บาทพลิกกลับมาอ่อนค่า หลังเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็น...

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/5) ที่ระดับ 36.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/5) ที่ระดับ 36.03/36.04 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก

โดยเช้าวันนี้ dollar index ปรับตัวขึ้นที่ระดับ 104.62 สืบเนื่องจากเมื่อคืนนี้ (20/5) เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐอย่างน้อยสามท่าน ได้แก่ นายฟิลิป เจอฟเฟอร์สัน นายไมเคิล บาร์ และนายราฟาเอล บอสติก ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐยังคงต้องดำเนินนโยบายคุมเข้มด้านการเงินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังอยู่ในทิศทางขาลงระหว่างวันค่าเงินบาทจึงทยอยอ่อนค่า หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20/5) แข็งค่าสุดในรอบสองเดือน จากการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปี 2567 สูงกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 36.15-36.36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.28/29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยในประเทศ เมื่อวานนี้ (20/5) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปี 2567 ขยายตัว 1.5% ดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ที่ระดับ 0.8% อย่างไรก็ตามการเติบโตเพียง 1.5% ในไตรมาสแรกยังคงสะท้อนถึงการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ต่างก็ขยายตัวสูงกว่าไทยทั้งสิ้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังกล่าวอีกว่า สศช.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง จากเดิมที่ระดับ 2.7% สู่ระดับ 2.5% ซึ่งเกิดจากความเสี่ยงของปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ทั้งการกีดกันการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังกล่าวถึงความเสี่ยงจากปัจจัยภายในประเทศ อย่างเช่น การลงทุนและการบริโภคภาครัฐมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่คาด จากตัวเลขในไตรมาส 1/2567 และแม้จะมีการเร่งเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปี แต่คาดว่าจะไม่มากพอที่จะชดเชยการหดตัวในช่วงไตรมาส 1/2567 ได้
รวมถึงปัญหาการส่งออกของไทยที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกที่ลดลง และปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลถึงคุณภาพของผลผลิตและจำกัดขีดความสามารถในการส่งออก

สำหรับควมเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/5) ที่ระดับ 1.0857/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/5) ที่ระดับ 1.0873/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนักลงทุนยังคงรอติดตามการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในเดือนมิถุนายนเป็นปัจจัยหลัก
โดยตลาดคาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.08491.0874 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0871/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/5) ที่ระดับ 156.26/28 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/5) ที่ระดับ 155.70/73 โดยวันนี้นายชุนนิจิ ซูซูกิ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ได้กล่าวว่า มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อแรงจูงใจในการเพิ่มค่าจ้าง และผลกระทบเชิงลบจากการอ่อนค่าของเงินเยนในปัจจุบัน แม้ว่าค่าเงินเยนที่อ่อนค่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก แต่ก็เป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่น

เนื่องจากส่งผลเสียต่อการบริโภคด้วยการผลักดันต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบให้สูงขึ้น นอกจากนี้ในการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นยังย้ำอีกว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศควรถูกกำหนดโดยตลาดที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน และเป็นที่น่าพอใจสำหรับสกุลเงินที่จะเคลื่อนไหวในลักษณะที่มั่นคง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะติดตามตลาดสกุลเงินอย่างใกล้ชิด และดำเนินการที่เหมาะสมตามความจำเป็น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.54-156.01 เยน/ดอลลาร์สหรัฐและปิดตลาดที่ระดับ 156.12/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย. (22/5), สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (22/5), รายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. (22/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (23/5), ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน เม.ย.จากเฟดชิคาโก (23/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. (23/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการชั้นต้นเดือน พ.ค. (23/5), ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย. (23/5), ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน เม.ย. (24/5) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (24/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.1/8.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.0/-6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ... 

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1569482

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่