JJNY : 5in1 พิธามั่นใจ│เลือกส.ว.ระดับอำเภอราบรื่น│ชี้กำลังซื้อยังอ่อนแอ│ยูเครนโวทำลาย“ซู-57”ถึงฐานทัพ│ปูตินวิจารณ์ศึกลต.

พิธา มั่นใจ ไม่มีข้อกฎหมายเอาผิด 44 สส. ชงแก้112 ย้ำไม่จำเป็นต้องใช้โทษหนัก
https://www.khaosod.co.th/politics/news_8277864
 
 
‘พิธา’ มั่นใจไม่มีข้อกฎหมายเอาผิด 44 สส. ลงชื่อแก้ ม.112 ได้ ชี้เตือนให้หยุดการกระทำเพียงพอแล้ว ลั่น ไม่ได้ไร้เดียงสา รู้มีบางพรรคจ้องดูดงูเห่า
 
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2567 ที่พรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงแนวทางการต่อสู้ 9 ข้อ ของพรรคก้าวไกลในคดีล้มล้างการปกครอง ถึงความมั่นใจในข้อต่อสู้ว่า 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมาอาญา มาตรา 112 จะไม่ถูกพิจารณาทั้งหมด หรือถูกพิจารณาเป็นรายกรณี ว่า มั่นใจทุกข้อเท่ากัน เพราะทุกข้อเหมือนเป็นด่านและบันไดที่จะใช้ต่อสู้ ตั้งแต่ขอบเขตอำนาจของศาลไปจนถึงสัดส่วนการได้โทษของกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)
 
นายพิธา กล่าวว่า เรายังเชื่อว่าเจตนาและการกระทำของสส. ในการเข้าชื่อแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครอง และไม่อาจเป็นปฏิปักษ์ รวมถึงการกระทำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นนายประกัน การที่มีสมาชิกและสส.เป็นผู้ต้องหาในคดีความผิด มาตรา 112
การแสดงออกเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ถือเป็นการกระทำทั่วไป การกระทำทุกอย่างเป็นเรื่องรายบุคคลที่ถูกขยุมรวมกัน ไม่ได้มาจากมติพรรค ไม่ได้เป็นเรื่องนิติบุคคล แต่เป็นเรื่องปัจเจก ไม่ได้มีความเห็นที่ออกมาจาก กก.บห.
 
ย้ำว่าต้องแยกความแตกต่างระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล สิ่งเดียวที่มีการออกมาตามมติของพรรค คือการบรรจุเป็นนโยบายหาเสียง แต่ก็ไม่เป็นปฏิปักษ์ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็อนุญาต และไม่ได้มีจดหมายเตือน
 
ยืนยันว่าไม่ได้มีทั้งเจตนา และไม่มีข้อกฎหมายที่สามารถเอาผิดทั้ง 44 คนในการเข้าชื่อแก้ไขกฎหมายที่ไม่ได้เข้าสภา ฉะนั้น ไม่ได้มีความเร่งด่วนอะไรที่จะใช้มาตรการที่รุนแรง” นายพิธา กล่าว
 
เมื่อถามว่าอะไรคือหลักฐานหรือข้อหักล้างที่สามารถพิสูจน์ว่า พรรคไม่มีเจตนาตั้งแต่ต้นในการล้มล้างการปกครอง นายพิธา กล่าวว่า 9 ข้อที่กล่าวไป มีน้ำหนักเท่าเทียมกันในการต่อสู้ ส่วนเจตนา เราพยายามพิสูจน์ว่า เรายังมีความรู้สึกในการรักษาพระราชอำนาจ และเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านให้อยู่สูงกว่าการเมือง ไม่ได้ทำให้ระยะห่างกับประชาชนห่างขึ้น และไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายล้างซึ่งกันและกัน
 
ส่วนการคาดการณ์ไทม์ไลน์วันวินิจฉัยคดี นายพิธา กล่าวว่า คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ตนคงไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ หากศาลเห็นด้วยว่าคดี 2 คดีไม่มีความผูกพันกัน ก็ควรจะเปิดโอกาสให้มีการไต่สวนและเตรียมพยาน
 
ซึ่งพรรคก้าวไกลได้มีการเตรียมการผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ไว้มากกว่า 10 คน แต่เปิดเผยไม่ได้ และถ้าศาลเห็นว่าการพิจารณาในคดีนี้มีข้อหาและโทษหนัก ต้องใช้มาตรฐานที่เข้มข้นกว่าคดีที่แล้ว ก็น่าจะให้เวลา และอนุญาตให้มีการไต่สวนสืบพยานได้ ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาพอสมควรให้สิ้นกระแสสงสัย
ทั้งนี้ ในคำร้อง ระบุถึงระยะเวลาในการตัดสิทธิ์ กก.บห. ทั้ง 3 ชุดของพรรคก้าวไกล ซึ่งตนคิดว่าสัดส่วนของโทษและเวลาที่ถูกกล่าวหาควรจะต้องสอดคล้องกัน ดังนั้น ก็ไม่ควรจะลากไปถึงกก.บห.พรรค ชุดที่ 3 ซึ่งแต่งตั้งมาเพียงแค่ 6 เดือน
 
เมื่อถามว่าหากเกิดการยุบพรรคจะส่งผลอย่างไร นายพิธา กล่าวว่า “มันจะเป็นการยุบ 2 พรรคใน 5 ปี และเป็นการยุบ 5 ครั้ง ในรอบ 20 ปี ผมก็ไม่กล้าที่จะเดา หรือคิดว่ามันจะเกิดผลกระทบอะไรกับเมืองไทย หรือการเมืองไทย ทั้งที่เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทยเปราะบางขนาดนี้ ก็ไม่อยากให้ไปถึงตรงจุดนั้น
 
นายพิธา กล่าวอีกว่า การรักษาระบอบประชาธิปไตย ระบบพรรคการเมืองที่มีคุณค่า และมีความสำคัญ เป็นตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงของพี่น้องประชาชน ถ้าไม่ถึงที่สุด ไม่รุนแรง ไม่ฉับพลัน ถึงขนาดที่ไม่มีวิธีแก้ไข
 
ตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้คือการเตือนให้หยุดการกระทำ ก็น่าจะได้สัดส่วนเพียงพอแล้ว ไม่ถึงกับต้องยุบพรรค ไม่จำเป็นต้องตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่คงมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นประเทศ ระบอบประชาธิปไตย และพรรคการเมือง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนไม่ปกติ
 
นายพิธา กล่าวย้ำว่า ทั้ง 44 คน มีเจตนาดี อาจจะทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่แน่นอนว่ายังมีความพยายาม ถือว่าเป็นเลือดใหม่ทางการเมือง ส่วนแผนสำรองหากถูกยุบพรรคนั้น เราเตรียมการต่อสู้คดีเป็นหลัก แต่แน่นอนว่าต้องเตรียมตัวในทุกสถานการณ์
 
เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นในสมาชิกพรรค หากเกิดการยุบพรรค สส.จะไม่ย้ายไปพรรคอื่นใช่หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า แน่นอน ยังรู้สึกว่าการทำงานของพรรค ทั้งกระแสและเวลาที่อยู่ร่วมกัน มีความเป็นเอกภาพ มีความเป็นปึกแผ่น
 
รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างประสบการณ์ร่วมกันในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เท่ากับการเป็นงูเห่าคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับมาเป็นสส.ได้เลย ทั้งนี้ ไม่ประมาท แต่ก็ไม่กังวล เพราะมีบทเรียนมาทั้งภายนอกและภายใน
 
ขณะเดียวกัน เราก็ต้องฟัง แต่ยังไม่เชื่อ ถึงสิ่งต่างๆ หรือข้อมูลที่เข้ามา ต้องมีการตรวจสอบ ผมก็ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่ไม่รู้ว่า อาจจะมีพรรคบางพรรคที่อยากได้โควตาสส.เพิ่ม ไปต่อรองรัฐมนตรี เรื่องพวกนี้ผมรู้ทันอยู่ แต่ยังมั่นใจในตัว สส.ของตัวเอง
และไม่ได้หูเบาขนาดที่จะเห็นแล้วรู้สึกว่า เกิดความลำเอียงหรืออคติต่อสส.คนนั้น ต้องให้โอกาสลูกพรรคตัวเองในการสันนิษฐานให้บริสุทธิ์ไว้ก่อน เชื่อในระบบ และอุดมการณ์ของพวกเขา” นายพิธา กล่าว


 
‘แสวง’ เผยเลือกส.ว.ระดับอำเภอ ราบรื่น ชี้ประกาศผลภายใน 3 วัน ร้องศาลฎีกาได้.
https://www.matichon.co.th/politics/thai-senate-2024/news_4618978

“แสวง” เผย เลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ราบรื่น แม้เจอปัญหาเล็กน้อย ชี้ประกาศผลภายใน 3 วัน บอกผู้สมัครร้องศาลฎีกาได้ หากมองว่ากระบวนการเลือกไม่ชอบกม. แจงปมลือฮั้วเขตปทุมวัน ต้องตรวจสอบทางลับ
 
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงสรุปภาพรวมการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับอำเภอทั่วประเทศว่า ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้สมัคร 46,000 คน ที่ได้ให้ความร่วมมือในการเลือกครั้งนี้ทั้ง 978 ที่เลือกตั้ง รวมถึงเจ้าพนักงาน คณะกรรมการระดับอำเภอ ที่ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ บุคลากร 167,000 คน สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ ที่ได้ซักซ้อมการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
 
นายแสวงกล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์ในภาพรวมถือว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี แม่จะมีปัญหาอยู่บ้าง อาทิ ผู้สมัครมารายงานตัวไม่ทันตามกำหนดเวลา 09.00 น. มีจำนวนหนึ่งแต่ไม่มากนัก และมีกรณีที่ จ.นนทบุรี ผู้สมัครนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น หูฟัง เข้าไปในที่เลือก ซึ่งได้ตรวจสอบเจอและเก็บเพื่อนำไปร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้สมัครที่ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เจ็บป่วยกะทันหัน จึงเสียสิทธิในการเลือกและการลงคะแนน ซึ่งผู้สมัครก็เข้าใจ 
 
นายแสวงกล่าวว่า ส่วนขั้นตอนต่อไป เมื่อสถานที่แห่งใดเลือกเสร็จแล้วจะมีการประกาศผลคะแนนหน้าสถานที่เลือก โดยผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มจะได้เข้าไปเลือกในระดับจังหวัดต่อไป ซึ่งในวันที่ 10 มิถุนายน ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ จะส่งบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอให้ผู้อำนวยการการเลือกระดับจังหวัด และติดประกาศเผยแพร่ ณ ที่ทำการอำเภอ และในเว็บไซต์ของ กกต. รวมถึงแอพพลิเคชั่น smart vote  ภายใน 3 วัน
 
นายแสวงกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ผู้สมัครเห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกในวันนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ขอให้ใช้สิทธิร้องคัดค้านที่ศาลฎีกาภายใน 3 วันหลังจากนี้
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อสังเกตในการเลือก ส.ว.ระดับเขต ที่เขตปทุมวัน มีการลงคะแนนเลือกกันเองโดยไม่ใส่คะแนนให้ตนเอง และเลือกให้คนอื่นแบบเป็นกลุ่มก้อนนั้น เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า จะต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง แต่ก็จะต้องพิจารณาข้อสังเกต ข้อสันนิษฐานด้วยว่า มีการฮั้ว และมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจริงหรือ เหมือนผู้ที่ใส่เสื้อสีเดียวกันที่ไม่ผิด แต่ก็สามารถสันนิษฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไปได้ เพราะหากผู้สมัครเห็นว่าคนอื่นดีกว่าตนเอง ก็สามารถลงคะแนนให้คนอื่นได้ ซึ่งในการตรวจสอบจะต้องมีการตรวจสอบทางลับก่อน 
 
หากมีมูลปรากฏ กกต.ก็จะดำเนินการต่อไป เช่นเดียวกับกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตกลุ่มฮั้วครองเมืองนั้น ก็เป็นข้อสันนิษฐาน แต่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวมีข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่” นายแสวงกล่าว
 
เมื่อถามว่า รางวัลชี้เบาะแสการทุจริตการเลือก ส.ว.จำนวน 1,000,000 บาทนั้น นายแสวงกล่าวว่า จะสามารถจ่ายได้ก็ต่อเมื่อศาลมีการพิพากษาว่า เบาะแสที่แจ้งมานั้นมีความผิดจริง ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.




กรุงไทย คาดเงินเฟ้อขยับตามดีเซล ชี้กำลังซื้อผู้บริโภคยังอ่อนแอ
https://www.matichon.co.th/economy/news_4618956

กรุงไทย คาดเงินเฟ้อขยับตามดีเซล ชี้กำลังซื้อผู้บริโภคยังอ่อนแอ
 
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน รายงานข่าวจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2567 มีแนวโน้มขยับขึ้นตามทิศทางราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้อุปทานโดยรวมในตลาดลดลง และราคาพลังงานที่จะขยับตามการขยายเพดานราคาน้ำมันดีเซล ส่วนหนึ่งจากฐานราคาค่ากระแสไฟฟ้าเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ต่ำ
 
รายงานข่าวระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาตามการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และทางการได้ขยายเพดานตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระดับ 33 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-31 กรกฎาคม 2567 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 33 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 และคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะยืนที่ระดับ 33 บาทต่อลิตรในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากประเมินว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเก็บเงินชดเชยเข้ากองทุนที่ติดลบสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท
 
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.8% เพิ่มขึ้นตามต้นทุนราคาสินค้าเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะถูกขับเคลื่อนจากเงินเฟ้อในหมวดอาหารสดและหมวดพลังงานเป็นหลัก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความผันผวนสูง สะท้อนถึงต้นทุนราคาสินค้าภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง
 
รายงานข่าวระบุว่า อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อหมวดพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีเฉลี่ยอยู่ที่ 0.42% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2560-2562) ที่ 0.6% บ่งชี้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่