หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
เที่ยวไต้หวัน ในวันที่ไม่มีฝน
กระทู้สนทนา
เที่ยวต่างประเทศ
เที่ยวไต้หวัน
สวัสดีครับ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเที่ยวต่างประเทศ ตั้งแต่มีโควิด-19 ปีนี้ผมและเพื่อน ๆ เลยตั้งใจจะออกเดินทางอีกครั้ง เราตกลงเลือกไปไต้หวันกัน เพราะบินไม่นานมาก ค่าใช้จ่ายไม่สูง (ค่าเงินไต้หวันตอนที่ผมไปอยู่ที่ 1 บาท = 1.2 NT$) และสถานที่เที่ยวก็ดูสวยดี (ตัดสินจากรูปในพันทิป) ว่าแล้วผมก็รีบจองตั๋วเครื่องบิน เราได้สายการบิน EVA ในราคาไป/กลับ 9,470 บาท
จากนั้นผมก็เริ่มทำการบ้าน โดยการเข้ามาซุ่มเก็บข้อมูลในพันทิปอยู่เกือบเดือน ในที่สุดแผนการเดือนทางคร่าว ๆ ก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ต่อด้วยการจองโรงแรม จองรถไฟความเร็วสูง และซื้อประกันภัยการเดินทางในต่างประเทศ
ทริปนี้พวกเราไปเที่ยวช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 หวังว่าข้อมูลในกระทู้นี้จะพอเป็นประโยชน์ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็อาจจะช่วยกระตุ้นต่อมอยากออกไปไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ขึ้นมาบ้าง ร่ายยาวมาเยอะแล้ว ออกเดินทางกันเลยดีกว่าครับ
Day 1: กรุงเทพฯ - ไทเป
ก่อนออกเดินทาง ทำพิธีถ่ายรูปภายในสนามบินสุวรรณภูมิในมุมเดิม ๆ ไม่รู้จะถ่ายทำไมนักหนา แต่ก็ถ่ายอยู่ดี
อาหารบนเครื่องของสายการบิน EVA หน้าตาประมาณนี้ครับ รสชาติถือว่าโอเค
กินเสร็จเกือบได้เลิกคบกับเพื่อน เพราะมัวแต่เถียงกันว่าไอ้ช้อน/ส้อมสเตนเลสที่มีโลโก้สายการบิน นี่มันสามารถเอากลับบ้านได้มั้ย เพื่อนผมมั่นใจว่าเอากลับได้ ส่วนผมคิดว่าไม่น่าจะได้ ใครมีข้อมูลช่วยบอกให้รู้หน่อยนะครับ
พวกเรากรอกข้อมูลการเข้าประเทศในระบบออนไลน์มาล่วงหน้าแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องมาเขียนใบที่เป็นกระดาษยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตม. อีกครั้งอยู่ดี หลังจากผ่าน ตม. ก็มารอรับกระเป๋า จากนั้นก็ไปซื้อ Easy Card แล้วไปรอขึ้นรถไฟขบวน Express (สายสีม่วง) เข้าเมืองกัน
โรงแรมที่เราพักชื่อ Green World Flora Annex อยู่แถว Taipei Main Station ซึ่งถือว่าสะดวกมากในการเดินทาง ราคาคืนละ 2,784 บาท (สำหรับ 3 คน) ปล. ติดกับโรงแรมมีร้านเล็ก ๆ ขายน้ำเต้าหู้และเสี่ยวหลงเปาในราคาลูกละประมาณ 17 บาท รสชาติดีมาก อันนี้แนะนำครับ
พวกเราบินมาถึงไทเปค่อนข้างค่ำ เลยได้แค่เดินหาอะไรกินรองท้องไปก่อนแถว ๆ โรงแรม เดินไปเดินมา สุดท้ายก็มาจบที่ร้านข้าวหน้าเป็ดร้านนี้ครับ รสชาติคล้าย ๆ เป็ดย่างบ้านเรา แต่เนื้อเหนียวและเย็นชืดกว่าบ้านเรา
กินข้าวเสร็จแล้วพวกเราก็ออกไปเดินย่อยอาหารกันแถว ๆ นั้นก่อนจะกลับเข้าโรงแรม เป็นอันหมดวันที่ 1
ศาลเจ้าอะไรสักอย่างแถว ๆ โรงแรม
ตลาดขายผลไม้ใกล้ ๆ ศาลเจ้า ผลไม้ที่นี่ลูกใหญ่โตมโหฬารมาก ราคาน่าจะพอ ๆ กับผลไม้แถวเยาวราช ลูกพลับที่เห็นราคาลูกละประมาณ 100 บาท
Day 2: ในเมืองไทเป
หลังจากกินอาหารเช้ากันเรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางไปสถานที่แรก นั่นคือ อนุสรณ์สถานเจียงไคเชค วิธีการเดินทางคือ นั่ง MRT สายสีแดง ลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall ทางออก 5
จากนั้นพวกเราก็ไปเดินเล่นย่านซีเหมินติง วิธีการเดินทางคือ นั่ง MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี Ximen ทางออก 6
ซีเหมินติง อารมณ์เหมือนสยามสแควร์บ้านเรา ที่นี่มีร้านขายอาหารและเสื้อผ้าวัยรุ่นเยอะเลย แต่ผมเลยวัยรุ่นมาพอสมควร เลยได้แค่เดิน ๆ ชมบรรยากาศไปเรื่อย ๆ
บิงซูถั่วแดง (จำไม่ได้ว่าที่นั่นเรียกว่าอะไร) รสชาติเฉย ๆ บ้านเราอร่อยกว่า
จากนั้นก็ไปไหว้พระที่วัดหลงซาน วิธีการเดินทางคือ นั่ง MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี Longshan Temple ทางออก 1
ด้วยความที่ไม่ใช่สายมูใด ๆ เดินชมวัดเสร็จบ่ายแก่ ๆ ก็ชวนกันกลับโรงแรม ระหว่างทางก็ถ่ายบรรยากาศบ้านเมืองของเขามาให้ดูครับ
ทางเท้าสะอาด ร่มรื่น และกว้างมาก ๆ อยากให้ที่บ้านเรามีแบบนี้บ้างจัง
พรุ่งนี้เราต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟความเร็วสูงไปฟาร์มแกะ Qingjing Farm คืนนี้เลยรีบเข้านอนกันแต่หัวค่ำ
Day 3: Qingjing Farm
เราตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟความเร็วสูง THSR จากสถานี Taipei ไปลงสถานี Taichung ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เราจองตั๋วผ่านเว็บไซต์ล่วงหน้าเลยได้ส่วนลด 10% และต้องไปรับตั๋วและจองที่นั่งก่อนจะเดินทางนะครับ
เมื่อถึงสถานี Taichung ออกจากชานชาลาแล้วให้เดินมาที่ทางออก 5 จะมีเคาน์เตอร์ของ Nantou Bus อยู่ชั้นล่าง เป็นจุดขายตั๋วรถบัส และขาย Pass สำหรับไป Qingjing Farm (รถไปฟาร์มแกะออกจากสถานีไถจงเวลา 8:50 am, 9:35 am, 10:15 am, และ 11:35 am) แนะนำให้ซื้อ Pass นะครับ คำนวณแล้วคุ้มกว่าซื้อแยก พาสหน้าตาประมาณนี้ครับ
จากไถจงไป Qingjing Farm ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง มีหยุดพักรถที่เมือง Puri ประมาณ 5 -10 นาที พวกเราไปถึงชิงจิ้งประมาณเที่ยงนิด ๆ เราพักที่ Spring Ground B & B ราคาคืนละ 3,600 บาท/3 คน ฝากกระเป๋าเสร็จแล้วพนักงานที่โรงแรมก็ขับรถไปไปส่งที่ศูนย์อาหาร กินข้าวเสร็จแล้วจึงเดินย่อยอาหารกันที่ฟาร์มแกะ ก่อนจะเดินต่อไปที่ skywalk ซึ่งอยู่ติดกัน ระยะทางเดินจากสกายวอล์กค่อนข้างไกลและไม่มีทางออกระหว่างทาง แนะนำว่าควรจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เกิดปวดฉี่ขึ้นมา "จะกลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง" นะครับ
กลางคืนที่นี่อากาศหนาวเอาเรื่องอยู่ที่เดียว มื้อค่ำพวกเรากินชาบูร้อน ๆ ในโรงแรมเลยเพราะร้านอาหารค่อนข้างหายาก และเดินทางไม่ค่อยสะดวก
Day 4: Sun Moon Lake
ตื่นเช้าขึ้นมาที่โรงแรมมีอาหารเช้าเป็นข้าวต้มกุ๊ยแบบไต้หวัน ซึ่งจริง ๆ ก็คล้าย ๆ บ้านเรานั่นแหละ เพียงแต่อาหารประเภทผัดบางอย่างต่างกัน โดยรวมผมชอบนะ รสชาติดี ไม่หวานและเค็มเกินไปเหมือนบ้านเรา
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินทางไปทะเลสาบสุริยันจันทรากันต่อ โดยพวกเราได้จองรถมินิบัสให้มารับที่หน้าโรงแรมไว้ล่วงหน้าตอนอยู่เมืองไทย ผ่านทางเว็บ kkday (ต้องขอโทษที่ผมจำราคาไม่ได้ว่าจ่ายไปคนละเท่าไหร่นะครับ) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงทะเลสาบสุริยันจันทรา เราจัดแจงเอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรม Shui Sha Lian Hotel ราคาคืนละ 4,355 บาท/ 3 คน โรงแรมนี้ทำเลดีมากครับ อยู่ติดท่าเรือที่จะล่องเรือในทะเลสาบเลย
หลังจากฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม พวกเราก็รีบไปซื้อพาสสำหรับล่องเรือและขึ้นกระเช้าที่เคาน์เตอร์ใกล้ ๆ โรงแรม เมื่อได้พาสแล้วก็เริ่มล่องเรือชมทะเลสาบกันเลย
จุดแรกที่เรือจอดคือท่า Xuanguang Pier ท่านี้มีวัดพระถังซัมจั๋ง (Xuanguang Temple) อยู่ข้างบน เป็นวัดเล็ก ๆ แต่ร่มรื่น เดินเล่นเพลิน ๆ อากาศเย็น ๆ ถือเป็นการพักผ่อนที่ดีมากเลยทีเดียวครับ
จากนั้นเราก็ไปขึ้นเรือ เพื่อจะไปท่าเรือ Ita Thao ซึ่งที่ท่าเรือนี้เราสามารถนั่ง Ropeway (Cable Car) ได้ และข้างบนจะมี Formosan Aboriginal Culture Village ซึ่งเป็นศูนย์การแสดงโชว์ของชาวเขาและคนพื้นถิ่น แต่พวกเราไม่ได้ไปชมนะครับ ก่อนขึ้นกระเช้าพวกเราหาอะไรกินรองท้องที่ตลาดติดท่าเรือกันก่อน
สังเกตว่าที่ไต้หวันมีหลายร้านทำนกฮูกแบบนี้ขาย ไม่แน่ใจว่ามีความหมายหรือเกี่ยวข้องกันยังไงกับคนพื้นถิ่นนี้
หลังจากลงจากกระเช้า พวกเราชวนกันนั่งรถบัสไปวัดอีกวัดนึงที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ตอนนั่งกระเช้า มารู้ทีหลังว่าที่นั่นเรียกว่า Ci-en Pagoda เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม 8 ชั้น ทางเดินขึ้นไปถึงเจดีย์เป็นถนนเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก ร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ปกคลุมเต็มพื้นที่ อากาศก็เย็นสบาย เดินไปคุยกันไปกับเพื่อน ๆ แป๊บเดียวก็ถึง
บันไดวนของเจดีย์
วิวทะเลสาบจากบนยอดเจดีย์ฉือเอิน
จากนั้นพวกเราก็นั่งรถบัสกลับมาที่ท่าเรือ Ita Thao เพื่อนั่งเรือกลับไปโรงแรม เที่ยวเหนื่อยทั้งวัน หลังจากกินข้าวมื้อค่ำ ทุกคนคือหลับเป็นตาย เดี๋ยวมาต่อวันที่เหลือนะครับ คืนนี้ไม่ไหวแล้ว ง่วงมาก ขอนอนก่อน
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
เที่ยวต่างประเทศ
เที่ยวไต้หวัน
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ : 1
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
เที่ยวไต้หวัน ในวันที่ไม่มีฝน
จากนั้นผมก็เริ่มทำการบ้าน โดยการเข้ามาซุ่มเก็บข้อมูลในพันทิปอยู่เกือบเดือน ในที่สุดแผนการเดือนทางคร่าว ๆ ก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ต่อด้วยการจองโรงแรม จองรถไฟความเร็วสูง และซื้อประกันภัยการเดินทางในต่างประเทศ
ทริปนี้พวกเราไปเที่ยวช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 หวังว่าข้อมูลในกระทู้นี้จะพอเป็นประโยชน์ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็อาจจะช่วยกระตุ้นต่อมอยากออกไปไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ขึ้นมาบ้าง ร่ายยาวมาเยอะแล้ว ออกเดินทางกันเลยดีกว่าครับ
Day 1: กรุงเทพฯ - ไทเป
ก่อนออกเดินทาง ทำพิธีถ่ายรูปภายในสนามบินสุวรรณภูมิในมุมเดิม ๆ ไม่รู้จะถ่ายทำไมนักหนา แต่ก็ถ่ายอยู่ดี
อาหารบนเครื่องของสายการบิน EVA หน้าตาประมาณนี้ครับ รสชาติถือว่าโอเค
กินเสร็จเกือบได้เลิกคบกับเพื่อน เพราะมัวแต่เถียงกันว่าไอ้ช้อน/ส้อมสเตนเลสที่มีโลโก้สายการบิน นี่มันสามารถเอากลับบ้านได้มั้ย เพื่อนผมมั่นใจว่าเอากลับได้ ส่วนผมคิดว่าไม่น่าจะได้ ใครมีข้อมูลช่วยบอกให้รู้หน่อยนะครับ
พวกเรากรอกข้อมูลการเข้าประเทศในระบบออนไลน์มาล่วงหน้าแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องมาเขียนใบที่เป็นกระดาษยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตม. อีกครั้งอยู่ดี หลังจากผ่าน ตม. ก็มารอรับกระเป๋า จากนั้นก็ไปซื้อ Easy Card แล้วไปรอขึ้นรถไฟขบวน Express (สายสีม่วง) เข้าเมืองกัน
โรงแรมที่เราพักชื่อ Green World Flora Annex อยู่แถว Taipei Main Station ซึ่งถือว่าสะดวกมากในการเดินทาง ราคาคืนละ 2,784 บาท (สำหรับ 3 คน) ปล. ติดกับโรงแรมมีร้านเล็ก ๆ ขายน้ำเต้าหู้และเสี่ยวหลงเปาในราคาลูกละประมาณ 17 บาท รสชาติดีมาก อันนี้แนะนำครับ
พวกเราบินมาถึงไทเปค่อนข้างค่ำ เลยได้แค่เดินหาอะไรกินรองท้องไปก่อนแถว ๆ โรงแรม เดินไปเดินมา สุดท้ายก็มาจบที่ร้านข้าวหน้าเป็ดร้านนี้ครับ รสชาติคล้าย ๆ เป็ดย่างบ้านเรา แต่เนื้อเหนียวและเย็นชืดกว่าบ้านเรา
กินข้าวเสร็จแล้วพวกเราก็ออกไปเดินย่อยอาหารกันแถว ๆ นั้นก่อนจะกลับเข้าโรงแรม เป็นอันหมดวันที่ 1
ศาลเจ้าอะไรสักอย่างแถว ๆ โรงแรม
ตลาดขายผลไม้ใกล้ ๆ ศาลเจ้า ผลไม้ที่นี่ลูกใหญ่โตมโหฬารมาก ราคาน่าจะพอ ๆ กับผลไม้แถวเยาวราช ลูกพลับที่เห็นราคาลูกละประมาณ 100 บาท
Day 2: ในเมืองไทเป
หลังจากกินอาหารเช้ากันเรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางไปสถานที่แรก นั่นคือ อนุสรณ์สถานเจียงไคเชค วิธีการเดินทางคือ นั่ง MRT สายสีแดง ลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall ทางออก 5
จากนั้นพวกเราก็ไปเดินเล่นย่านซีเหมินติง วิธีการเดินทางคือ นั่ง MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี Ximen ทางออก 6
ซีเหมินติง อารมณ์เหมือนสยามสแควร์บ้านเรา ที่นี่มีร้านขายอาหารและเสื้อผ้าวัยรุ่นเยอะเลย แต่ผมเลยวัยรุ่นมาพอสมควร เลยได้แค่เดิน ๆ ชมบรรยากาศไปเรื่อย ๆ
บิงซูถั่วแดง (จำไม่ได้ว่าที่นั่นเรียกว่าอะไร) รสชาติเฉย ๆ บ้านเราอร่อยกว่า
จากนั้นก็ไปไหว้พระที่วัดหลงซาน วิธีการเดินทางคือ นั่ง MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี Longshan Temple ทางออก 1
ด้วยความที่ไม่ใช่สายมูใด ๆ เดินชมวัดเสร็จบ่ายแก่ ๆ ก็ชวนกันกลับโรงแรม ระหว่างทางก็ถ่ายบรรยากาศบ้านเมืองของเขามาให้ดูครับ
ทางเท้าสะอาด ร่มรื่น และกว้างมาก ๆ อยากให้ที่บ้านเรามีแบบนี้บ้างจัง
พรุ่งนี้เราต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟความเร็วสูงไปฟาร์มแกะ Qingjing Farm คืนนี้เลยรีบเข้านอนกันแต่หัวค่ำ
Day 3: Qingjing Farm
เราตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟความเร็วสูง THSR จากสถานี Taipei ไปลงสถานี Taichung ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เราจองตั๋วผ่านเว็บไซต์ล่วงหน้าเลยได้ส่วนลด 10% และต้องไปรับตั๋วและจองที่นั่งก่อนจะเดินทางนะครับ
เมื่อถึงสถานี Taichung ออกจากชานชาลาแล้วให้เดินมาที่ทางออก 5 จะมีเคาน์เตอร์ของ Nantou Bus อยู่ชั้นล่าง เป็นจุดขายตั๋วรถบัส และขาย Pass สำหรับไป Qingjing Farm (รถไปฟาร์มแกะออกจากสถานีไถจงเวลา 8:50 am, 9:35 am, 10:15 am, และ 11:35 am) แนะนำให้ซื้อ Pass นะครับ คำนวณแล้วคุ้มกว่าซื้อแยก พาสหน้าตาประมาณนี้ครับ
จากไถจงไป Qingjing Farm ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง มีหยุดพักรถที่เมือง Puri ประมาณ 5 -10 นาที พวกเราไปถึงชิงจิ้งประมาณเที่ยงนิด ๆ เราพักที่ Spring Ground B & B ราคาคืนละ 3,600 บาท/3 คน ฝากกระเป๋าเสร็จแล้วพนักงานที่โรงแรมก็ขับรถไปไปส่งที่ศูนย์อาหาร กินข้าวเสร็จแล้วจึงเดินย่อยอาหารกันที่ฟาร์มแกะ ก่อนจะเดินต่อไปที่ skywalk ซึ่งอยู่ติดกัน ระยะทางเดินจากสกายวอล์กค่อนข้างไกลและไม่มีทางออกระหว่างทาง แนะนำว่าควรจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เกิดปวดฉี่ขึ้นมา "จะกลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง" นะครับ
กลางคืนที่นี่อากาศหนาวเอาเรื่องอยู่ที่เดียว มื้อค่ำพวกเรากินชาบูร้อน ๆ ในโรงแรมเลยเพราะร้านอาหารค่อนข้างหายาก และเดินทางไม่ค่อยสะดวก
Day 4: Sun Moon Lake
ตื่นเช้าขึ้นมาที่โรงแรมมีอาหารเช้าเป็นข้าวต้มกุ๊ยแบบไต้หวัน ซึ่งจริง ๆ ก็คล้าย ๆ บ้านเรานั่นแหละ เพียงแต่อาหารประเภทผัดบางอย่างต่างกัน โดยรวมผมชอบนะ รสชาติดี ไม่หวานและเค็มเกินไปเหมือนบ้านเรา
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินทางไปทะเลสาบสุริยันจันทรากันต่อ โดยพวกเราได้จองรถมินิบัสให้มารับที่หน้าโรงแรมไว้ล่วงหน้าตอนอยู่เมืองไทย ผ่านทางเว็บ kkday (ต้องขอโทษที่ผมจำราคาไม่ได้ว่าจ่ายไปคนละเท่าไหร่นะครับ) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงทะเลสาบสุริยันจันทรา เราจัดแจงเอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรม Shui Sha Lian Hotel ราคาคืนละ 4,355 บาท/ 3 คน โรงแรมนี้ทำเลดีมากครับ อยู่ติดท่าเรือที่จะล่องเรือในทะเลสาบเลย
หลังจากฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม พวกเราก็รีบไปซื้อพาสสำหรับล่องเรือและขึ้นกระเช้าที่เคาน์เตอร์ใกล้ ๆ โรงแรม เมื่อได้พาสแล้วก็เริ่มล่องเรือชมทะเลสาบกันเลย
จุดแรกที่เรือจอดคือท่า Xuanguang Pier ท่านี้มีวัดพระถังซัมจั๋ง (Xuanguang Temple) อยู่ข้างบน เป็นวัดเล็ก ๆ แต่ร่มรื่น เดินเล่นเพลิน ๆ อากาศเย็น ๆ ถือเป็นการพักผ่อนที่ดีมากเลยทีเดียวครับ
จากนั้นเราก็ไปขึ้นเรือ เพื่อจะไปท่าเรือ Ita Thao ซึ่งที่ท่าเรือนี้เราสามารถนั่ง Ropeway (Cable Car) ได้ และข้างบนจะมี Formosan Aboriginal Culture Village ซึ่งเป็นศูนย์การแสดงโชว์ของชาวเขาและคนพื้นถิ่น แต่พวกเราไม่ได้ไปชมนะครับ ก่อนขึ้นกระเช้าพวกเราหาอะไรกินรองท้องที่ตลาดติดท่าเรือกันก่อน
สังเกตว่าที่ไต้หวันมีหลายร้านทำนกฮูกแบบนี้ขาย ไม่แน่ใจว่ามีความหมายหรือเกี่ยวข้องกันยังไงกับคนพื้นถิ่นนี้
หลังจากลงจากกระเช้า พวกเราชวนกันนั่งรถบัสไปวัดอีกวัดนึงที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ตอนนั่งกระเช้า มารู้ทีหลังว่าที่นั่นเรียกว่า Ci-en Pagoda เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม 8 ชั้น ทางเดินขึ้นไปถึงเจดีย์เป็นถนนเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก ร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ปกคลุมเต็มพื้นที่ อากาศก็เย็นสบาย เดินไปคุยกันไปกับเพื่อน ๆ แป๊บเดียวก็ถึง
บันไดวนของเจดีย์
วิวทะเลสาบจากบนยอดเจดีย์ฉือเอิน
จากนั้นพวกเราก็นั่งรถบัสกลับมาที่ท่าเรือ Ita Thao เพื่อนั่งเรือกลับไปโรงแรม เที่ยวเหนื่อยทั้งวัน หลังจากกินข้าวมื้อค่ำ ทุกคนคือหลับเป็นตาย เดี๋ยวมาต่อวันที่เหลือนะครับ คืนนี้ไม่ไหวแล้ว ง่วงมาก ขอนอนก่อน