วิกฤตภัยแล้ง! เขื่อนลำตะคองน่าห่วง รอบ52 ปีเหลือ 35เปอร์เซ็นต์
https://www.matichon.co.th/region/news_4548779
วิกฤตภัยแล้ง! เขื่อนลำตะคองน่าห่วง รอบ 52 ปีเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน จากสภาพภัยแล้งที่ไม่มีฝนตกลงมาทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองลดลงอย่างต่อเนื่องทุกวัน โดย นาย
คณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคอง บริเวณช่วงสะพาน 2 บริเวณทุ่งหญ้าสันดอนดินท้ายเขื่อน หมู่ 13 บ้านท่างอย ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ เพื่อรายงานต่อนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา สาเหตุจากฝนทิ้งช่วงมายาวนาน ไม่มีน้ำจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นแหล่งต้นน้ำไหลลงมาเข้าเขื่อน
โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมามีความห่วงใยประชาชนและกลุ่มเกษตรกรที่ใช้น้ำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ทำเกษตรกรรม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทำสวนผลไม้ ในพื้นที่ 12 ตำบล กว่า 80,000 ไร่ ตามที่ลงทะเบียนไว้กับเกษตรอำเภอปากช่อง
ด้าน นาย
สุคนธ์ เต็มยศยิ่ง ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง กรมชลประทาน กล่าวว่า เขื่อนลำตะคอง กรมชลประทานสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2515 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2517 เป็นเขื่อนดินอัดแน่นบริเวณช่องเขาเขื่อนลั่น กับช่องเขาถ่านเสียด กั้นขวางลำตะคอง ซึ่งมีต้นน้ำไหลลงมาจากน้ำตกเหวสุวัต บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในพื้นที่ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เขื่อนสูง 40.3 เมตร สันเขื่อนยาว 527 เมตร กว้าง 10 เมตร บริเวณอ่างเก็บน้ำมีความยาวขึ้นไปตามลำตะคอง 19 กิโลเมตร มีพื้นที่กักเก็บน้ำประมาณ 277,000 ไร่ กินพื้นที่ ต.หนองสาหร่าย ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กว่า 10 หมู่บ้าน สามารถรับน้ำจุได้ 314 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในฤดูฝนปีนี้มีปริมาณฝนตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ยจึงทำให้น้ำในเขื่อนลดลงมาก จนเกิดเป็นสันดอนดินโผล่ขึ้นมาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กว่า 1 แสนไร่
นาย
อำนาจ วรรณมาโส หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองในปัจจุบันเหลือน้ำในเขื่อนที่ใช้ได้ประมาณ 110 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุ 314 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 1 ใน 3 ของความจุ หรือเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าลดลงมากในรอบ 52 ปี ซึ่งในแต่ละวันเขื่อนได้ปล่อยน้ำลงไปเพื่อหล่อเลี้ยงประชาชนที่อยู่ใต้เขื่อน ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ และเมืองนครราชสีมา วันละ 250,000
ลูกบาศก์เมตร หรือ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที เพื่อให้ประชาชนและสัตว์เลี้ยงได้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภค เนื่องจากอากาศร้อนมาก ทำให้น้ำระเหยอย่างรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตาม หากอีก 1 เดือนข้างหน้าไม่มีฝนตกลงมาน้ำในเขื่อนก็ยังมีน้ำเหลือ แต่ก็น่าเป็นห่วง สัตว์น้ำก็ได้รับผลกระทบ การขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า 300 ชนิด เช่น ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาช่อน ปลาแขยง ปลาเนื้ออ่อน ปลาบึก ปลาตะโกก ปลาสร้อย ปลาขาวหางแดง ปลาตะเพียนชาวหางแดง ปลาชะโด ปลาบู่ โดยปลาส่วนหนึ่งนำมาปล่อยและปลาตามธรรมชาติอีกหลากหลายชนิด และยังมีกุ้งชนิดต่างๆ อาศัยอยู่จะสูญพันธุ์
ลำน้ำมูลโคราชลดฮวบแห้งขอดหลายจุด
https://www.innnews.co.th/news/local/news_709638/
ลำน้ำมูลโคราชลดฮวบ แห้งขอดหลายจุด ชาวบ้านเสี่ยงขาดน้ำใช้ นอภ.พิมาย เร่งปล่อยน้ำเขื่อนพิมายและแก้มลิงไปช่วย
วันนี้ (28 เมษายน 2567) ปริมาณน้ำภายในลำน้ำมูล บริเวณบ้านสัมฤทธิ์ ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ระดับน้ำลดลงอย่างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้น้ำระเหยไปอย่างรวดเร็ว จนหลายจุดของลำน้ำแห้งขอด จนเห็นสันดอนดินทรายโผล่กลางลำน้ำ ชาวบ้านสามารถเดินข้ามไปมาได้
ซึ่งลำน้ำมูลเป็นแม่น้ำสายหลักที่ชาวบ้านใช้ผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และใช้ในการเพาะปลูกพืช
แจกหมื่นดันค้าปลีกโต 4% หวั่นจำกัดพื้นที่ปชช.ใช้เงินยาก – ร้านค้าถอยทัพ
https://www.matichon.co.th/economy/news_4548908
แจกหมื่นดันค้าปลีกโต 4% หวั่นจำกัดพื้นที่ปชช.ใช้เงินยาก – ร้านค้าถอยทัพ
น.ส.
วรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ว่า หากมาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม2567) ตามแผนที่วางไว้ อาจส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกปี 2567 โต 4% ขยับขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะโต 3% ส่วนกรณีไม่มีมาตรการฯ จะเติบโตไม่มากประมาณ 1% โดยประเมินจากการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบนฐานธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะเพิ่มไม่ถึง 0.55 บาท หากผู้บริโภคมีรายได้เพิ่ม 1 บาท (MPC) ภายใต้สมมติฐานธุรกรรมเกิดขึ้น 2 รอบแลประมาณ 2 ใน 3 ตกในไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม การกำหนดเงื่อนไขในการใช้มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต จะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของยอดขายค้าปลีกแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นมาจาก
1. ยอดขายค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (ไม่รวมยอดขายยานพาหนะ และการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร) ซึ่งผู้บริโภคมีการวางแผนการใช้จ่ายอยู่แล้ว ทำให้การใช้จ่ายกรณีที่มีมาตรการฯ อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่เป็นเพียงการนำเงินมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ที่ได้จากภาครัฐมาใช้แทนเงินในส่วนของตัวเอง
2. หากมาตรการมีความล่าช้า รวมถึงผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่ได้ติดปัญหาเรื่องการกลับไปใช้เงินที่ภูมิลำเนา ก็อาจมีการทยอยใช้เงินหรือวางแผนใช้เงินในปีหน้า ส่งผลต่อยอดขายของค้าปลีกในปี 2568 แทน
“
ถ้ามาตรการดิจิทัลวอลเล็ตสามารถดำเนินการได้ตามแผน น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศหรือสร้างยอดขายให้กับธุรกิจค้าปลีกในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า แต่ผลกระตุ้นจะมากหรือน้อยยังคงขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไขที่ยังต้องรอติดตามความชัดเจน”น.ส.
วรรณวิษากล่าว
น.ส.
วรรณวิษากล่าวว่า มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต จะส่งผลต่อยอดค้าปลีกมากน้อยเพียงใด ยังคงขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข ทั้งการกำหนดพื้นที่และประเภทร้านค้า นอกเหนือจากประเด็นทางด้านกฎหมาย รวมถึงระบบการใช้งานของแอพพลิเคชั่นที่ยังต้องรอติดตาม ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ อาจส่งผลต่อร้านค้าปลีกและพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. กำหนดพื้นที่ในการใช้เงินต้องอยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่ต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือผู้บริโภคที่อยู่นอกภูมิลำเนา มีประมาณ 6.6 ล้านคน ต้องวางแผนการเดินทางเพื่อกลับไปใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้จำเป็นต้องเร่งใช้เงิน และเลือกซื้อสินค้าที่มีมูลค่าต่อครั้งสูงๆ ทำให้การใช้จ่ายอาจกระจุกตัวอยู่แค่บางร้านค้าและบางสินค้าเท่านั้น
“
ผู้บริโภคที่พำนักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาไม่จำเป็นต้องรีบใช้จ่ายเหมือนกลุ่มแรก สามารถซื้อสินค้าที่มีมูลค่าครั้งละไม่มากได้ อาทิ ของกิน หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน การใช้เงินอาจกระจายได้ในร้านค้าและสินค้าที่หลากหลายกว่า” น.ส.
วรรณวิษากล่าว
2. กำหนดเงื่อนไขประเภทของร้านค้าและการถอนเงินสด อาจจำกัดร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยเฉพาะร้านค้าที่เดิมอยู่นอกระบบภาษี ปัจจุบันร้านค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) มีทั้งหมด 1.4 ล้านราย โดยเป็นร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพียง 2.8 แสนราย หรือประมาณ 20% เท่านั้น โดยการใช้มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตในรอบแรกระหว่างประชาชนกับร้านค้าหรือร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก จะต้องเป็นร้านที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในช่วงไตรมาส 3 แต่ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย ซึ่งร้านค้าต้องไปใช้จ่ายกับร้านค้า และร้านค้าที่จะถอนเงินสดได้จะต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษีและมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ 2 เป็นต้นไป
“
ร้านค้าที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่า ทั้งยอดขาย การถอนเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด หากเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องการเงินสดในทันทีและเดิมไม่ได้อยู่ในระบบภาษี อาจจะรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่า ทำให้ร้านค้าที่จะเข้าร่วมมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดหวัง ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการกระจายรายได้ไปยังร้านค้าต่างๆ อย่างทั่วถึงก็จะจำกัดลงตาม” น.ส.
วรรณวิษากล่าว
JJNY : เขื่อนลำตะคองน่าห่วง│ลำน้ำมูลโคราชลดฮวบ│แจกหมื่นหวั่นจำกัดพื้นที่ ใช้เงินยาก│บังกลาเทศเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่อง
https://www.matichon.co.th/region/news_4548779
วิกฤตภัยแล้ง! เขื่อนลำตะคองน่าห่วง รอบ 52 ปีเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน จากสภาพภัยแล้งที่ไม่มีฝนตกลงมาทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองลดลงอย่างต่อเนื่องทุกวัน โดย นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคอง บริเวณช่วงสะพาน 2 บริเวณทุ่งหญ้าสันดอนดินท้ายเขื่อน หมู่ 13 บ้านท่างอย ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ เพื่อรายงานต่อนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา สาเหตุจากฝนทิ้งช่วงมายาวนาน ไม่มีน้ำจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นแหล่งต้นน้ำไหลลงมาเข้าเขื่อน
โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมามีความห่วงใยประชาชนและกลุ่มเกษตรกรที่ใช้น้ำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ทำเกษตรกรรม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทำสวนผลไม้ ในพื้นที่ 12 ตำบล กว่า 80,000 ไร่ ตามที่ลงทะเบียนไว้กับเกษตรอำเภอปากช่อง
ด้าน นายสุคนธ์ เต็มยศยิ่ง ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง กรมชลประทาน กล่าวว่า เขื่อนลำตะคอง กรมชลประทานสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2515 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2517 เป็นเขื่อนดินอัดแน่นบริเวณช่องเขาเขื่อนลั่น กับช่องเขาถ่านเสียด กั้นขวางลำตะคอง ซึ่งมีต้นน้ำไหลลงมาจากน้ำตกเหวสุวัต บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในพื้นที่ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เขื่อนสูง 40.3 เมตร สันเขื่อนยาว 527 เมตร กว้าง 10 เมตร บริเวณอ่างเก็บน้ำมีความยาวขึ้นไปตามลำตะคอง 19 กิโลเมตร มีพื้นที่กักเก็บน้ำประมาณ 277,000 ไร่ กินพื้นที่ ต.หนองสาหร่าย ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กว่า 10 หมู่บ้าน สามารถรับน้ำจุได้ 314 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในฤดูฝนปีนี้มีปริมาณฝนตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ยจึงทำให้น้ำในเขื่อนลดลงมาก จนเกิดเป็นสันดอนดินโผล่ขึ้นมาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กว่า 1 แสนไร่
นายอำนาจ วรรณมาโส หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองในปัจจุบันเหลือน้ำในเขื่อนที่ใช้ได้ประมาณ 110 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุ 314 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 1 ใน 3 ของความจุ หรือเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าลดลงมากในรอบ 52 ปี ซึ่งในแต่ละวันเขื่อนได้ปล่อยน้ำลงไปเพื่อหล่อเลี้ยงประชาชนที่อยู่ใต้เขื่อน ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ และเมืองนครราชสีมา วันละ 250,000
ลูกบาศก์เมตร หรือ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที เพื่อให้ประชาชนและสัตว์เลี้ยงได้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภค เนื่องจากอากาศร้อนมาก ทำให้น้ำระเหยอย่างรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตาม หากอีก 1 เดือนข้างหน้าไม่มีฝนตกลงมาน้ำในเขื่อนก็ยังมีน้ำเหลือ แต่ก็น่าเป็นห่วง สัตว์น้ำก็ได้รับผลกระทบ การขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า 300 ชนิด เช่น ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาช่อน ปลาแขยง ปลาเนื้ออ่อน ปลาบึก ปลาตะโกก ปลาสร้อย ปลาขาวหางแดง ปลาตะเพียนชาวหางแดง ปลาชะโด ปลาบู่ โดยปลาส่วนหนึ่งนำมาปล่อยและปลาตามธรรมชาติอีกหลากหลายชนิด และยังมีกุ้งชนิดต่างๆ อาศัยอยู่จะสูญพันธุ์
ลำน้ำมูลโคราชลดฮวบแห้งขอดหลายจุด
https://www.innnews.co.th/news/local/news_709638/
ลำน้ำมูลโคราชลดฮวบ แห้งขอดหลายจุด ชาวบ้านเสี่ยงขาดน้ำใช้ นอภ.พิมาย เร่งปล่อยน้ำเขื่อนพิมายและแก้มลิงไปช่วย
วันนี้ (28 เมษายน 2567) ปริมาณน้ำภายในลำน้ำมูล บริเวณบ้านสัมฤทธิ์ ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ระดับน้ำลดลงอย่างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้น้ำระเหยไปอย่างรวดเร็ว จนหลายจุดของลำน้ำแห้งขอด จนเห็นสันดอนดินทรายโผล่กลางลำน้ำ ชาวบ้านสามารถเดินข้ามไปมาได้
ซึ่งลำน้ำมูลเป็นแม่น้ำสายหลักที่ชาวบ้านใช้ผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และใช้ในการเพาะปลูกพืช
แจกหมื่นดันค้าปลีกโต 4% หวั่นจำกัดพื้นที่ปชช.ใช้เงินยาก – ร้านค้าถอยทัพ
https://www.matichon.co.th/economy/news_4548908
แจกหมื่นดันค้าปลีกโต 4% หวั่นจำกัดพื้นที่ปชช.ใช้เงินยาก – ร้านค้าถอยทัพ
น.ส.วรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ว่า หากมาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม2567) ตามแผนที่วางไว้ อาจส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกปี 2567 โต 4% ขยับขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะโต 3% ส่วนกรณีไม่มีมาตรการฯ จะเติบโตไม่มากประมาณ 1% โดยประเมินจากการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบนฐานธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะเพิ่มไม่ถึง 0.55 บาท หากผู้บริโภคมีรายได้เพิ่ม 1 บาท (MPC) ภายใต้สมมติฐานธุรกรรมเกิดขึ้น 2 รอบแลประมาณ 2 ใน 3 ตกในไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม การกำหนดเงื่อนไขในการใช้มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต จะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของยอดขายค้าปลีกแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นมาจาก
1. ยอดขายค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (ไม่รวมยอดขายยานพาหนะ และการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร) ซึ่งผู้บริโภคมีการวางแผนการใช้จ่ายอยู่แล้ว ทำให้การใช้จ่ายกรณีที่มีมาตรการฯ อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่เป็นเพียงการนำเงินมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ที่ได้จากภาครัฐมาใช้แทนเงินในส่วนของตัวเอง
2. หากมาตรการมีความล่าช้า รวมถึงผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่ได้ติดปัญหาเรื่องการกลับไปใช้เงินที่ภูมิลำเนา ก็อาจมีการทยอยใช้เงินหรือวางแผนใช้เงินในปีหน้า ส่งผลต่อยอดขายของค้าปลีกในปี 2568 แทน
“ถ้ามาตรการดิจิทัลวอลเล็ตสามารถดำเนินการได้ตามแผน น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศหรือสร้างยอดขายให้กับธุรกิจค้าปลีกในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า แต่ผลกระตุ้นจะมากหรือน้อยยังคงขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไขที่ยังต้องรอติดตามความชัดเจน”น.ส.วรรณวิษากล่าว
น.ส.วรรณวิษากล่าวว่า มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต จะส่งผลต่อยอดค้าปลีกมากน้อยเพียงใด ยังคงขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข ทั้งการกำหนดพื้นที่และประเภทร้านค้า นอกเหนือจากประเด็นทางด้านกฎหมาย รวมถึงระบบการใช้งานของแอพพลิเคชั่นที่ยังต้องรอติดตาม ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ อาจส่งผลต่อร้านค้าปลีกและพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. กำหนดพื้นที่ในการใช้เงินต้องอยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่ต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือผู้บริโภคที่อยู่นอกภูมิลำเนา มีประมาณ 6.6 ล้านคน ต้องวางแผนการเดินทางเพื่อกลับไปใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้จำเป็นต้องเร่งใช้เงิน และเลือกซื้อสินค้าที่มีมูลค่าต่อครั้งสูงๆ ทำให้การใช้จ่ายอาจกระจุกตัวอยู่แค่บางร้านค้าและบางสินค้าเท่านั้น
“ผู้บริโภคที่พำนักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาไม่จำเป็นต้องรีบใช้จ่ายเหมือนกลุ่มแรก สามารถซื้อสินค้าที่มีมูลค่าครั้งละไม่มากได้ อาทิ ของกิน หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน การใช้เงินอาจกระจายได้ในร้านค้าและสินค้าที่หลากหลายกว่า” น.ส.วรรณวิษากล่าว
2. กำหนดเงื่อนไขประเภทของร้านค้าและการถอนเงินสด อาจจำกัดร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยเฉพาะร้านค้าที่เดิมอยู่นอกระบบภาษี ปัจจุบันร้านค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) มีทั้งหมด 1.4 ล้านราย โดยเป็นร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพียง 2.8 แสนราย หรือประมาณ 20% เท่านั้น โดยการใช้มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตในรอบแรกระหว่างประชาชนกับร้านค้าหรือร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก จะต้องเป็นร้านที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในช่วงไตรมาส 3 แต่ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย ซึ่งร้านค้าต้องไปใช้จ่ายกับร้านค้า และร้านค้าที่จะถอนเงินสดได้จะต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษีและมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ 2 เป็นต้นไป
“ร้านค้าที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่า ทั้งยอดขาย การถอนเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด หากเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องการเงินสดในทันทีและเดิมไม่ได้อยู่ในระบบภาษี อาจจะรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่า ทำให้ร้านค้าที่จะเข้าร่วมมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดหวัง ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการกระจายรายได้ไปยังร้านค้าต่างๆ อย่างทั่วถึงก็จะจำกัดลงตาม” น.ส.วรรณวิษากล่าว