ญี่ปุ่นปัจจุบันยังกดดันเรื่องการเรียนมากหรือไม่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

จขกท. ไปเห็นข่าวจากเพจ BrandThink ที่นำมาจากสำนักข่าวภาษาต่างประเทศแห่งหนึ่ง รายงานเกี่ยวกับข่าวที่คุณแม่ชาวเกาหลีใต้ท่านหนึ่งพาลูกย้ายไปเรียนที่ญี่ปุ่น เนื่องจากมองว่ากดดันน้อยกว่า จขกท. ขออนุญาตนำมาลงให้อ่านกันในนี้นะครับ

"WORLD: อยู่ไม่ไหว! เมื่อแม่ชาวเกาหลีใต้ย้ายตัวเองและลูกมาอยู่ญี่ปุ่น เพราะทนรับแรงกดดันจากการเรียนไม่ไหว เพื่อเอาเวลาที่ต้องกวดวิชามาให้ลูกได้ใช้ชีวิตแทน
.
เรื่องราวของคุณแม่ชาวเกาหลีใต้ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเธอใช้ชื่อญี่ปุ่นว่า ‘คิโยฮิเดะ อินาดะ’ ได้ลาออกจากบริษัทที่เธอทำงานมาหลายปีเพื่อย้ายจากถิ่นฐานบ้านเกิดมาอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นแทน
.
สิ่งนี้ได้สะท้อนถึงปัญหาความกดดันและการแข่งขันในสังคมเกาหลีใต้ที่สูงจนคนเป็นพ่อแม่เป็นห่วงอนาคตลูก แบกรับความกดดันไม่ไหว รวมถึงเป็นห่วงความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวด้วย “ถ้าฉันกลับไปเกาหลีใต้ ฉันต้องใช้เวลาทั้งวันพาลูกๆ ไปโรงเรียนกวดวิชาตลอดอีกครั้ง” เธอเผยความในใจ 
.
ถึงแม้ว่าถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ทั้งสังคมและครอบครัวในประเทศเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่างเผชิญปัญหาที่ค่อนข้างคล้ายกัน ในเรื่องของความกดดันในการเลี้ยงลูกและการแข่งขันด้านการเรียน ในระดับที่สูงพอๆ กัน จึงทำให้เหล่าคุณแม่ต่างเหนื่อยล้ากับชีวิตที่ต้องพยายามตอบสนองความกดดันเหล่านี้ผ่านตัวตนลูกๆ ของพวกเธออยู่ตลอดเวลา 
.
เนื่องจากหลังเลิกเรียนในวันปกติของลูกๆ พวกเขาต้องเรียนฟุตบอลและเทควันโด จากนั้นไปเรียนภาษาอังกฤษ เปียโน หรือศิลปะ แถมหากครอบครัวไหนที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ เด็กๆ หลายคนก็ต้องไปโรงเรียนกวดวิชาและอยู่ที่นั่นจนกว่าพ่อแม่จะเลิกงานแล้วไปรับ 
.
หลังย้ายมาอยู่ญี่ปุ่น ลูกๆ ของเธอเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติในโตเกียว แม้ว่าโรงเรียนนานาชาติจะมีราคาแพง แต่เธอก็กล่าวว่าไม่ได้แตกต่างไปจากค่าเล่าเรียนและโรงเรียนกวดวิชาในเกาหลีใต้มากนัก และคิโยฮิเดะยังบอกว่าเธอรู้สึกสบายใจกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมากกว่า เพราะรู้สึกว่าการแข่งขันไม่สูงเท่าเกาหลีใต้ ทั้งยังมีพื้นที่ให้ลูกๆ ของเธอได้วิ่งเล่นมากกว่า
.
กลับมากล่าวถึง การแข่งขันด้านการศึกษา อย่างที่เรารู้กันว่าเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ที่เรียกว่า ‘ซูนึง’ (Suneung) มาก กระทั่งสั่งหยุดเที่ยวบินที่อาจส่งเสียงรบกวนสมาธิในการสอบของนักเรียน 
.
ดังนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงในกรุงโซล จึงเป็นเสมือนเส้นชัยแรกแห่งความภูมิใจของครอบครัวเหมือนกับหลายประเทศทั่วโลก เพียงแต่การให้ค่ากับการสอบติดนั้นเข้มข้นกว่ามาก และการได้ทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่นั้นก็แสดงถึงคุณค่าแห่งความสำเร็จสูงสุดในฐานะพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกมาเป็นอย่างดีอีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้จึงสร้างแรงกดดันให้กับพ่อแม่หลายครอบครัว เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ รวมถึงความกลัวที่จะถูกตราหน้าว่าเลี้ยงลูกไม่ได้เรื่อง หากลูกๆ ของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งความกดดันทางสังคมและการแข่งขันด้านการศึกษาที่สูงนี้ส่งผลต่ออัตราการเกิดที่นับวันยิ่งมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด 
.
จากตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2024 พบว่าอัตราการเจริญพันธุ์โดยรวมของเกาหลีใต้ในปี 2023 ปัจจุบันอยู่ที่ 0.72 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าระดับ 0.78 เปอร์เซ็นต์ ของปีก่อนหน้าด้วยซ้ำ 
.
ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา และนับเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันแล้ว แถมตัวเลขล่าสุดยังต่ำกว่าญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศเดียวใน 38 ประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: The Organization for Economic Cooperation and Development) ที่มีอัตราการเกิดต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์  
.
แม้ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ได้ดำเนินมาตรการเพื่อต่อสู้กับอัตราการเกิดที่ลดลง เช่น การเพิ่มจำนวนศูนย์รับเลี้ยงเด็ก การขยายโครงการดูแลเด็กฟรี และการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้
.
อ้างอิง: S. Korean mother finds ‘oasis’ in Japan away from cram school life
https://shorturl.asia/nTvtM
College Scholastic Ability Test
https://shorturl.asia/Hyi02"

เท่าที่อ่านความเห็นก็หลากหลาย บางคนก็อธิบายความต่าง แต่มีคำถามหนึ่งที่ จขกท. เองก็สงสัย นั่นคือ เรียนในญี่ปุ่นไม่หนักหรือกดดันหรือ เลยเป็นที่มาของคำถามในกระทู้นี้ที่ว่า ญี่ปุ่นปัจจุบันยังกดดันเรื่องการเรียนมากหรือไม่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะภาพจำของ จขกท. และน่าจะหลายๆ ท่าน เวลาดูสื่อจากญี่ปุ่น มักจะมีฉากที่ตัวละครพูดถึงความยากของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องไปเรียนพิเศษตามโรงเรียนกวดวิชาเพื่อให้สอบได้ ในหนังสือนำเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเล่มเก่า (จขกท. ซื้อมาตั้งแต่ประถม ประมาณยุค 2000 ตอนนั้นยังต้องขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่นเวลาไปเที่ยวอยู่เลย) ก็บอกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากมาก แต่เหมือนว่าช่วงหลังประเด็นนี้ไม่ได้เป็นที่พูดถึงในสื่อนัก ไม่ว่าญี่ปุ่นจะยังเรียนหนักหรือไม่ก็ตาม (เดาว่าอาจพูดถึงน้อยลงตั้งแต่ช่วงฟองสบู่) เพราะมักพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจกับอัตราการเกิดมากกว่า เรื่องเรียนหนักนี่สื่อมักพูดถึงการสอบเกาเข่าของจีนหรือซูนึงของเกาหลีใต้ (แม้จะมีปัญหาประชากรคล้ายญี่ปุ่น) มากกว่า เลยสงสัยว่าเดี๋ยวนี้การเรียนในญี่ปุ่นยังกดดันหรือไม่ครับ

รบกวนช่วยตอบด้วยครับ ขอบคุณครับ หากมีส่วนใดที่เข้าใจผิดหรือผิดพลาดไปก็ขออภัยด้วยครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่