พริษฐ์ ชงแบ่งงบ10% จากดิจิทัลวอลเล็ต มาลงทุน3ตัวเปลี่ยนเกม ยกระดับทักษะคนไทย
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_777777785826
“พริษฐ์” เจอ 3 ปัญหาพัฒนาทักษะซ้ำกัน ชง 3 ตัวเปลี่ยนเกมยกระดับทักษะคนในประเทศฉบับก้าวไกล พร้อมขอแบ่ง 10% จากดิจิทัลวอลเล็ตคงไม่มากเกินไป
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2567 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 มิ.ย. 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สอง
เวลา 11.10 น. นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า การที่จะรู้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรให้ดูที่การลงทุนให้งบประมาณนั้นๆ ในการพัฒนา เท่าที่ดูในงบประมาณโครงการ 5,631 โครงการในงบประมาณปี 2568 นั้น พบว่ารัฐบาลจัดสรรงบสำหรับการศึกษา เรียนรู้ การยกระดับทักษะช่วงวัยอยู่ที่ 510,000 ล้านบาท กระจายไป 14 กระทรวง ซึ่งช่วงวัยคือตั้งแต่เราเกิดจนเราแก่
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะพัฒนาในทั้งเด็กและผู้สูงอายุก็จะเจอปัญหาเหมือนกัน 3 เรื่อง ดังนี้
1. งบเรียนรู้ที่ไม่เรียนรู้ เป็นการลงทุนงบไปกับชื่อ วัตถุประสงค์ที่ฟังดูดี แต่ถ้าไปดูไส้ในเป็นกิจกรรมที่ไม่น่าจะส่งเสริมหรือยกระดับได้จริง
2. งบต่างคนต่างทำ เป็นลักษณะที่หน่วยงานภาครัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน จนไม่รู้ว่าชื่อโครงการนั้นๆ เป็นหน่วยงานไหนกันแน่ที่รัฐผิดชอบ
และ 3. งบคนเรียนไม่ได้เลือก คนเลือกไม่ได้เรียน เพราะเรามีทั้งกระทรวงที่คิดแทนโรงเรียนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีรัฐที่คิดแทนตลาดในการยกระดับทักษะแรงงาน
ฉะนั้น การศึกษาเราจะตัดเสื้อให้เข้ากับเด็กแต่ละคนที่มีความชอบความถนัดไม่เหมือนกันไม่ได้เลย ตราบใดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีความใกล้ชิดกับผู้เรียนยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่า งบประมาณที่ใช้ในโรงเรียนของเขานั้นจะใช้ไปกับอะไร เพราะที่สังเกตเห็น คือ เมื่อให้กับโรงเรียนก็จะเป็นแบบ 5 ก้อน ซึ่งเป็นการสร้างข้อจำกัดของการใช้งบเป็นอย่างมาก
นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า หากเราอยากจัดงบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ เราปรับเล็กไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนใหญ่ และตนเรียกว่าตัวเปลี่ยนเกมทั้ง 3 ตัว คือ ตัวเปลี่ยนเกมที่ 1 อัดฉีดงบนี้ให้ท้องถิ่นดูแลเด็ก 1,000 วันแรก เข้าใจว่าจะให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบนั้นก็เป็นไปได้ยาก
แต่จะดีหรือไม่ถ้าให้ท้องถิ่นมาดูแลตรงนี้ ด้วยการปลดล็อกและสนับสนุนงบให้ท้องถิ่นสามารถมารับภารกิจดูแลเด็กในช่วง 1,000 วันแรกได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง และในเชิงงบประมาณจำเป็นต้องอัดฉีดอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนขยายวันเวลาเปิด เพื่อให้ศูนย์เด็กเล็กที่มีอยู่แล้วเปิดถึงเย็นได้ และขยายช่วงอายุเด็กที่ส่วนกลางสามารถอุดหนุนงบกับท้องถิ่นได้ โดยรวมเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีได้ด้วย
ตัวเปลี่ยนเกมที่ 2 ในวัยเรียน คือการระเบิดงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานกระจายให้โรงเรียน ครู นักเรียน เราเชื่อว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงนัยยะสำคัญได้ หากเราแก้เรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรรงบที่มีอยู่แล้ว และเพื่อให้งบถึงมือโรงเรียนจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบ คือ ในส่วนของเงินอุดหนุนการจัดการศึกษา
กระทรวงควรเปลี่ยนวิธีการส่งงบไปที่โรงเรียนที่จากปัจจุบันแบ่งเป็น 5 ก้อน แยกออกจากกัน เป็นการส่งเป็นก้อนเดียวไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงเรียนไปตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
ในส่วนของงบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 8 พันกว่าล้านบาท ตนเสนอว่ากระทรวงควรหยุดคิดแทนโรงเรียนว่าจะลงทุนด้านไหน โรงเรียนไหนที่พร้อมและมีความต้องการก็จัดสรรงบเป็นก้อน ให้โรงเรียนตัดสินใจกันเอง และเพื่อให้งบถึงมือคุณครู
ตนเสนอว่าต้องระเบิดโดยให้คูปองแล้วไปคิดเองว่า จะพัฒนาทักษะด้านไหนให้ตอบโจทย์ห้องเรียน และเพื่อให้ถึงมือโรงเรียนควรจะมีงบส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนบางโครงการ เพื่อแปลงเป็นคูปองเปิดโลกที่สามารถเลือกเองได้
นาย
พริษฐ์ กล่าวอีกว่า ตัวเปลี่ยนเกมที่ 3 ลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์เพิ่มทักษะ โดยการเพิ่มจากปัจจุบันเป็น 5 หมื่นล้านบาท โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนจากเบี้ยหัวแตกเป็นการลงทุนแบบบาซูก้า รวมทรัพยากรอดักฉีด และดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานด้วยกัน และจากที่รัฐคิดแทนตลาดอุดหนุนให้ผู้เรียนเป็นผู้เรียนสามารถเลือกเองได้
ฉะนั้น ยืนยันว่ารัฐสามารถทำได้ และถ้าท่านกังวลว่าเราจะหางบบประมาณมาจากไหน ตนได้ยินว่าปีนี้มีโครงการที่น่าจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ตนพูดถึง 10 เท่า ด้วยเหตุผลที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ตนหวังว่าถ้าจะขอใช้งบประมาณ 10% ของมูลค่าโครงการนั้น เพื่อมาใช้ในการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัย หวังว่าจะไม่เป็นการขอที่มากจนเกินไป
“
ผมคิดว่างบปี 68 สะท้อนเห็นชัดว่ารัฐบาลเศรษฐา ยังคงเลือกที่จะลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน อาคาร ในขณะที่มีสิ่งที่เพิ่มในปีนี้แปลกปลอมจากปีก่อนๆ คือ การลงทุนแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ปัญหาเหมือนเดิมคือการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนในประเทศ” นาย
พริษฐ์ กล่าว
ส.ส.ก้าวไกล อัด รบ.ไม่จริงใจแก้ปัญหาการศึกษา กยศ.ของบ 5 พันล้านไม่ได้สักบาท จุลพันธ์ ลุกแจง
https://www.matichon.co.th/politics/news_4638011
ส.ส.ปารมี ก้าวไกล เผย ตัวเลขเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา 1.02 ล้านคน ส่อหลุดอีก 2.8 ล้านคน อัด รัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหา หลังปีนี้กยศ.ของบ 1.9 หมื่นล้าน แต่รัฐให้ 800 ล้านบาท ส่วนงบ 68 ขอ 5,000 ล้านบาท แต่ไม่ให้สักบาทเดียว หวั่นทำเด็กกู้ยืมไม่มีเงินเรียนต่อ ด้าน “รมช.คลัง” แจง กองทุนฯอยู่ในช่วงปรับตัวจากการแก้ไขกม. ขอให้มั่นใจไม่มีใครไม่ได้เรียน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 เป็นวันที่สอง มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม ได้มีการอภิปรายต่อในส่วนของงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ
นาย
ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า ปัจจุบันมีเด็กหลุดออกนอกระบบ 1.02 ล้านคน เท่ากับเด็กไทย 100 คน หลุดออกนอกระบบ 8 คน ความยากจนคือสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบ เรายังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าระบบการศึกษาอย่างมาก เด็กยากจนคือเด็กที่หลุดออกนอกระบบเป็นกลุ่มแรก กว่าครึ่งของเด็กกลุ่มนี้ต้องการทำงานมากกว่าเรียนหนังสือ แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยไม่ตอบโจทย์ให้กับเด็กกลุ่มนี้ เหมือนเป็นการผลักเขาออกนอกระบบ ทำเขาตกหล่นไม่โอบรับ ดังนั้น รัฐบาลต้องห้ามเลือดไม่ให้ไหลมากกว่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับเด็กปัจจุบันที่ยังไม่หลุดออกจากระบบ แต่มีแนวโน้มกำลงจะหลุด 2.8 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความยากจนรุนแรงที่สุดในประเทศ
นาย
ปารมี กล่าวต่อว่า รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแบบเร่งด่วน แต่กลับจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงไม่เพียงพอ ซึ่งในงบ 68 กสศ.ของบ 7,800 ล้านบาท แต่รัฐบาลให้เพียง 6,900 ล้านบาท หากเราต้องการช่วยเด็กกลุ่มนี้ที่มีจำนวนล้านกว่าคนที่ออกนอกระบบไปแล้ว ตนคิดว่ากสศ. ต้องได้รับงบประมาณมากกว่านี้ นอกจากนี้ ข้อมูลของกสศ. ยังพบว่าในระดับอุดมศึกษา เด็กกลุ่มยากจนรุนแรงสามารถเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้เพียง 12.4% สาเหตุเพราะค่าใช้จ่ายในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระบบ T-CAS ในปัจจุบันสูงมากหลักหลายพันบาท เด็กที่มีฐานะดีจะสอบกี่วิชาก็ได้ แต่เป็นการผลักเด็กที่มีความสามารถแต่ไม่มีโอกาสด้านการเงิน และเด็กบางคนแม้จะมีแรงฮึดสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่ก็ไม่มีเงินเรียน
นาย
ปารมี กล่าวด่วยว่า ขณะนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังมีปัญหาใหญ่ขาดสภาพคล่องหนักมาก โดยกลับมาขอรับงบประมาณในรอบหลายสิบปี ซึ่งปีนี้ของบสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลให้ได้แค่ 800 ล้านบาท ส่วนงบ 68 ขอ 5,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ให้แม้แต่บาทเดียว และอาจจำเป็นต้องตัดเงินกู้ยืมที่จะให้เด็กในปีการศึกษานี้ หรือหากยังมีปัญหาอาจต้องตัดเงินที่ให้เด็กไปแล้วซึ่งอาจทำให้ไม่มีเงินเรียนต่อ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ดังนั้น ตนขอเสนอการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ คือต้องเร่งช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกนอกระบบ ต้องไม่จัดงบแบบการอุดหนุนรายหัว การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องฟรีจริง เพิ่มประสิทธิประโยชน์จูงใจครูให้สอนโรงเรียนขนาดเล็ก ปฏิรูปหลักสูตร และสร้างการศึกษาแบบไร้รอยต่อ อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ T-CAS
“
การที่เด็กคนหนึ่งได้รับการศึกษาที่ดีจะเป็นบันไดสำคัญในการเข้าสู่รายได้ และคุณภาพชีวิต หากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐจะเกิดปัญหาอื่นตามมา วันนี้ท่านเพิกเฉยต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หวังว่าท่านจะได้บริหารงบประมาณใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบ และให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพที่เสมอภาคกัน” นาย
ปารมี กล่าว
ด้าน นาย
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงยอมรับว่ากยศ.ของบครั้งแรก จริงๆในรอบหลายปี ซึ่งขณะนี้กยศ.เหมือนอยู่ในช่วงปรับตัวจากการแก้ไขพ.ร.บ.กยศ. ส่วนปีนี้ที่กยศ.ของบ 1.9 หมื่นล้านบาท จากการหารือกับสำนักงบประมาณดูแล้วว่าการบริหารจัดการสามารถทำได้ภายใต้กรอบที่เหลือในกองทุน ทั้งการรับเงินจากลูกหนี้ และการบริหารจัดการอื่นๆ ที่สามารถบริหารจัดการได้จากการรับงบอีก 800 ล้านบาท แต่หากไม่พอยังมีกลไกรองรับอื่นๆ เช่น งบกลาง จึงยืนยันได้ว่าจะไม่มีนักเรียน นักศึกษา ที่กู้ยืมเงินกยศ.ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
กสิกรไทย คาดศก.ไทยปีนี้โต 2.6% มองครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นจากเบิกจ่ายงบและส่งออก
ttps://www.matichon.co.th/economy/news_4638113
กสิกรไทย คาดศก.ไทยปีนี้โต 2.6% มองครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นจากเบิกจ่ายงบและส่งออก ห่วงทั่วโลกใช้มาตรการกีดกันการค้า
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นาย
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐ จะให้ภาพแรงส่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าคาด จนตลาดปรับการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หรือ Higher for Longer นั้น แต่มีประเด็นที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากในระยะหลัง ได้แก่ นโยบายภาษีของสหรัฐ และยุโรปที่กีดกันอุตสาหกรรม Cleantech ของจีน ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์ ซึ่งมองว่าจะส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตในภูมิภาคยุโรป อาเซียน และอเมริกาใต้ ขณะที่ หากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง กลยุทธ์ของจีนในการกระจายความเสี่ยงทางการค้า อย่างเช่น China+1 ที่ขยายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีทางการค้า ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ดังนั้น ไทยต้องจับกระแสประเด็นการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อภาคอุตสาหกรรมไทยปรับทิศทางได้ทัน
นางสาว
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองเพิ่มเติมถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ว่า มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการส่งออกที่ขยายตัวเป็นบวกมากขึ้นจากปัจจัยฐานต่ำในปี 2566 อย่างไรก็ตาม ประเด็นความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นข้างต้น การระบายสินค้าจากกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีนมายังตลาดโลกรวมถึงไทย ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงมีผลให้ส่งออกไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ โดยสรุปภาพรวมทั้งปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 2.6%
JJNY : พริษฐ์ ชงแบ่งงบ10%│ก้าวไกลอัดรบ.ไม่จริงใจแก้ปัญหาการศึกษา│คาดศก.ไทยโต 2.6%│สหรัฐลั่นยูเครนต้องชนะค่อยคิดเข้านาโต
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_777777785826
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2567 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 มิ.ย. 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สอง
เวลา 11.10 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า การที่จะรู้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรให้ดูที่การลงทุนให้งบประมาณนั้นๆ ในการพัฒนา เท่าที่ดูในงบประมาณโครงการ 5,631 โครงการในงบประมาณปี 2568 นั้น พบว่ารัฐบาลจัดสรรงบสำหรับการศึกษา เรียนรู้ การยกระดับทักษะช่วงวัยอยู่ที่ 510,000 ล้านบาท กระจายไป 14 กระทรวง ซึ่งช่วงวัยคือตั้งแต่เราเกิดจนเราแก่
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะพัฒนาในทั้งเด็กและผู้สูงอายุก็จะเจอปัญหาเหมือนกัน 3 เรื่อง ดังนี้
1. งบเรียนรู้ที่ไม่เรียนรู้ เป็นการลงทุนงบไปกับชื่อ วัตถุประสงค์ที่ฟังดูดี แต่ถ้าไปดูไส้ในเป็นกิจกรรมที่ไม่น่าจะส่งเสริมหรือยกระดับได้จริง
2. งบต่างคนต่างทำ เป็นลักษณะที่หน่วยงานภาครัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน จนไม่รู้ว่าชื่อโครงการนั้นๆ เป็นหน่วยงานไหนกันแน่ที่รัฐผิดชอบ
และ 3. งบคนเรียนไม่ได้เลือก คนเลือกไม่ได้เรียน เพราะเรามีทั้งกระทรวงที่คิดแทนโรงเรียนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีรัฐที่คิดแทนตลาดในการยกระดับทักษะแรงงาน
ฉะนั้น การศึกษาเราจะตัดเสื้อให้เข้ากับเด็กแต่ละคนที่มีความชอบความถนัดไม่เหมือนกันไม่ได้เลย ตราบใดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีความใกล้ชิดกับผู้เรียนยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่า งบประมาณที่ใช้ในโรงเรียนของเขานั้นจะใช้ไปกับอะไร เพราะที่สังเกตเห็น คือ เมื่อให้กับโรงเรียนก็จะเป็นแบบ 5 ก้อน ซึ่งเป็นการสร้างข้อจำกัดของการใช้งบเป็นอย่างมาก
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากเราอยากจัดงบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ เราปรับเล็กไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนใหญ่ และตนเรียกว่าตัวเปลี่ยนเกมทั้ง 3 ตัว คือ ตัวเปลี่ยนเกมที่ 1 อัดฉีดงบนี้ให้ท้องถิ่นดูแลเด็ก 1,000 วันแรก เข้าใจว่าจะให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบนั้นก็เป็นไปได้ยาก
แต่จะดีหรือไม่ถ้าให้ท้องถิ่นมาดูแลตรงนี้ ด้วยการปลดล็อกและสนับสนุนงบให้ท้องถิ่นสามารถมารับภารกิจดูแลเด็กในช่วง 1,000 วันแรกได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง และในเชิงงบประมาณจำเป็นต้องอัดฉีดอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนขยายวันเวลาเปิด เพื่อให้ศูนย์เด็กเล็กที่มีอยู่แล้วเปิดถึงเย็นได้ และขยายช่วงอายุเด็กที่ส่วนกลางสามารถอุดหนุนงบกับท้องถิ่นได้ โดยรวมเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีได้ด้วย
ตัวเปลี่ยนเกมที่ 2 ในวัยเรียน คือการระเบิดงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานกระจายให้โรงเรียน ครู นักเรียน เราเชื่อว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงนัยยะสำคัญได้ หากเราแก้เรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรรงบที่มีอยู่แล้ว และเพื่อให้งบถึงมือโรงเรียนจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบ คือ ในส่วนของเงินอุดหนุนการจัดการศึกษา
กระทรวงควรเปลี่ยนวิธีการส่งงบไปที่โรงเรียนที่จากปัจจุบันแบ่งเป็น 5 ก้อน แยกออกจากกัน เป็นการส่งเป็นก้อนเดียวไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงเรียนไปตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
ในส่วนของงบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 8 พันกว่าล้านบาท ตนเสนอว่ากระทรวงควรหยุดคิดแทนโรงเรียนว่าจะลงทุนด้านไหน โรงเรียนไหนที่พร้อมและมีความต้องการก็จัดสรรงบเป็นก้อน ให้โรงเรียนตัดสินใจกันเอง และเพื่อให้งบถึงมือคุณครู
ตนเสนอว่าต้องระเบิดโดยให้คูปองแล้วไปคิดเองว่า จะพัฒนาทักษะด้านไหนให้ตอบโจทย์ห้องเรียน และเพื่อให้ถึงมือโรงเรียนควรจะมีงบส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนบางโครงการ เพื่อแปลงเป็นคูปองเปิดโลกที่สามารถเลือกเองได้
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ตัวเปลี่ยนเกมที่ 3 ลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์เพิ่มทักษะ โดยการเพิ่มจากปัจจุบันเป็น 5 หมื่นล้านบาท โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนจากเบี้ยหัวแตกเป็นการลงทุนแบบบาซูก้า รวมทรัพยากรอดักฉีด และดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานด้วยกัน และจากที่รัฐคิดแทนตลาดอุดหนุนให้ผู้เรียนเป็นผู้เรียนสามารถเลือกเองได้
ฉะนั้น ยืนยันว่ารัฐสามารถทำได้ และถ้าท่านกังวลว่าเราจะหางบบประมาณมาจากไหน ตนได้ยินว่าปีนี้มีโครงการที่น่าจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ตนพูดถึง 10 เท่า ด้วยเหตุผลที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ตนหวังว่าถ้าจะขอใช้งบประมาณ 10% ของมูลค่าโครงการนั้น เพื่อมาใช้ในการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัย หวังว่าจะไม่เป็นการขอที่มากจนเกินไป
“ผมคิดว่างบปี 68 สะท้อนเห็นชัดว่ารัฐบาลเศรษฐา ยังคงเลือกที่จะลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน อาคาร ในขณะที่มีสิ่งที่เพิ่มในปีนี้แปลกปลอมจากปีก่อนๆ คือ การลงทุนแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ปัญหาเหมือนเดิมคือการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนในประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว
ส.ส.ก้าวไกล อัด รบ.ไม่จริงใจแก้ปัญหาการศึกษา กยศ.ของบ 5 พันล้านไม่ได้สักบาท จุลพันธ์ ลุกแจง
https://www.matichon.co.th/politics/news_4638011
ส.ส.ปารมี ก้าวไกล เผย ตัวเลขเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา 1.02 ล้านคน ส่อหลุดอีก 2.8 ล้านคน อัด รัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหา หลังปีนี้กยศ.ของบ 1.9 หมื่นล้าน แต่รัฐให้ 800 ล้านบาท ส่วนงบ 68 ขอ 5,000 ล้านบาท แต่ไม่ให้สักบาทเดียว หวั่นทำเด็กกู้ยืมไม่มีเงินเรียนต่อ ด้าน “รมช.คลัง” แจง กองทุนฯอยู่ในช่วงปรับตัวจากการแก้ไขกม. ขอให้มั่นใจไม่มีใครไม่ได้เรียน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 เป็นวันที่สอง มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม ได้มีการอภิปรายต่อในส่วนของงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ
นายปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า ปัจจุบันมีเด็กหลุดออกนอกระบบ 1.02 ล้านคน เท่ากับเด็กไทย 100 คน หลุดออกนอกระบบ 8 คน ความยากจนคือสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบ เรายังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าระบบการศึกษาอย่างมาก เด็กยากจนคือเด็กที่หลุดออกนอกระบบเป็นกลุ่มแรก กว่าครึ่งของเด็กกลุ่มนี้ต้องการทำงานมากกว่าเรียนหนังสือ แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยไม่ตอบโจทย์ให้กับเด็กกลุ่มนี้ เหมือนเป็นการผลักเขาออกนอกระบบ ทำเขาตกหล่นไม่โอบรับ ดังนั้น รัฐบาลต้องห้ามเลือดไม่ให้ไหลมากกว่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับเด็กปัจจุบันที่ยังไม่หลุดออกจากระบบ แต่มีแนวโน้มกำลงจะหลุด 2.8 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความยากจนรุนแรงที่สุดในประเทศ
นายปารมี กล่าวต่อว่า รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแบบเร่งด่วน แต่กลับจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงไม่เพียงพอ ซึ่งในงบ 68 กสศ.ของบ 7,800 ล้านบาท แต่รัฐบาลให้เพียง 6,900 ล้านบาท หากเราต้องการช่วยเด็กกลุ่มนี้ที่มีจำนวนล้านกว่าคนที่ออกนอกระบบไปแล้ว ตนคิดว่ากสศ. ต้องได้รับงบประมาณมากกว่านี้ นอกจากนี้ ข้อมูลของกสศ. ยังพบว่าในระดับอุดมศึกษา เด็กกลุ่มยากจนรุนแรงสามารถเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้เพียง 12.4% สาเหตุเพราะค่าใช้จ่ายในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระบบ T-CAS ในปัจจุบันสูงมากหลักหลายพันบาท เด็กที่มีฐานะดีจะสอบกี่วิชาก็ได้ แต่เป็นการผลักเด็กที่มีความสามารถแต่ไม่มีโอกาสด้านการเงิน และเด็กบางคนแม้จะมีแรงฮึดสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่ก็ไม่มีเงินเรียน
นายปารมี กล่าวด่วยว่า ขณะนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังมีปัญหาใหญ่ขาดสภาพคล่องหนักมาก โดยกลับมาขอรับงบประมาณในรอบหลายสิบปี ซึ่งปีนี้ของบสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลให้ได้แค่ 800 ล้านบาท ส่วนงบ 68 ขอ 5,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ให้แม้แต่บาทเดียว และอาจจำเป็นต้องตัดเงินกู้ยืมที่จะให้เด็กในปีการศึกษานี้ หรือหากยังมีปัญหาอาจต้องตัดเงินที่ให้เด็กไปแล้วซึ่งอาจทำให้ไม่มีเงินเรียนต่อ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ดังนั้น ตนขอเสนอการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ คือต้องเร่งช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกนอกระบบ ต้องไม่จัดงบแบบการอุดหนุนรายหัว การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องฟรีจริง เพิ่มประสิทธิประโยชน์จูงใจครูให้สอนโรงเรียนขนาดเล็ก ปฏิรูปหลักสูตร และสร้างการศึกษาแบบไร้รอยต่อ อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ T-CAS
“การที่เด็กคนหนึ่งได้รับการศึกษาที่ดีจะเป็นบันไดสำคัญในการเข้าสู่รายได้ และคุณภาพชีวิต หากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐจะเกิดปัญหาอื่นตามมา วันนี้ท่านเพิกเฉยต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หวังว่าท่านจะได้บริหารงบประมาณใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบ และให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพที่เสมอภาคกัน” นายปารมี กล่าว
ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงยอมรับว่ากยศ.ของบครั้งแรก จริงๆในรอบหลายปี ซึ่งขณะนี้กยศ.เหมือนอยู่ในช่วงปรับตัวจากการแก้ไขพ.ร.บ.กยศ. ส่วนปีนี้ที่กยศ.ของบ 1.9 หมื่นล้านบาท จากการหารือกับสำนักงบประมาณดูแล้วว่าการบริหารจัดการสามารถทำได้ภายใต้กรอบที่เหลือในกองทุน ทั้งการรับเงินจากลูกหนี้ และการบริหารจัดการอื่นๆ ที่สามารถบริหารจัดการได้จากการรับงบอีก 800 ล้านบาท แต่หากไม่พอยังมีกลไกรองรับอื่นๆ เช่น งบกลาง จึงยืนยันได้ว่าจะไม่มีนักเรียน นักศึกษา ที่กู้ยืมเงินกยศ.ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
กสิกรไทย คาดศก.ไทยปีนี้โต 2.6% มองครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นจากเบิกจ่ายงบและส่งออก
ttps://www.matichon.co.th/economy/news_4638113
กสิกรไทย คาดศก.ไทยปีนี้โต 2.6% มองครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นจากเบิกจ่ายงบและส่งออก ห่วงทั่วโลกใช้มาตรการกีดกันการค้า
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐ จะให้ภาพแรงส่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าคาด จนตลาดปรับการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หรือ Higher for Longer นั้น แต่มีประเด็นที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากในระยะหลัง ได้แก่ นโยบายภาษีของสหรัฐ และยุโรปที่กีดกันอุตสาหกรรม Cleantech ของจีน ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์ ซึ่งมองว่าจะส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตในภูมิภาคยุโรป อาเซียน และอเมริกาใต้ ขณะที่ หากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง กลยุทธ์ของจีนในการกระจายความเสี่ยงทางการค้า อย่างเช่น China+1 ที่ขยายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีทางการค้า ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ดังนั้น ไทยต้องจับกระแสประเด็นการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อภาคอุตสาหกรรมไทยปรับทิศทางได้ทัน
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองเพิ่มเติมถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ว่า มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการส่งออกที่ขยายตัวเป็นบวกมากขึ้นจากปัจจัยฐานต่ำในปี 2566 อย่างไรก็ตาม ประเด็นความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นข้างต้น การระบายสินค้าจากกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีนมายังตลาดโลกรวมถึงไทย ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงมีผลให้ส่งออกไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ โดยสรุปภาพรวมทั้งปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 2.6%