้น

สำหรับชีวิตคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยแล้ว แม้ไม่ต้องทรมานกับอาการใด แต่อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งกว่าเพราะเราไม่รู้เลยว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่

ด้วยเหตุนี้เองที่จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่ให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ รวมถึงการใช้เวลากับคนใกล้ตัว ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรักให้เต็มที่ ตอนที่ยังสามารถทำได้ จะได้ไม่เสียใจและเสียดายภายหลัง

เพราะหากตอนที่ยังมีชีวิตเราทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง ก่อนที่ร่างกายจะหยุดทำงาน สมองจะดับลง ถึงตอนนั้นทั้งคนที่อยู่และจากไปคงไม่เสียดายอะไรอีกแล้ว

แม้คนที่อยู่จะยังเสียใจ แต่อย่างน้อยความทรงจำที่ดีและการทำเต็มที่ก็ช่วยเติมเต็มช่องว่างของการจากไปได้ ดังนั้น เรามาทำทุกอย่างที่อยากทำให้เต็มที่กันเถอะ หากสิ่งนั้นไม่สร้างความเดือดร้อน หรือเป็นการทำร้ายตัวเอง

สุดท้ายนี้ หวังว่าคนที่ได้อ่าน ‘ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ตรงนี้ - With the End in Mind’ จนจบ จะขบคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ปัจจุบันขณะ และช่วงเวลาที่กำลังจะผ่านไปอย่างใจเย็น เข้าใจชีวิตมากขึ้น แล้วมีความสุขสงบมากขึ้นในหัวใจ

หากใครมีมุมมองใดเพิ่มเติม สามารถมาแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์ได้นะ

ที่มา: หนังสือ: ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ตรงนี้ - With The Emd In Mind
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่