สวัสดีครับ วันนี้จะมีรีวิวประสบการณ์การเรียน ป.โท นิด้า หลักสูตร Flexible MBA เนื่องจากสมัยที่ผมหาข้อมูลเพื่อเรียนต่อนั้น ข้อมูลรีวิวต่างๆมีน้อยมากๆ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจหาข้อมูลเรียนต่อนะครับ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Flexible MBA ของนิด้า คืออะไร?
คือ หลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ เรียน เสาร์อาทิตย์ (ตั้งแต่เช้า-เย็น) ระยะเวลาประมาณ 2 ปี (4เทอม + ซัมเมอร์) ก็จบได้ ค่าใช้จ่าย+รายละเอียด แนะนำให้ใช้อากู๋เข้าไปดูในเว็ปของทางนิด้าได้เลยครับ (ปล. นิด้ามีแค่ ป.โท นะครับ ไม่มีป.ตรี ดักไว้ก่อนเผื่อใครถาม)
การรีวิวจะขอเริ่มรีวิวตั้งแต่การสมัครเรียน เล่าเป็นเทอมๆ ไปจนถึงเรียนประมาณปี 2 เทอม 2 นะครับ (เนื่องจากผมยังเรียนไม่จบ)
การสมัครเรียน
- จำได้ว่าตอนสมัครเรียนต้องมีจดหมายแนะนำตัวจากเจ้านายที่ทำงาน + เขียน Statement of purpose แต่ตอนนี้ใครที่สนใจให้ไปดูหน้าเว็บนะครับ เผื่อมีการอัพเดท
- ช่วงที่ผมสมัครเรียน ทางสถาบันจะมีให้สอบเข้าด้วยครับ เป็นพวกข้อสอบคณิต ภาษาอังกฤษ และแนวธุรกิจทั่วๆ ไป ตอนนั้นผมใช้วิธีอ่าน GMAT เอาครับ แต่ส่วนตัวคิดว่าข้อสอบง่ายกว่า GMAT นะ ผมไม่แน่ใจว่ามีเกณฑ์คะแนนหรือเปล่าว่ากี่คะแนนผ่าน
- พอสอบข้อเขียนเสร็จ ก็สอบสัมภาษณ์ อาจารย์ใจดีมากครับ แต่ถามเพื่อนๆ ก็ได้ยินว่าเจอหลากหลายแนวกันไป บางคนก็โดนยิงคำถาม บางคนก็สบายๆ
เทอมซัมเมอร์
- ผมเริ่มเรียนช่วงกลางๆ ปี ก่อนเปิดเรียนจริง จะมีเทอมซัมเมอร์ เป็นวิชาภาษาอังกฤษ บังคับเรียนประมาณ 1-2 เดือนก่อนเปิดเทอม ซึ่งไม่มีการนำมาคิดเกรดครับ เพื่อนบางคนบอกว่ายากมากๆ แต่ถ้าใครมีพื้นฐานอังกฤษก็จะสบายหน่อยๆนะ
ปีแรก (เทอม 1)
- เทอมแรกบังคับลงเรียน 4 ตัวครับ มี บริหารทั่วไป + เศรษฐศาสตร์ + บัญชีการเงิน + สถิติ (เรียนวิชาละ 3 ชั่วโมง 8.00-11.00 / 12.00-15.00)
- ทำงานจันทร์ - ศุกร์ เย็นวันธรรมดากลับมาทำการบ้าน / ส่วนวันเสาร์ - อาทิตย์ ตื่นเช้าไปเรียน อันนี้ต้องทำตัวให้ชิน ถึงแม้จะทรมานมากๆ ก็ตาม

- ใครที่เคยเรียนสายคำนวณ เช่น วิศวะมาก่อน ก็จะสบายหน่อยครับ แต่ถ้าใครเรียนป.ตรีสายศิลป์มา (แบบผม

) รับรองเลยว่าร้องจ๊ากก กันเลยทีเดียว (ล้อเล่นนะครับ ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ต้องพยายามกว่าคนอื่นหน่อยนึง)
- สุดท้ายก็ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามครับ รอดมาได้ประมาณ B B+ ด้วยการให้เพื่อนๆที่เป็นวิศวะสอน ช่วยติวให้ครับ เนื่องจากชีวิตนี้ไม่เคยเจอการดิฟ (แคลคูลัส) มาก่อน คาดว่าเพื่อนที่เป็นวิศวะ คงกุมขมับกับผมไปหลายรอบ
- แทบทุกวิชา จะมีงานกลุ่ม ต้องเน้นว่า กลุ่มเพื่อนนั้น ***สำคัญมาก*** ต้องช่วยกันติว ช่วยกันทำงาน บางคนงานเยอะก็ไม่ว่างก็มี บางวันนัดกันทำงานตอน 20.00 เพราะเพิ่งกลับถึงบ้าน ทำเสร็จเกือบเที่ยงคืน ต้องบอกเลยว่า ต้องปรับตัวเยอะมากๆ ครับ แต่เดี๋ยวก็ชิน (อาจารย์จะสุ่มกลุ่มเพื่อนให้ครับ อยู่ที่ดวงล้วนๆ) ผมถอดใจไปหลายรอบ ยังดีมีเพื่อนคอยประคองครับ เลยรอดมาได้
- การเรียนการสอนจะแล้วแต่อาจารย์ บางวิชาเน้น Discuss บางวิชาเลคเชอร์ยาวๆ (ผมคิดว่าอาจารย์คงมองพวกเราโตๆ กันแล้ว ไม่ค่อยมาไล่จี้เหมือนสมัย ป.ตรีแล้ว เน้นปล่อยชิวเหมือนวัว free range เลย ใครอยากเล็มหญ้าตรงไหนก็ไป ไม่มีรั้วกั้น แค่ส่งงานให้ครบ สอบให้ได้ก็พอ)
ปีแรก (เทอม 2)
- เทอมสองบังคับลงเรียนอีก 4 ตัว เป็นวิชาหลักครับ (วิชาหลักเฉลี่ยกันห้ามได้ต่ำกว่า B ไม่งั้นไม่จบ) มี การตลาด + การเงิน + บัญชีบริหาร + บริหารปฏิบัติการ
- เทอมนี้บอกเลยว่าหนักสุดจากทุกเทอมแล้วครับ

ขอให้พยายามประคองกับเพื่อนๆ ผ่านไปให้ได้ครับ งานกลุ่มเยอะมากๆ เป็นโปรเจคใหญ่ๆ เกือบหมด
- เทอมนี้ส่วนใหญ่จะสนิทๆ กันแล้ว อาจารย์ทุกวิชาจะปล่อยให้จับกลุ่มกันเอง
- การตลาด จะเน้นงานกลุ่มเป็นหลัก มีสอบไฟนอล เรียนเพลินมาก แต่ตอนทำงานกลุ่มเตรียมพรีเซ้นท์นี่ ทำงานกลุ่มหน้าแห้งกันยันดึกทุกคน 5555+

- การเงิน ไม่มีงานกลุ่ม เน้นสอบเป็นหลัก ใครเรียนสายคำนวณมาบอกเลยว่าชิวๆ ส่วนผม...สายศิลป์ เรียนในคาบไม่เคยรู้เรื่องเลย (อาจารย์สอนดีมากๆ แต่หัวผมไม่ไหว

) ต้องให้เพื่อนวิศวะคอยติวให้ตลอด แต่พอเข้าใจแล้วก็ได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะมากครับ หลายๆ คนตัดสินใจ Major Finance เพราะวิชานี้เลย เดี๋ยวเรื่อง Major มาจะเขียนให้อีกทีครับว่าอะไรยังไง
- บัญชีบริหาร วิชานี้เน้นความเข้าใจเป็นหลัก เน้นสอบ มีงานกลุ่มเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนวิศวะผมชอบวิชานี้มากๆ แต่ผมสอบปุ๊ป คืนอาจารย์ปั๊ปเลย
- บริหารปฏิบัติการ วิชานี้เรียนแล้วผมรู้สึกสนุก อาจารย์สไตล์เฮฮา แต่ฟังดูแล้วรู้เลยว่าจารย์แกเก่งมากๆ มีงานกลุ่มบ้าง ไม่เยอะมาก แต่เรียนแล้วได้แนวคิดดีๆ เยอะมาก
- สุดท้ายก็สอบผ่าน + ส่งงานจบมาได้ครับ หลังจากเทอมนี้ไปจะเริ่มเบาขึ้น เพราะจะเป็นการเรียนวิชาด้วยการเลือก Major แล้วครับ
การเลือก Major
- มี 5 Major -> การตลาด / การเงิน / บริหารปฏิบัติการ / สารสนเทศเพื่อการบริหาร / กลยุทธ์
- การเลือก Major จะขึ้นอยู่กับวิชาที่เราเลือกเรียนต่อจากเทอมนี้ ถ้าเลือกเรียนวิชาจาก Major ไหนเยอะ ก็จะได้ Major นั้นๆ
- หลักสูตร Flexible MBA ประกอบด้วย วิชาพื้นฐาน (เรียนเทอม 1) 4 ตัว / วิชาหลัก (เรียนเทอม 2 4ตัว + เทอม 3 1ตัว) 5 ตัว / วิชาเลือกเรียน 6 ตัว / IS 1 ตัว
- ผมจำไม่ได้ว่าวิชาเลือก ต้องเรียนกี่ตัวถึงจะได้ Major นั้น (น่าจะต้องเรียนประมาณ 4 ตัว หรือ 12 หน่วยกิต อันนี้ไม่ชัวร์)
- ใครขยัน สามารถ Double Major ได้ด้วยการเรียนเพิ่มอีก 3 ตัว
- ใครเรียนแบบไม่เอา Major ก็ได้ เช่น เรียนการตลาด2ตัว ไปเรียนการเงินสักตัว2ตัว ไปเรียนกลยุทธ์สักตัว2ตัว ปนๆ กันไป
ซัมเมอร์
- ซัมเมอร์ไม่บังคับลง แต่ถ้าลง สามารถเลือกเรียนได้ 2 ตัวครับ (อยากเรียน Major ไหน ก็เลือกวิชาจาก Major นั้นๆ)
- เสาร์เรียน 1 ตัว เช้ายันเย็น วันอาทิตย์เรียน 1 ตัว เช้ายันเย็น จัดกันแบบจุกๆ แน่นๆ ทั้งวัน
- ทางฝ่ายวิชาการของคณะ จะมีตารางเรียนมาให้ เราก็เลือกลงทะเบียนวิชาที่อยากเรียน
- วิชาไหนคนลงทะเบียนน้อยก็จะปิด ดังนั้นใครอยากเรียนวิชาไหน ต้องไปเตี๊ยมกับเพื่อนให้มาลงกันเยอะๆ
ปี2 (เทอม 3)
- เทอมนี้บังคับลง 1 ตัว คือ HR (เป็นอีก 1 วิชาหลัก ที่ต้องไปเฉลี่ยกับวิชาในเทอม 2 ห้ามได้ต่ำกว่า B)
- HR อาจารย์สอนดีมากๆๆ เรียนไม่เคยเบื่อเลย อาจารย์ใจดีมากๆ เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ หลังจากเจอนรกมา 2 เทอมแรก
- ถ้าลง HR ไปแล้ว จะเหลือว่างอีก 3 วิชา ให้เราเลือกลงตาม Major ที่เราอยากเรียนได้เลย
- สัปดาห์แรกๆ ที่เปิดภาคเรียน ถ้าเข้าไปเรียนคาบแรกแล้วรู้สึกไม่ชอบ เราสามารถ ถอน-เพิ่มวิชา ได้
- บางวิชาเน้นโปรเจคล้วนๆไม่มีสอบ บางวิชามีแต่สอบไม่มีงานเลย (แนะนำให้คละๆ กันไป จะได้ไม่หนักเกิน)
- เทอมนี้ผมได้เรียนแต่ตัวที่ชอบ เหมือนเป็นเทอมที่ได้พักผ่อน หลังจากสงครามของวิชาบังคับอันยาวนาน 555+
ปี 2 (เทอม 4) << ยังเรียนไม่จบ ขอพูดแค่คร่าวๆ นะครับ
- เทอมนี้บังคับเรียน 2 ตัว คือ นโยบายธุรกิจ กับ IS (Independent study)
- เทอมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเทอมที่จะต้องสอบ Comprehensive Exam กัน ก็คือ สอบประมวลความรู้ของวิชาหลัก (การตลาด การเงิน บัญชี บริหารปฏิบัติการ และ HR) ซึ่งถ้าสอบไม่ผ่านแม้แต่วิชาเดียว จะต้องสอบใหม่ ดังนั้นต้องรื้อฟื้นสิ่งที่คืนอาจารย์ไปทั้งหมด มาสอบใหม่อีกครั้ง

- IS จะเป็นลักษณะศึกษาบริษัท และมีการสอบ Oral
- จะเหลือว่างอีก 2 ตัว ใครขยันจะลงเรียนวิชาเลือกอื่นๆ เพิ่มก็ได้
ถ้านึกอะไรออกเดี๋ยวจะมาเพิ่มเติมให้นะครับ ส่วนใครสนใจอยากเรียนต่อ มีอะไรถาม ผมจะพยายามตอบเท่าที่ตอบได้นะ
สรุป
- ใครอยากเรียนแบบเข้มๆ แนะนำที่นิด้าเลย อาจารย์สอนเข้มทุกคน พอเรียนจบแต่ละวิชา รู้สึกแนวคิดเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ
- ได้เพื่อน ได้คอนเนคชั่นเยอะมากๆ เพื่อนในเซคผมหลายคนทำงานใน บ. ดังๆ ทั้งนั้น ส่วนใหญ่อายุ 20 ปลายๆ ไปจนถึง 30 ต้นๆ (เห็นมีหนุ่มโสด สาวโสดมาเรียน ก็ได้เป็นแฟนกันหลายคู่)
- เรียนแรกๆ ตอนยังปรับตัวไม่ได้ จะรู้สึกทรมานมากๆ ทั้งทำงานกลุ่มดึกๆ แล้วต้องตื่นเช้าไปทำงาน... ทั้งเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ได้เที่ยวอีกต่อไป... แต่เชื่อผมเถอะว่ามันคุ้มค่าจริงๆ ครับ กับระยะเวลา 2 ปี ที่เสียไป
- ชีทรุ่นพี่ช่วยชีวิตผมไว้เยอะมากๆ อย่าลืมขอชีทจากรุ่นพี่สายรหัสด้วย แล้วก็ต้องช่วยกันติวก่อนสอบ
- สำหรับใครที่กลัวว่า เรียนสายศิลป์มา (แบบผม) กลัวเรียนบัญชีไม่ไหว กลัวคำนวณไม่ไหว บอกเลยว่า เรียนได้แน่นอนครับ แค่ต้องขยันหน่อย (อาจารย์สอนวิธีคำนวณให้ทั้งหมด ไม่ต้องกลัว) แต่แนะนำให้เกาะกลุ่มเพื่อน ให้เพื่อนช่วยติว จะช่วยได้เยอะมากๆ
รีวิวประสบการณ์ชีวิต ป.โท Flexible MBA นิด้า สำหรับคนที่กำลังหาข้อมูล ตัดสินใจต่อป.โท
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Flexible MBA ของนิด้า คืออะไร?
คือ หลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ เรียน เสาร์อาทิตย์ (ตั้งแต่เช้า-เย็น) ระยะเวลาประมาณ 2 ปี (4เทอม + ซัมเมอร์) ก็จบได้ ค่าใช้จ่าย+รายละเอียด แนะนำให้ใช้อากู๋เข้าไปดูในเว็ปของทางนิด้าได้เลยครับ (ปล. นิด้ามีแค่ ป.โท นะครับ ไม่มีป.ตรี ดักไว้ก่อนเผื่อใครถาม)
การรีวิวจะขอเริ่มรีวิวตั้งแต่การสมัครเรียน เล่าเป็นเทอมๆ ไปจนถึงเรียนประมาณปี 2 เทอม 2 นะครับ (เนื่องจากผมยังเรียนไม่จบ)
การสมัครเรียน
- จำได้ว่าตอนสมัครเรียนต้องมีจดหมายแนะนำตัวจากเจ้านายที่ทำงาน + เขียน Statement of purpose แต่ตอนนี้ใครที่สนใจให้ไปดูหน้าเว็บนะครับ เผื่อมีการอัพเดท
- ช่วงที่ผมสมัครเรียน ทางสถาบันจะมีให้สอบเข้าด้วยครับ เป็นพวกข้อสอบคณิต ภาษาอังกฤษ และแนวธุรกิจทั่วๆ ไป ตอนนั้นผมใช้วิธีอ่าน GMAT เอาครับ แต่ส่วนตัวคิดว่าข้อสอบง่ายกว่า GMAT นะ ผมไม่แน่ใจว่ามีเกณฑ์คะแนนหรือเปล่าว่ากี่คะแนนผ่าน
- พอสอบข้อเขียนเสร็จ ก็สอบสัมภาษณ์ อาจารย์ใจดีมากครับ แต่ถามเพื่อนๆ ก็ได้ยินว่าเจอหลากหลายแนวกันไป บางคนก็โดนยิงคำถาม บางคนก็สบายๆ
เทอมซัมเมอร์
- ผมเริ่มเรียนช่วงกลางๆ ปี ก่อนเปิดเรียนจริง จะมีเทอมซัมเมอร์ เป็นวิชาภาษาอังกฤษ บังคับเรียนประมาณ 1-2 เดือนก่อนเปิดเทอม ซึ่งไม่มีการนำมาคิดเกรดครับ เพื่อนบางคนบอกว่ายากมากๆ แต่ถ้าใครมีพื้นฐานอังกฤษก็จะสบายหน่อยๆนะ
ปีแรก (เทอม 1)
- เทอมแรกบังคับลงเรียน 4 ตัวครับ มี บริหารทั่วไป + เศรษฐศาสตร์ + บัญชีการเงิน + สถิติ (เรียนวิชาละ 3 ชั่วโมง 8.00-11.00 / 12.00-15.00)
- ทำงานจันทร์ - ศุกร์ เย็นวันธรรมดากลับมาทำการบ้าน / ส่วนวันเสาร์ - อาทิตย์ ตื่นเช้าไปเรียน อันนี้ต้องทำตัวให้ชิน ถึงแม้จะทรมานมากๆ ก็ตาม
- ใครที่เคยเรียนสายคำนวณ เช่น วิศวะมาก่อน ก็จะสบายหน่อยครับ แต่ถ้าใครเรียนป.ตรีสายศิลป์มา (แบบผม
- สุดท้ายก็ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามครับ รอดมาได้ประมาณ B B+ ด้วยการให้เพื่อนๆที่เป็นวิศวะสอน ช่วยติวให้ครับ เนื่องจากชีวิตนี้ไม่เคยเจอการดิฟ (แคลคูลัส) มาก่อน คาดว่าเพื่อนที่เป็นวิศวะ คงกุมขมับกับผมไปหลายรอบ
- แทบทุกวิชา จะมีงานกลุ่ม ต้องเน้นว่า กลุ่มเพื่อนนั้น ***สำคัญมาก*** ต้องช่วยกันติว ช่วยกันทำงาน บางคนงานเยอะก็ไม่ว่างก็มี บางวันนัดกันทำงานตอน 20.00 เพราะเพิ่งกลับถึงบ้าน ทำเสร็จเกือบเที่ยงคืน ต้องบอกเลยว่า ต้องปรับตัวเยอะมากๆ ครับ แต่เดี๋ยวก็ชิน (อาจารย์จะสุ่มกลุ่มเพื่อนให้ครับ อยู่ที่ดวงล้วนๆ) ผมถอดใจไปหลายรอบ ยังดีมีเพื่อนคอยประคองครับ เลยรอดมาได้
- การเรียนการสอนจะแล้วแต่อาจารย์ บางวิชาเน้น Discuss บางวิชาเลคเชอร์ยาวๆ (ผมคิดว่าอาจารย์คงมองพวกเราโตๆ กันแล้ว ไม่ค่อยมาไล่จี้เหมือนสมัย ป.ตรีแล้ว เน้นปล่อยชิวเหมือนวัว free range เลย ใครอยากเล็มหญ้าตรงไหนก็ไป ไม่มีรั้วกั้น แค่ส่งงานให้ครบ สอบให้ได้ก็พอ)
ปีแรก (เทอม 2)
- เทอมสองบังคับลงเรียนอีก 4 ตัว เป็นวิชาหลักครับ (วิชาหลักเฉลี่ยกันห้ามได้ต่ำกว่า B ไม่งั้นไม่จบ) มี การตลาด + การเงิน + บัญชีบริหาร + บริหารปฏิบัติการ
- เทอมนี้บอกเลยว่าหนักสุดจากทุกเทอมแล้วครับ
- เทอมนี้ส่วนใหญ่จะสนิทๆ กันแล้ว อาจารย์ทุกวิชาจะปล่อยให้จับกลุ่มกันเอง
- การตลาด จะเน้นงานกลุ่มเป็นหลัก มีสอบไฟนอล เรียนเพลินมาก แต่ตอนทำงานกลุ่มเตรียมพรีเซ้นท์นี่ ทำงานกลุ่มหน้าแห้งกันยันดึกทุกคน 5555+
- การเงิน ไม่มีงานกลุ่ม เน้นสอบเป็นหลัก ใครเรียนสายคำนวณมาบอกเลยว่าชิวๆ ส่วนผม...สายศิลป์ เรียนในคาบไม่เคยรู้เรื่องเลย (อาจารย์สอนดีมากๆ แต่หัวผมไม่ไหว
- บัญชีบริหาร วิชานี้เน้นความเข้าใจเป็นหลัก เน้นสอบ มีงานกลุ่มเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนวิศวะผมชอบวิชานี้มากๆ แต่ผมสอบปุ๊ป คืนอาจารย์ปั๊ปเลย
- บริหารปฏิบัติการ วิชานี้เรียนแล้วผมรู้สึกสนุก อาจารย์สไตล์เฮฮา แต่ฟังดูแล้วรู้เลยว่าจารย์แกเก่งมากๆ มีงานกลุ่มบ้าง ไม่เยอะมาก แต่เรียนแล้วได้แนวคิดดีๆ เยอะมาก
- สุดท้ายก็สอบผ่าน + ส่งงานจบมาได้ครับ หลังจากเทอมนี้ไปจะเริ่มเบาขึ้น เพราะจะเป็นการเรียนวิชาด้วยการเลือก Major แล้วครับ
การเลือก Major
- มี 5 Major -> การตลาด / การเงิน / บริหารปฏิบัติการ / สารสนเทศเพื่อการบริหาร / กลยุทธ์
- การเลือก Major จะขึ้นอยู่กับวิชาที่เราเลือกเรียนต่อจากเทอมนี้ ถ้าเลือกเรียนวิชาจาก Major ไหนเยอะ ก็จะได้ Major นั้นๆ
- หลักสูตร Flexible MBA ประกอบด้วย วิชาพื้นฐาน (เรียนเทอม 1) 4 ตัว / วิชาหลัก (เรียนเทอม 2 4ตัว + เทอม 3 1ตัว) 5 ตัว / วิชาเลือกเรียน 6 ตัว / IS 1 ตัว
- ผมจำไม่ได้ว่าวิชาเลือก ต้องเรียนกี่ตัวถึงจะได้ Major นั้น (น่าจะต้องเรียนประมาณ 4 ตัว หรือ 12 หน่วยกิต อันนี้ไม่ชัวร์)
- ใครขยัน สามารถ Double Major ได้ด้วยการเรียนเพิ่มอีก 3 ตัว
- ใครเรียนแบบไม่เอา Major ก็ได้ เช่น เรียนการตลาด2ตัว ไปเรียนการเงินสักตัว2ตัว ไปเรียนกลยุทธ์สักตัว2ตัว ปนๆ กันไป
ซัมเมอร์
- ซัมเมอร์ไม่บังคับลง แต่ถ้าลง สามารถเลือกเรียนได้ 2 ตัวครับ (อยากเรียน Major ไหน ก็เลือกวิชาจาก Major นั้นๆ)
- เสาร์เรียน 1 ตัว เช้ายันเย็น วันอาทิตย์เรียน 1 ตัว เช้ายันเย็น จัดกันแบบจุกๆ แน่นๆ ทั้งวัน
- ทางฝ่ายวิชาการของคณะ จะมีตารางเรียนมาให้ เราก็เลือกลงทะเบียนวิชาที่อยากเรียน
- วิชาไหนคนลงทะเบียนน้อยก็จะปิด ดังนั้นใครอยากเรียนวิชาไหน ต้องไปเตี๊ยมกับเพื่อนให้มาลงกันเยอะๆ
ปี2 (เทอม 3)
- เทอมนี้บังคับลง 1 ตัว คือ HR (เป็นอีก 1 วิชาหลัก ที่ต้องไปเฉลี่ยกับวิชาในเทอม 2 ห้ามได้ต่ำกว่า B)
- HR อาจารย์สอนดีมากๆๆ เรียนไม่เคยเบื่อเลย อาจารย์ใจดีมากๆ เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ หลังจากเจอนรกมา 2 เทอมแรก
- ถ้าลง HR ไปแล้ว จะเหลือว่างอีก 3 วิชา ให้เราเลือกลงตาม Major ที่เราอยากเรียนได้เลย
- สัปดาห์แรกๆ ที่เปิดภาคเรียน ถ้าเข้าไปเรียนคาบแรกแล้วรู้สึกไม่ชอบ เราสามารถ ถอน-เพิ่มวิชา ได้
- บางวิชาเน้นโปรเจคล้วนๆไม่มีสอบ บางวิชามีแต่สอบไม่มีงานเลย (แนะนำให้คละๆ กันไป จะได้ไม่หนักเกิน)
- เทอมนี้ผมได้เรียนแต่ตัวที่ชอบ เหมือนเป็นเทอมที่ได้พักผ่อน หลังจากสงครามของวิชาบังคับอันยาวนาน 555+
ปี 2 (เทอม 4) << ยังเรียนไม่จบ ขอพูดแค่คร่าวๆ นะครับ
- เทอมนี้บังคับเรียน 2 ตัว คือ นโยบายธุรกิจ กับ IS (Independent study)
- เทอมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเทอมที่จะต้องสอบ Comprehensive Exam กัน ก็คือ สอบประมวลความรู้ของวิชาหลัก (การตลาด การเงิน บัญชี บริหารปฏิบัติการ และ HR) ซึ่งถ้าสอบไม่ผ่านแม้แต่วิชาเดียว จะต้องสอบใหม่ ดังนั้นต้องรื้อฟื้นสิ่งที่คืนอาจารย์ไปทั้งหมด มาสอบใหม่อีกครั้ง
- IS จะเป็นลักษณะศึกษาบริษัท และมีการสอบ Oral
- จะเหลือว่างอีก 2 ตัว ใครขยันจะลงเรียนวิชาเลือกอื่นๆ เพิ่มก็ได้
ถ้านึกอะไรออกเดี๋ยวจะมาเพิ่มเติมให้นะครับ ส่วนใครสนใจอยากเรียนต่อ มีอะไรถาม ผมจะพยายามตอบเท่าที่ตอบได้นะ
สรุป
- ใครอยากเรียนแบบเข้มๆ แนะนำที่นิด้าเลย อาจารย์สอนเข้มทุกคน พอเรียนจบแต่ละวิชา รู้สึกแนวคิดเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ
- ได้เพื่อน ได้คอนเนคชั่นเยอะมากๆ เพื่อนในเซคผมหลายคนทำงานใน บ. ดังๆ ทั้งนั้น ส่วนใหญ่อายุ 20 ปลายๆ ไปจนถึง 30 ต้นๆ (เห็นมีหนุ่มโสด สาวโสดมาเรียน ก็ได้เป็นแฟนกันหลายคู่)
- เรียนแรกๆ ตอนยังปรับตัวไม่ได้ จะรู้สึกทรมานมากๆ ทั้งทำงานกลุ่มดึกๆ แล้วต้องตื่นเช้าไปทำงาน... ทั้งเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ได้เที่ยวอีกต่อไป... แต่เชื่อผมเถอะว่ามันคุ้มค่าจริงๆ ครับ กับระยะเวลา 2 ปี ที่เสียไป
- ชีทรุ่นพี่ช่วยชีวิตผมไว้เยอะมากๆ อย่าลืมขอชีทจากรุ่นพี่สายรหัสด้วย แล้วก็ต้องช่วยกันติวก่อนสอบ
- สำหรับใครที่กลัวว่า เรียนสายศิลป์มา (แบบผม) กลัวเรียนบัญชีไม่ไหว กลัวคำนวณไม่ไหว บอกเลยว่า เรียนได้แน่นอนครับ แค่ต้องขยันหน่อย (อาจารย์สอนวิธีคำนวณให้ทั้งหมด ไม่ต้องกลัว) แต่แนะนำให้เกาะกลุ่มเพื่อน ให้เพื่อนช่วยติว จะช่วยได้เยอะมากๆ