'ไผ่-จตุภัทร์' ขอให้เปิดเผยสัญญาซื้อขาย 'เพกาซัส' แต่ NSO ขอแค่ 'จ่ายแล้วจบ' ไม่รับผิด
https://prachatai.com/journal/2024/06/109659
'ไผ่-จตุภัทร์' ขอให้เปิดเผยสัญญาซื้อขาย 'เพกาซัส' แต่ 'บริษัท เอ็นเอสโอ กรุ๊ป จำกัด' ผู้ผลิตอาวุธไซเบอร์จากอิสราเอล ขอแค่ 'จ่ายแล้วจบ' ไม่รับผิด เลิกการไกล่เกลี่ย เข้าสู่กระบวนการต่อไปคือการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันใหม่
เพจ iLaw รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2567 ที่ศาลแพ่งมีนัดไกล่เกลี่ยคดีที่
ไผ่ จตุภัทร์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทผลิตอาวุธไซเบอร์จากอิสราเอลฐานละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งฝ่ายจำเลยส่งตัวแทนฝ่ายกฎหมายจากอิสรเอลมาขอเจรจา แต่สุดท้ายตกลงกันไม่ได้เพราะทางฝ่ายจำเลยไม่ยอมรับผิด เสนอให้เพียงเงินบางส่วน และยังตั้งเงื่อนไขห้ามเผยแพร่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เช่นนั้นจะเอาเงินคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย การไกล่เกลี่ยจึงไม่สำเร็จ
คดีนี้
จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ
ไผ่ ยื่นฟ้องบริษัท เอ็นเอสโอ กรุ๊ป จำกัด บริษัทผลิตอาวุธไซเบอร์จากประเทศอิสราเอลเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ฐานผลิตและใช้งานสปายแวร์เพกาซัสเพื่อเจาะระบบเข้ามาล้วงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนักกิจกรรมไทยรวม 35 คน ซึ่งจตุภัทร์เป็นหนึ่งในคนที่ถูกเจาะระบบโทรศัพท์ จึงฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้ "หยุด" การใช้เพกาซัส ขอให้เปิดเผยข้อมูลการซื้อขายเพกาซัสกับรัฐบาลไทย และขอเรียกค่าเสียหาย 2,500,000 บาท ฐานละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว
หลังจากยื่นฟ้องแล้ว ฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอิสราเอลได้แต่งตั้งทนายความในประเทศไทยเข้ามาต่อสู้คดี และยื่นคำให้การโดยอธิบายว่า บริษัท เอ็นเอสโอ เป็นเพียงผู้คิดค้นและพัฒนาสปายแวร์เพื่อจำหน่ายภายใต้ใบอนุญาต แต่ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการใช้งานและไม่รู้ว่าเป้าหมายของลูกค้าที่ต้องการเจาะโทรศัพท์คือบุคคลใด แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าได้ใช้สปายแวร์นี้เจาะโทรศัพท์ของ
จตุภัทร์หรือไม่ ซึ่งต่อมาทนายความของจำเลยติดต่อขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับโจทก์ และตกลงกันได้เป็นวันที่ 21 มิ.ย. 2567 โดยฝ่ายจำเลยมี
ชมูเอล ซันเรย์ (Shmuel Sunray) หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย (chief legal counsel) ของบริษัทเอ็นเอสโอเดินทางมาเจรจาด้วยตัวเอง
ก่อนถึงวันนัดหมายทนายความของโจทก์ได้ยื่นข้อเสนอเป็นเอกสารไปว่า หากจำเลยต้องการเจรจาให้ถอนฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยเปิดเผยสัญญาซื้อขายสปายแวร์เพกาซัสที่ทำกับหน่วยงานของรัฐไทย หากยอมเปิดเผยข้อมูล ฝ่ายโจทก์ก็จะไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ เพิ่มเติม หรือหากจำเลยยอมเปิดเผยข้อมูลบางส่วน เช่น ชื่อหน่วยงานที่ซื้อขายสปายแวร์เพกาซัสและบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ก็จะขอเรียกร้องค่าเสียหายเพียงครึ่งเดียว คือ 1,250,000 บาท แล้วยินยอมถอนฟ้องคดีนี้
ในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยคดีนี้ ฝ่ายจำเลยขอให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องที่มาสังเกตการณ์คดีนั่งรออยู่นอกห้อง โดยจำเลยไม่ได้เสนอว่าจะยอมรับข้อเรียกร้องใดจากโจทก์ได้บ้างตามที่โจทก์เสนอไว้ จำเลยเพียงร่างข้อความแถลงต่อศาลขึ้นมาใหม่ว่า บริษัทเอ็นเอสโอเป็นผู้ผลิตเพกาซัสสปายแวร์ที่มีธรรมนูญในการใช้งานและบริษัทจริงจังที่จะไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงใดๆ ว่ามีการละเมิดสิทธิต่อจตุภัทร์ ไม่ยอมรับว่ามีการใช้งานสปายแวร์เพกาซัสในประเทศไทย แต่พร้อมเสนอที่จะจ่ายเงินให้จตุภัทร์เป็นจำนวน 1,250,000 บาท โดยไม่ระบุว่าเป็น "
ค่าเสียหาย" ระบุเพียงว่าเป็นเงินจำนวนนี้เท่านั้น
ฝ่ายโจทก์พยายามเสนอให้จำเลยยอมรับเพียงว่า หากมีการใช้งานสปายแวร์ในทางที่ผิดในประเทศไทย บริษัทเอ็นเอสโอก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ฝ่ายจำเลยก็ยังไม่ยอมแถลงด้วยคำว่า "
จะตรวจสอบ" ยอมรับได้เพียงถ้อยคำว่า "
มีการตรวจสอบ" (would be investigated) และยอมรับได้เพียงคำว่า ถ้ามีการใช้งานในประเทศนั้น (was in the country) โดยไม่ได้ระบุสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ
การเจรจากันเกือบจะเกิดผลที่พอสามารถรับกันได้ แต่ทางฝ่ายจำเลยเสนอเงื่อนไขให้เขียนในสัญญาประนีประนอมยอมความทำนองว่า ฝ่ายโจทก์จะไม่นำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น หากมีการเผยแพร่ให้มีผลบังคับทันทีว่า ฝ่ายโจทก์ต้องคืนเงินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ซึ่งฝ่ายโจทก์ไม่เห็นด้วย แม้โจทก์ยินยอมที่จะไม่เผยแพร่สัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แต่ภายใต้เงื่อนไขนี้ฝ่ายจำเลยอาจจะเป็นคนเผยแพร่เอกสารเองแล้วมาเอาเงินคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยด้วยก็ได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ไม่ยอมตกลงเงื่อนไขนี้ ฝ่ายจำเลยก็ไม่ยอมที่จะไม่เขียนเงื่อนไขนี้ด้วย จึงตกลงกันไม่ได้ และเลิกการไกล่เกลี่ย เข้าสู่กระบวนการต่อไปคือการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันใหม่
คดีนี้มีนัดสืบพยานในวันที่ 3-6 และ 10 ก.ย. 2567 โดยฝ่ายโจทก์เตรียมพยานเข้าสืบเก้าปาก เป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ ผู้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ และนักวิจัยที่ติดตามข้อมูลเรื่องการใช้งานเพกาซัส ด้านฝ่ายจำเลย ชมูเอล ซันเรย์ ก็จะมาเป็นพยานเบิกความที่ศาลแพ่งด้วย
https://www.facebook.com/iLawClub/posts/867975748709379?ref=embed_post
ตร.ตามถึงบ้าน ปชช. อ้างเคยแชร์โพสต์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์-ขอให้ลบ บางรายให้เซ็นบันทึกข้อตกลง
https://prachatai.com/journal/2024/06/109658
ศูนย์ทนายฯ เผยช่วง 18-20 มิ.ย. 67 มีรายงานตำรวจไปบ้านประชาชน โดยอ้างว่าเคยโพสต์หรือแชร์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และแจ้งให้ลบโพสต์ หรือเรียกไปให้เซ็นข้อตกลงว่าจะไม่ทำอีก ชี้เป็นกระบวนการนอก กม. พร้อมฝากข้อแนะนำถึงผู้ประสบเหตุเดียวกัน
22 มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา
เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานวันนี้ (21 มิ.ย.) ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย. 2567 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากประชาชนอย่างน้อย 2 ราย ว่าได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตามถึงบ้าน โดยอ้างเหตุเกี่ยวกับการเคยแชร์โพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และแจ้งขอให้ลบโพสต์ออก
ศูนย์ทนายฯ ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใน 2 พื้นที่ภูมิภาค ข้อน่าสังเกตคือ แม้เกิดขึ้นคนละจังหวัด แต่มีรูปแบบร่วมกันคือเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านประชาชน โดยอ้างว่า ประชาชนที่ถูกติดตามเคยแชร์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์บนสื่อโซเชียลมีเดีย จึงขอให้ลบโพสต์ดังกล่าวออก และเตือนว่าอย่ากระทำอีก
นอกจากนี้ ประชาชนรายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อให้ไปเซ็นเอกสารบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจ โดยมีเอกสารที่มีข้อความในลักษณะยอมรับว่าเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลที่พาดพิงสถาบันหลักของชาติจริง ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมและมิบังควร และได้เข้าใจแล้วว่าไม่ถูกต้อง จึงขอให้สัญญาว่าจะไม่กระทำการในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป แต่ประชาชนปฏิเสธการไปเซ็นเอกสารดังกล่าว
เอกสารที่เจ้าหน้าที่รัฐนำไปให้ประชาชนลงชื่อ เมื่อช่วงปี 2564 และปัจจุบันพบว่า ยังมีการใช้เอกสารในลักษณะเดียวกันนี้อยู่
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ดำเนินสืบเนื่องมาตั้งแต่ราวช่วงปี 2562 มีลักษณะที่ปรับรูปแบบมาจากปฏิบัติการของทหารในช่วงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจเข้าติดตามคุกคามประชาชน แต่ช่วงหลังปี 2562 ได้ใช้หน่วยงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามถึงบ้าน ที่ทำงาน หรือพื้นที่ส่วนตัวของประชาชน พร้อมอ้างว่าได้โพสต์หรือแชร์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ มีการข่มขู่จะดำเนินคดี บางรายถูกนำตัวไปสถานีตำรวจโดยไม่มีหมายจับหรือหมายเรียก และให้ทำบันทึกข้อตกลงว่าจะกระทำในลักษณะดังกล่าวอีก หรือถูกบันทึกวิดีโอระหว่างกระบวนการที่อ้างว่าเป็นการสอบสวน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมของนักศึกษาเยาวชนปี 2563-64 แม้สถานการณ์ชุมนุมจะลดระดับลงไปแล้ว แต่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนก็ยังได้รับรายงานการคุกคามในลักษณะนี้เป็นระยะตลอดช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา แม้ในช่วงที่เปลี่ยนรัฐบาลในปัจจุบันแล้วก็ตาม
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า กระบวนการทั้งหมดนี้เป็น 'กระบวนการนอกกฎหมาย' ไม่ได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการดังกล่าวได้ ทั้งเอกสารบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้มีสถานะทางกฎหมาย และการดำเนินการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงออก การควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทั่งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อแนะนำจากศูนย์ทนายฯ หากประสบเหตุดังกล่าว
ต่อสถานการณ์ดังกล่าวที่ยังดำเนินสืบเนื่องมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อแนะนำต่อประชาชนที่ถูกติดตามคุกคาม ดังต่อไปนี้
1. ประชาชนหรือญาติของผู้ถูกคุกคาม ควรทำการสังเกต สอบถาม และบันทึกข้อมูลพฤติการณ์ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้ามาติดตามคุกคามโดยละเอียดเท่าที่สามารถทำได้ อาทิเช่น วันเวลาที่เจ้าหน้าที่มาติดตาม จำนวนเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่แต่งกายเช่นใด เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานใด ชื่อยศตำแหน่งใด ดำเนินการภายใต้คำสั่งของใคร มีเอกสารใดในการแสดงตัวบ้าง มีเอกสารใดที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความดังกล่าว
2. บันทึกภาพหรือบันทึกวิดีโอเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาติดตามคุกคามไว้ รวมทั้งบันทึกภาพเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่นำมาหากสามารถทำได้
3. ประชาชนมีสิทธิที่จะให้ข้อมูลใด ๆ กับเจ้าหน้าที่หรือไม่ก็ได้ และสามารถขอติดต่อปรึกษาบุคคลที่ไว้วางใจ หรือทนายความ เพื่อร่วมติดตามการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
4. หากจะมีการพาตัว หรืออ้างว่าเชิญตัวไปยังสถานีตำรวจ หรือสถานที่อื่นใด ไม่จำเป็นต้องไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมตัวตามกฎหมาย หากไม่มีหมายจับที่ออกโดยศาล
5. ประชาชนมีสิทธิจะไม่ให้ข้อมูล หรือไม่ลงนามในเอกสารใด ๆ ที่เจ้าหน้าที่นำมา เนื่องจากไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย และเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารที่มีสถานะทางกฎหมายใด
6. หากเจ้าหน้าที่ข่มขู่จะดำเนินคดี ก็ไม่มีหลักประกันว่าการลงชื่อในเอกสารแล้ว จะไม่นำไปสู่การถูกดำเนินคดีได้ ทั้งข้อความที่เจ้าหน้าที่ระบุ ก็อาจจะไม่ได้ผิดกฎหมายใด เนื่องจากเป็นการกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่เองฝ่ายเดียว
7. พึงระมัดระวัง การให้ความร่วมมือกับบุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เปิดเผยชื่อและสังกัด ไม่ควรรับข้อเท็จจริงใด เช่น รับว่าเป็นเจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดีย รับว่าเป็นคนโพสต์ ยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ ยินยอมให้สำเนา ให้พาสเวิร์ด (password) หรือลงนามในเอกสารใด เพราะหลักฐานและเอกสารดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ผูกมัดในการดำเนินการในทางคดีได้อีกด้วย
8. ประชาชนที่ถูกคุกคามสามารถร่วมกันร้องเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังกลไกการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), คณะกรรมาธิการในสภาชุดต่างๆ ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ด้านตำรวจ หรือด้านความมั่นคง หรือเข้าร้องเรียนหน่วยงานภายในของตำรวจเอง เพื่อร่วมกันผลักดันให้มีการตรวจสอบและยุติปฏิบัติการดังกล่าว
รวมทั้งหากประชาชนรายใดประสบกับสถานการณ์การคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อแจ้งเรื่องมาที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ในทุกช่องทาง
https://tlhr2014.com/archives/68109
JJNY : 'ไผ่-จตุภัทร์'ขอให้เปิดเผยสัญญา│ตร.ตามถึงบ้าน ปชช.│กำลังซื้อทรุดหนัก│เลขาฯยูเอ็นว่า รัสเซียจะต้องลงโทษเกาหลีเหนือ
https://prachatai.com/journal/2024/06/109659
'ไผ่-จตุภัทร์' ขอให้เปิดเผยสัญญาซื้อขาย 'เพกาซัส' แต่ 'บริษัท เอ็นเอสโอ กรุ๊ป จำกัด' ผู้ผลิตอาวุธไซเบอร์จากอิสราเอล ขอแค่ 'จ่ายแล้วจบ' ไม่รับผิด เลิกการไกล่เกลี่ย เข้าสู่กระบวนการต่อไปคือการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันใหม่
เพจ iLaw รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2567 ที่ศาลแพ่งมีนัดไกล่เกลี่ยคดีที่ไผ่ จตุภัทร์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทผลิตอาวุธไซเบอร์จากอิสราเอลฐานละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งฝ่ายจำเลยส่งตัวแทนฝ่ายกฎหมายจากอิสรเอลมาขอเจรจา แต่สุดท้ายตกลงกันไม่ได้เพราะทางฝ่ายจำเลยไม่ยอมรับผิด เสนอให้เพียงเงินบางส่วน และยังตั้งเงื่อนไขห้ามเผยแพร่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เช่นนั้นจะเอาเงินคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย การไกล่เกลี่ยจึงไม่สำเร็จ
คดีนี้จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ยื่นฟ้องบริษัท เอ็นเอสโอ กรุ๊ป จำกัด บริษัทผลิตอาวุธไซเบอร์จากประเทศอิสราเอลเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ฐานผลิตและใช้งานสปายแวร์เพกาซัสเพื่อเจาะระบบเข้ามาล้วงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนักกิจกรรมไทยรวม 35 คน ซึ่งจตุภัทร์เป็นหนึ่งในคนที่ถูกเจาะระบบโทรศัพท์ จึงฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้ "หยุด" การใช้เพกาซัส ขอให้เปิดเผยข้อมูลการซื้อขายเพกาซัสกับรัฐบาลไทย และขอเรียกค่าเสียหาย 2,500,000 บาท ฐานละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว
หลังจากยื่นฟ้องแล้ว ฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอิสราเอลได้แต่งตั้งทนายความในประเทศไทยเข้ามาต่อสู้คดี และยื่นคำให้การโดยอธิบายว่า บริษัท เอ็นเอสโอ เป็นเพียงผู้คิดค้นและพัฒนาสปายแวร์เพื่อจำหน่ายภายใต้ใบอนุญาต แต่ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการใช้งานและไม่รู้ว่าเป้าหมายของลูกค้าที่ต้องการเจาะโทรศัพท์คือบุคคลใด แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าได้ใช้สปายแวร์นี้เจาะโทรศัพท์ของจตุภัทร์หรือไม่ ซึ่งต่อมาทนายความของจำเลยติดต่อขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับโจทก์ และตกลงกันได้เป็นวันที่ 21 มิ.ย. 2567 โดยฝ่ายจำเลยมี ชมูเอล ซันเรย์ (Shmuel Sunray) หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย (chief legal counsel) ของบริษัทเอ็นเอสโอเดินทางมาเจรจาด้วยตัวเอง
ก่อนถึงวันนัดหมายทนายความของโจทก์ได้ยื่นข้อเสนอเป็นเอกสารไปว่า หากจำเลยต้องการเจรจาให้ถอนฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยเปิดเผยสัญญาซื้อขายสปายแวร์เพกาซัสที่ทำกับหน่วยงานของรัฐไทย หากยอมเปิดเผยข้อมูล ฝ่ายโจทก์ก็จะไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ เพิ่มเติม หรือหากจำเลยยอมเปิดเผยข้อมูลบางส่วน เช่น ชื่อหน่วยงานที่ซื้อขายสปายแวร์เพกาซัสและบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ก็จะขอเรียกร้องค่าเสียหายเพียงครึ่งเดียว คือ 1,250,000 บาท แล้วยินยอมถอนฟ้องคดีนี้
ในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยคดีนี้ ฝ่ายจำเลยขอให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องที่มาสังเกตการณ์คดีนั่งรออยู่นอกห้อง โดยจำเลยไม่ได้เสนอว่าจะยอมรับข้อเรียกร้องใดจากโจทก์ได้บ้างตามที่โจทก์เสนอไว้ จำเลยเพียงร่างข้อความแถลงต่อศาลขึ้นมาใหม่ว่า บริษัทเอ็นเอสโอเป็นผู้ผลิตเพกาซัสสปายแวร์ที่มีธรรมนูญในการใช้งานและบริษัทจริงจังที่จะไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงใดๆ ว่ามีการละเมิดสิทธิต่อจตุภัทร์ ไม่ยอมรับว่ามีการใช้งานสปายแวร์เพกาซัสในประเทศไทย แต่พร้อมเสนอที่จะจ่ายเงินให้จตุภัทร์เป็นจำนวน 1,250,000 บาท โดยไม่ระบุว่าเป็น "ค่าเสียหาย" ระบุเพียงว่าเป็นเงินจำนวนนี้เท่านั้น
ฝ่ายโจทก์พยายามเสนอให้จำเลยยอมรับเพียงว่า หากมีการใช้งานสปายแวร์ในทางที่ผิดในประเทศไทย บริษัทเอ็นเอสโอก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ฝ่ายจำเลยก็ยังไม่ยอมแถลงด้วยคำว่า "จะตรวจสอบ" ยอมรับได้เพียงถ้อยคำว่า "มีการตรวจสอบ" (would be investigated) และยอมรับได้เพียงคำว่า ถ้ามีการใช้งานในประเทศนั้น (was in the country) โดยไม่ได้ระบุสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ
การเจรจากันเกือบจะเกิดผลที่พอสามารถรับกันได้ แต่ทางฝ่ายจำเลยเสนอเงื่อนไขให้เขียนในสัญญาประนีประนอมยอมความทำนองว่า ฝ่ายโจทก์จะไม่นำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น หากมีการเผยแพร่ให้มีผลบังคับทันทีว่า ฝ่ายโจทก์ต้องคืนเงินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ซึ่งฝ่ายโจทก์ไม่เห็นด้วย แม้โจทก์ยินยอมที่จะไม่เผยแพร่สัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แต่ภายใต้เงื่อนไขนี้ฝ่ายจำเลยอาจจะเป็นคนเผยแพร่เอกสารเองแล้วมาเอาเงินคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยด้วยก็ได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ไม่ยอมตกลงเงื่อนไขนี้ ฝ่ายจำเลยก็ไม่ยอมที่จะไม่เขียนเงื่อนไขนี้ด้วย จึงตกลงกันไม่ได้ และเลิกการไกล่เกลี่ย เข้าสู่กระบวนการต่อไปคือการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันใหม่
คดีนี้มีนัดสืบพยานในวันที่ 3-6 และ 10 ก.ย. 2567 โดยฝ่ายโจทก์เตรียมพยานเข้าสืบเก้าปาก เป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ ผู้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ และนักวิจัยที่ติดตามข้อมูลเรื่องการใช้งานเพกาซัส ด้านฝ่ายจำเลย ชมูเอล ซันเรย์ ก็จะมาเป็นพยานเบิกความที่ศาลแพ่งด้วย
https://www.facebook.com/iLawClub/posts/867975748709379?ref=embed_post
ตร.ตามถึงบ้าน ปชช. อ้างเคยแชร์โพสต์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์-ขอให้ลบ บางรายให้เซ็นบันทึกข้อตกลง
https://prachatai.com/journal/2024/06/109658
ศูนย์ทนายฯ เผยช่วง 18-20 มิ.ย. 67 มีรายงานตำรวจไปบ้านประชาชน โดยอ้างว่าเคยโพสต์หรือแชร์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และแจ้งให้ลบโพสต์ หรือเรียกไปให้เซ็นข้อตกลงว่าจะไม่ทำอีก ชี้เป็นกระบวนการนอก กม. พร้อมฝากข้อแนะนำถึงผู้ประสบเหตุเดียวกัน
22 มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานวันนี้ (21 มิ.ย.) ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย. 2567 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากประชาชนอย่างน้อย 2 ราย ว่าได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตามถึงบ้าน โดยอ้างเหตุเกี่ยวกับการเคยแชร์โพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และแจ้งขอให้ลบโพสต์ออก
ศูนย์ทนายฯ ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใน 2 พื้นที่ภูมิภาค ข้อน่าสังเกตคือ แม้เกิดขึ้นคนละจังหวัด แต่มีรูปแบบร่วมกันคือเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านประชาชน โดยอ้างว่า ประชาชนที่ถูกติดตามเคยแชร์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์บนสื่อโซเชียลมีเดีย จึงขอให้ลบโพสต์ดังกล่าวออก และเตือนว่าอย่ากระทำอีก
นอกจากนี้ ประชาชนรายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อให้ไปเซ็นเอกสารบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจ โดยมีเอกสารที่มีข้อความในลักษณะยอมรับว่าเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลที่พาดพิงสถาบันหลักของชาติจริง ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมและมิบังควร และได้เข้าใจแล้วว่าไม่ถูกต้อง จึงขอให้สัญญาว่าจะไม่กระทำการในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป แต่ประชาชนปฏิเสธการไปเซ็นเอกสารดังกล่าว
เอกสารที่เจ้าหน้าที่รัฐนำไปให้ประชาชนลงชื่อ เมื่อช่วงปี 2564 และปัจจุบันพบว่า ยังมีการใช้เอกสารในลักษณะเดียวกันนี้อยู่
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ดำเนินสืบเนื่องมาตั้งแต่ราวช่วงปี 2562 มีลักษณะที่ปรับรูปแบบมาจากปฏิบัติการของทหารในช่วงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจเข้าติดตามคุกคามประชาชน แต่ช่วงหลังปี 2562 ได้ใช้หน่วยงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามถึงบ้าน ที่ทำงาน หรือพื้นที่ส่วนตัวของประชาชน พร้อมอ้างว่าได้โพสต์หรือแชร์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ มีการข่มขู่จะดำเนินคดี บางรายถูกนำตัวไปสถานีตำรวจโดยไม่มีหมายจับหรือหมายเรียก และให้ทำบันทึกข้อตกลงว่าจะกระทำในลักษณะดังกล่าวอีก หรือถูกบันทึกวิดีโอระหว่างกระบวนการที่อ้างว่าเป็นการสอบสวน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมของนักศึกษาเยาวชนปี 2563-64 แม้สถานการณ์ชุมนุมจะลดระดับลงไปแล้ว แต่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนก็ยังได้รับรายงานการคุกคามในลักษณะนี้เป็นระยะตลอดช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา แม้ในช่วงที่เปลี่ยนรัฐบาลในปัจจุบันแล้วก็ตาม
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า กระบวนการทั้งหมดนี้เป็น 'กระบวนการนอกกฎหมาย' ไม่ได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการดังกล่าวได้ ทั้งเอกสารบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้มีสถานะทางกฎหมาย และการดำเนินการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงออก การควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทั่งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อแนะนำจากศูนย์ทนายฯ หากประสบเหตุดังกล่าว
ต่อสถานการณ์ดังกล่าวที่ยังดำเนินสืบเนื่องมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อแนะนำต่อประชาชนที่ถูกติดตามคุกคาม ดังต่อไปนี้
1. ประชาชนหรือญาติของผู้ถูกคุกคาม ควรทำการสังเกต สอบถาม และบันทึกข้อมูลพฤติการณ์ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้ามาติดตามคุกคามโดยละเอียดเท่าที่สามารถทำได้ อาทิเช่น วันเวลาที่เจ้าหน้าที่มาติดตาม จำนวนเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่แต่งกายเช่นใด เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานใด ชื่อยศตำแหน่งใด ดำเนินการภายใต้คำสั่งของใคร มีเอกสารใดในการแสดงตัวบ้าง มีเอกสารใดที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความดังกล่าว
2. บันทึกภาพหรือบันทึกวิดีโอเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาติดตามคุกคามไว้ รวมทั้งบันทึกภาพเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่นำมาหากสามารถทำได้
3. ประชาชนมีสิทธิที่จะให้ข้อมูลใด ๆ กับเจ้าหน้าที่หรือไม่ก็ได้ และสามารถขอติดต่อปรึกษาบุคคลที่ไว้วางใจ หรือทนายความ เพื่อร่วมติดตามการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
4. หากจะมีการพาตัว หรืออ้างว่าเชิญตัวไปยังสถานีตำรวจ หรือสถานที่อื่นใด ไม่จำเป็นต้องไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมตัวตามกฎหมาย หากไม่มีหมายจับที่ออกโดยศาล
5. ประชาชนมีสิทธิจะไม่ให้ข้อมูล หรือไม่ลงนามในเอกสารใด ๆ ที่เจ้าหน้าที่นำมา เนื่องจากไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย และเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารที่มีสถานะทางกฎหมายใด
6. หากเจ้าหน้าที่ข่มขู่จะดำเนินคดี ก็ไม่มีหลักประกันว่าการลงชื่อในเอกสารแล้ว จะไม่นำไปสู่การถูกดำเนินคดีได้ ทั้งข้อความที่เจ้าหน้าที่ระบุ ก็อาจจะไม่ได้ผิดกฎหมายใด เนื่องจากเป็นการกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่เองฝ่ายเดียว
7. พึงระมัดระวัง การให้ความร่วมมือกับบุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เปิดเผยชื่อและสังกัด ไม่ควรรับข้อเท็จจริงใด เช่น รับว่าเป็นเจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดีย รับว่าเป็นคนโพสต์ ยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ ยินยอมให้สำเนา ให้พาสเวิร์ด (password) หรือลงนามในเอกสารใด เพราะหลักฐานและเอกสารดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ผูกมัดในการดำเนินการในทางคดีได้อีกด้วย
8. ประชาชนที่ถูกคุกคามสามารถร่วมกันร้องเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังกลไกการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), คณะกรรมาธิการในสภาชุดต่างๆ ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ด้านตำรวจ หรือด้านความมั่นคง หรือเข้าร้องเรียนหน่วยงานภายในของตำรวจเอง เพื่อร่วมกันผลักดันให้มีการตรวจสอบและยุติปฏิบัติการดังกล่าว
รวมทั้งหากประชาชนรายใดประสบกับสถานการณ์การคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อแจ้งเรื่องมาที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ในทุกช่องทาง
https://tlhr2014.com/archives/68109