พิษกำลังซื้อหดหาย แบกภาระค่าใช้จ่าย ต้นทุนไม่ไหว ‘ร้านค้าย่อย’ ภูธรทยอยเจ๊ง
https://www.matichon.co.th/economy/news_4629942
พิษกำลังซื้อหดหาย แบกภาระค่าใช้จ่าย ต้นทุนไม่ไหว ‘ร้านค้าย่อย’ ภูธรทยอยเจ๊ง
สืบเนื่องจากแหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกและค้าส่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกมายอมรับว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซึมลึกมาต่อเนื่องหลายปี จนถึงปัจจุบันเจอภาวะกำลังซื้อถดถอยอย่างรุนแรง ส่งผลต่อรายได้และสภาพคล่องของผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งในหลายจังหวัดของภาคอีสาน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในเดือนเมษายนของปี 2567 นี้ มีกระแสการปิดตัวของร้านมินิมาร์ทเก่าแก่ในจังหวัดนครราชสีมาจำนวน 3 ราย ซึ่งแต่ละรายมีเครือข่ายกว่า 10 สาขา และเปิดดำเนินการมาหลาย 10 ปี รวมถึงอีก 1 ราย ทำธุรกิจค้าส่งและผู้จัดจำหน่าย(ดิสทริบิวเตอร์)กระจายสินค้าจากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกระจายสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม นม เป็นต้น ได้มีการเปลี่ยนมือธุรกิจ โดยมีเจ้าของค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ ข้ามจังหวัด เข้าไปเทกโอเวอร์กิจการ
“
ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในโคราช มีการแข่งขันสูง แม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กำลังซื้อก็ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้เห็นมากขึ้น ทั้งกิจการเปลี่ยนมือ ทยอยปิดกิจการ คงไม่ใช่แค่ 4 รายที่กำลังเกิดขึ้น อีกปัจจัย คือ คนรุ่นลูกรุ่นหลานไม่สานต่อกิจการ ด้วยมีความกังวลต่อภาวะกดดันในหลายๆด้านไม่ไหว ซึ่งในอดีตบริษัทเหล่านี้เคยมีรายได้ระดับหมื่นล้านบาทต่อปี” แหล่งข่าวกล่าว
ปรากฎการณ์ดังกล่าว
สมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันในธุรกิจสูง ทำให้ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกในพื้นที่ภูธร ทยอยปิดกิจการ เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทั้งเงินทุนที่สต๊อกสินค้า ค่าไฟ ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในระบบค้าปลีกมีปิดตัวอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นรายเล็กในชุมชนที่เป็นรายย่อยของสมาชิกสมาคมอีกที ที่อาจจะแข่งขันกับร้านค้าเป็นแบรนด์และค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ได้ ในยุคนี้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ส่วนสินค้าจีนที่เข้ามาจำนวนมากก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของตลาด
“
ส่วนกรณีในพื้นที่โคราช ที่มีร้านมินิมาร์ทและดิสทริบิวเตอร์รายใหญ่ในภาคอีสาน หยุดกิจการและเปลี่ยนมือไปนั้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจด้วย อีกส่วนคือไม่มีคนสานต่อธุรกิจหรือทำแล้วอาจจะไม่ไหว เพราะปัจจุบันตุ้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่กำไรน้อยและการค้าขายไม่ได้ดีเหมือนยุคก่อนแล้ว” นายสมชายกล่าว
7 องค์กรสากล ร้อง รมว.ยธ.‘ไม่ให้สิทธิประกัน’ เข้าข่ายละเมิดพันธกรณี – จี้ เร่งสอบปม ‘บุ้ง’
https://www.matichon.co.th/politics/news_4629340
7 องค์กรสิทธิฯสากล ร่อน จม.เปิดผนึกถึงรมว.ยุติธรรม ‘สั่งขังไม่ให้ประกัน’ เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ– ร้องเร่งสอบการเสียชีวิต ‘บุ้ง เนติพร’ พิสูจน์ความรับผิดชอบ
ในวาระครบรอบ 30 วัน การเสียชีวิตของ น.ส.
เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ
บุ้ง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ซึ่งอดอาหารเรียกร้องปล่อยตัวผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นั้น
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 7 องค์กรสิทธิมนุษยชน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นาย
ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แสดงความกังวลและขอให้ยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบ และการควบคุมตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนักกิจกรรมและผู้ชุมนุมประท้วงโดยพลการ และให้สอบสวนการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของ
เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “
บุ้ง” โดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ รอบด้าน เป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และโปร่งใส ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตามพันธกิจที่จะปกป้องและคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
สำหรับ 7 องค์กรสิทธิมนุษยชน ประกอบไปด้วย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สมาคมนานาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ฟอรั่ม-เอเชีย, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, ฟอร์ตี้ฟายไรต์, คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลองค์กรภายใต้กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อพิทักษ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โดยโครงการความร่วมมือระหว่างสมาพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล พร้อมกับองค์กรต่อต้านการทรมานโลก และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
โดยได้เขียนจดหมายเพื่อแสดงความกังวลถึงทางการไทย ที่ได้ละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมีการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล เพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ส่งผลให้ถูกตัดสินว่ากระทำผิดและถูกสั่งจำคุก การใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้ ยังหมายรวมถึงการปฏิเสธการประกันตัวชั่วคราวของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และผู้ชุมนุมประท้วงอย่างเป็นระบบอีกด้วย
การยื่นจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้ ทั้ง 7 องค์กรมองว่าการที่ทางการไทยสั่งจำคุก และไม่ให้สิทธิประกันตัวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และผู้ชุมนุมประท้วงเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบ เข้าข่าย ละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย โดยมีข้อเสนอว่าทางการไทยต้องตรวจสอบการให้สิทธิประกันตัวอย่างรอบด้าน ให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันว่าทุกคนที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการการแสดงของตัวเองได้รับความเป็นธรรม และจะต้องได้รับสิทธิประกันตัวทันทีและไม่มีเงื่อนไข รวมถึงต้องยกเลิกการสอบสวนที่มีการฟ้องคดีอาญากับบุคคลที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ หรือสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ด้วย
ข้อมูลจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2563 ถึงพฤษภาคม 2567 พบว่าทางการไทยดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลอย่างน้อย 1,954 คนใน 1,296 คดี รวมทั้งมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 286 คน ที่ร่วมการชุมนุมประท้วงอย่างโดยสงบหรือแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์และออฟไลน์รวมอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีบุคคลอย่างน้อย 424 คน รวมทั้งเด็กและเยาวชน ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับ “
ความมั่นคง” ซึ่งมีโทษจำคุกเป็นเวลานาน และทางการไทยได้ดำเนินคดีกับบุคคลอย่างน้อย 272 คนในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) และอีก 152 คนในข้อหายุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) รวมถึงดำเนินคดีกับบุคคลอีกอย่างน้อย 202 คนในข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ จากการแสดงออกทางบนโลกออนไลน์
หน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้แสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงความเห็นต่างโดยสงบ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) และยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก ตามข้อเสนอแนะของกลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาชาติ และจัดให้มีการเสวนาอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อตอบสนองข้อกังวลของพวกเขาในทั้งสองประเด็น และให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้อง
โดยทั้ง 7 องค์กรเรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการเพื่อให้ยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบและการควบคุมตัวนักปกป้องสิทธิและนักกิจกรรมโดยพลการ โดยต้องเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิของทุกคน รวมถึงเด็กและเยาวชน ในเสรีภาพการแสดงออก การรวมกลุ่มและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ทบทวนกระบวนการประกันตัวอย่างละเอียดเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทำให้มั่นใจว่าการคุมขังของบุคคลที่ใช้สิทธิมนุษยชนโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น การใช้กฎเกณฑ์ข้อยกเว้นต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เป็นการกระทำโดยพลการและมิชอบด้วยกฎหมายนั้นควรปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แทนที่จะเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้อย่างตายตัว ปล่อยตัวบุคคลจากการควบคุมตัวโดยพลการโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ยกเลิกการสอบสวนและการฟ้องคดีอาญา และให้ยกเลิกคำตัดสินลงโทษซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงความเห็นต่างโดยสงบ รวมทั้งแก้ไขให้เนื้อหาของกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) และยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.ด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก ตามข้อเสนอแนะของกลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาชาติ และจัดให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขข้อกังวลในจดหมายนี้ และให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ในด้านการสอบสวนการเสียชีวิตของ
‘บุ้ง’ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม นั้น ทั้ง 7 องค์กรเรียกร้องให้ดำเนินการให้มีการสอบสวนโดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ รอบด้าน เป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และโปร่งใสต่อพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต ของ น.ส.
เนติพร ให้สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อกำหนดในพิธีสารมินนิโซตา ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย (2559) เพื่อพิสูจน์ความรับผิดรับชอบ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต จัดให้มีการเยียวยาในรูปแบบที่เหมาะสม รวมทั้งค่าชดเชย และค่าสินไหมทดแทนในรูปแบบอื่นให้สอดคล้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และประกันให้ผู้ต้องขังทุกคนเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ ในขั้นต่ำและตามที่กำหนดในข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลา รวมทั้งการจัดให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยทันที และการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษหรือการผ่าตัดที่จำเป็น
นอกจากนี้ ทั้ง 7 องค์กร ยังระบุด้วยว่า พร้อมที่จะทำงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ และพร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
‘ชัยธวัช’มองบรรยากาศการเมืองเหมือนย้อนช่วงรัฐประหาร
https://www.dailynews.co.th/news/3539419/
ย้ำยุบพรรคไม่ใช่ทางออก อัด กกต. ดูเอกสารชิ้นเดียวยื่นยุบง่ายไปหน่อย เชื่อ 44 สส. มีโอกาสสู้คดีจริยธรรม ชี้โดนฟันทั้งยวงโอกาส 0% ไม่มีทางเกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นาย
ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเมื่อมีโพลสำรวจความนิยมทีไร นาย
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกลมักกระเเสดี เป็นห่วงปมนี้จะยิ่งทำให้ก้าวไกล โดนประหาร หรือไม่ ว่า ไม่เป็นห่วง ต่อให้ยุบเราก็ยังโตได้ ที่มีคนประเมิน ว่าถ้ายุบพรรคก้าวไกลอาจได้คะแนนสงสาร ปรากฏการณ์นี้มีนัยสำคัญมาก มองแค่แบบสายตาสั้นไม่ได้ คิดไกลในอนาคตไม่ได้ มันอันตรายกับทุกฝ่ายในระบบการเมืองไทย อาจจะผลักให้สังคมการเมืองไทย มันเขม็งเกลียวมากขึ้น
JJNY : 5in1 พิษกำลังซื้อหดหาย│7 องค์กรสากลร้องรมว.ยธ.│‘ชัยธวัช’มองบรรยากาศการเมือง│ก้าวไกลพร้อม│ปูตินต่อเวลาตอบโต้
https://www.matichon.co.th/economy/news_4629942
พิษกำลังซื้อหดหาย แบกภาระค่าใช้จ่าย ต้นทุนไม่ไหว ‘ร้านค้าย่อย’ ภูธรทยอยเจ๊ง
สืบเนื่องจากแหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกและค้าส่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกมายอมรับว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซึมลึกมาต่อเนื่องหลายปี จนถึงปัจจุบันเจอภาวะกำลังซื้อถดถอยอย่างรุนแรง ส่งผลต่อรายได้และสภาพคล่องของผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งในหลายจังหวัดของภาคอีสาน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในเดือนเมษายนของปี 2567 นี้ มีกระแสการปิดตัวของร้านมินิมาร์ทเก่าแก่ในจังหวัดนครราชสีมาจำนวน 3 ราย ซึ่งแต่ละรายมีเครือข่ายกว่า 10 สาขา และเปิดดำเนินการมาหลาย 10 ปี รวมถึงอีก 1 ราย ทำธุรกิจค้าส่งและผู้จัดจำหน่าย(ดิสทริบิวเตอร์)กระจายสินค้าจากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกระจายสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม นม เป็นต้น ได้มีการเปลี่ยนมือธุรกิจ โดยมีเจ้าของค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ ข้ามจังหวัด เข้าไปเทกโอเวอร์กิจการ
“ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในโคราช มีการแข่งขันสูง แม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กำลังซื้อก็ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้เห็นมากขึ้น ทั้งกิจการเปลี่ยนมือ ทยอยปิดกิจการ คงไม่ใช่แค่ 4 รายที่กำลังเกิดขึ้น อีกปัจจัย คือ คนรุ่นลูกรุ่นหลานไม่สานต่อกิจการ ด้วยมีความกังวลต่อภาวะกดดันในหลายๆด้านไม่ไหว ซึ่งในอดีตบริษัทเหล่านี้เคยมีรายได้ระดับหมื่นล้านบาทต่อปี” แหล่งข่าวกล่าว
ปรากฎการณ์ดังกล่าว สมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันในธุรกิจสูง ทำให้ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกในพื้นที่ภูธร ทยอยปิดกิจการ เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทั้งเงินทุนที่สต๊อกสินค้า ค่าไฟ ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในระบบค้าปลีกมีปิดตัวอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นรายเล็กในชุมชนที่เป็นรายย่อยของสมาชิกสมาคมอีกที ที่อาจจะแข่งขันกับร้านค้าเป็นแบรนด์และค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ได้ ในยุคนี้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ส่วนสินค้าจีนที่เข้ามาจำนวนมากก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของตลาด
“ส่วนกรณีในพื้นที่โคราช ที่มีร้านมินิมาร์ทและดิสทริบิวเตอร์รายใหญ่ในภาคอีสาน หยุดกิจการและเปลี่ยนมือไปนั้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจด้วย อีกส่วนคือไม่มีคนสานต่อธุรกิจหรือทำแล้วอาจจะไม่ไหว เพราะปัจจุบันตุ้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่กำไรน้อยและการค้าขายไม่ได้ดีเหมือนยุคก่อนแล้ว” นายสมชายกล่าว
7 องค์กรสากล ร้อง รมว.ยธ.‘ไม่ให้สิทธิประกัน’ เข้าข่ายละเมิดพันธกรณี – จี้ เร่งสอบปม ‘บุ้ง’
https://www.matichon.co.th/politics/news_4629340
7 องค์กรสิทธิฯสากล ร่อน จม.เปิดผนึกถึงรมว.ยุติธรรม ‘สั่งขังไม่ให้ประกัน’ เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ– ร้องเร่งสอบการเสียชีวิต ‘บุ้ง เนติพร’ พิสูจน์ความรับผิดชอบ
ในวาระครบรอบ 30 วัน การเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ซึ่งอดอาหารเรียกร้องปล่อยตัวผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นั้น
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 7 องค์กรสิทธิมนุษยชน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แสดงความกังวลและขอให้ยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบ และการควบคุมตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนักกิจกรรมและผู้ชุมนุมประท้วงโดยพลการ และให้สอบสวนการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง” โดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ รอบด้าน เป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และโปร่งใส ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตามพันธกิจที่จะปกป้องและคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
สำหรับ 7 องค์กรสิทธิมนุษยชน ประกอบไปด้วย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สมาคมนานาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ฟอรั่ม-เอเชีย, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, ฟอร์ตี้ฟายไรต์, คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลองค์กรภายใต้กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อพิทักษ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โดยโครงการความร่วมมือระหว่างสมาพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล พร้อมกับองค์กรต่อต้านการทรมานโลก และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
โดยได้เขียนจดหมายเพื่อแสดงความกังวลถึงทางการไทย ที่ได้ละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมีการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล เพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ส่งผลให้ถูกตัดสินว่ากระทำผิดและถูกสั่งจำคุก การใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบอย่างต่อเนื่องในลักษณะนี้ ยังหมายรวมถึงการปฏิเสธการประกันตัวชั่วคราวของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และผู้ชุมนุมประท้วงอย่างเป็นระบบอีกด้วย
การยื่นจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้ ทั้ง 7 องค์กรมองว่าการที่ทางการไทยสั่งจำคุก และไม่ให้สิทธิประกันตัวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และผู้ชุมนุมประท้วงเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบ เข้าข่าย ละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย โดยมีข้อเสนอว่าทางการไทยต้องตรวจสอบการให้สิทธิประกันตัวอย่างรอบด้าน ให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันว่าทุกคนที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการการแสดงของตัวเองได้รับความเป็นธรรม และจะต้องได้รับสิทธิประกันตัวทันทีและไม่มีเงื่อนไข รวมถึงต้องยกเลิกการสอบสวนที่มีการฟ้องคดีอาญากับบุคคลที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ หรือสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ด้วย
ข้อมูลจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2563 ถึงพฤษภาคม 2567 พบว่าทางการไทยดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลอย่างน้อย 1,954 คนใน 1,296 คดี รวมทั้งมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 286 คน ที่ร่วมการชุมนุมประท้วงอย่างโดยสงบหรือแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์และออฟไลน์รวมอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีบุคคลอย่างน้อย 424 คน รวมทั้งเด็กและเยาวชน ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับ “ความมั่นคง” ซึ่งมีโทษจำคุกเป็นเวลานาน และทางการไทยได้ดำเนินคดีกับบุคคลอย่างน้อย 272 คนในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) และอีก 152 คนในข้อหายุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) รวมถึงดำเนินคดีกับบุคคลอีกอย่างน้อย 202 คนในข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ จากการแสดงออกทางบนโลกออนไลน์
หน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้แสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงความเห็นต่างโดยสงบ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) และยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก ตามข้อเสนอแนะของกลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาชาติ และจัดให้มีการเสวนาอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อตอบสนองข้อกังวลของพวกเขาในทั้งสองประเด็น และให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้อง
โดยทั้ง 7 องค์กรเรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการเพื่อให้ยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบและการควบคุมตัวนักปกป้องสิทธิและนักกิจกรรมโดยพลการ โดยต้องเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิของทุกคน รวมถึงเด็กและเยาวชน ในเสรีภาพการแสดงออก การรวมกลุ่มและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ทบทวนกระบวนการประกันตัวอย่างละเอียดเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทำให้มั่นใจว่าการคุมขังของบุคคลที่ใช้สิทธิมนุษยชนโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น การใช้กฎเกณฑ์ข้อยกเว้นต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เป็นการกระทำโดยพลการและมิชอบด้วยกฎหมายนั้นควรปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แทนที่จะเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้อย่างตายตัว ปล่อยตัวบุคคลจากการควบคุมตัวโดยพลการโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ยกเลิกการสอบสวนและการฟ้องคดีอาญา และให้ยกเลิกคำตัดสินลงโทษซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงความเห็นต่างโดยสงบ รวมทั้งแก้ไขให้เนื้อหาของกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) และยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.ด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก ตามข้อเสนอแนะของกลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาชาติ และจัดให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขข้อกังวลในจดหมายนี้ และให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ในด้านการสอบสวนการเสียชีวิตของ ‘บุ้ง’ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม นั้น ทั้ง 7 องค์กรเรียกร้องให้ดำเนินการให้มีการสอบสวนโดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ รอบด้าน เป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และโปร่งใสต่อพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต ของ น.ส.เนติพร ให้สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อกำหนดในพิธีสารมินนิโซตา ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย (2559) เพื่อพิสูจน์ความรับผิดรับชอบ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต จัดให้มีการเยียวยาในรูปแบบที่เหมาะสม รวมทั้งค่าชดเชย และค่าสินไหมทดแทนในรูปแบบอื่นให้สอดคล้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และประกันให้ผู้ต้องขังทุกคนเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ ในขั้นต่ำและตามที่กำหนดในข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลา รวมทั้งการจัดให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยทันที และการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษหรือการผ่าตัดที่จำเป็น
นอกจากนี้ ทั้ง 7 องค์กร ยังระบุด้วยว่า พร้อมที่จะทำงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ และพร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
‘ชัยธวัช’มองบรรยากาศการเมืองเหมือนย้อนช่วงรัฐประหาร
https://www.dailynews.co.th/news/3539419/
ย้ำยุบพรรคไม่ใช่ทางออก อัด กกต. ดูเอกสารชิ้นเดียวยื่นยุบง่ายไปหน่อย เชื่อ 44 สส. มีโอกาสสู้คดีจริยธรรม ชี้โดนฟันทั้งยวงโอกาส 0% ไม่มีทางเกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเมื่อมีโพลสำรวจความนิยมทีไร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกลมักกระเเสดี เป็นห่วงปมนี้จะยิ่งทำให้ก้าวไกล โดนประหาร หรือไม่ ว่า ไม่เป็นห่วง ต่อให้ยุบเราก็ยังโตได้ ที่มีคนประเมิน ว่าถ้ายุบพรรคก้าวไกลอาจได้คะแนนสงสาร ปรากฏการณ์นี้มีนัยสำคัญมาก มองแค่แบบสายตาสั้นไม่ได้ คิดไกลในอนาคตไม่ได้ มันอันตรายกับทุกฝ่ายในระบบการเมืองไทย อาจจะผลักให้สังคมการเมืองไทย มันเขม็งเกลียวมากขึ้น