...ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลามีเพื่อนนักลงทุนถามว่าอาแปะสายอะไร..
โดยมากก็จะตอบไปว่าสาย VI ทั้งๆที่ในใจรู้สึกขวยอายและกระดากเหลือเกินที่ตัวเราไม่เหมาะสมกับคำว่า value investor เพราะอาแปะไม่สนใจหลักการของ vi ในการค้าหุ้นเลย อีกทั้งความหมายของ vi ก็ไม่ครอบคลุมไปถึงไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตของอาแปะ...
..ก็เฝ้าถามตนเองเป็นระยะว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทใดน๊ออออ..จนเมื่อวันก่อนทำขนมบัวลอยเหลือแป้ง แทนที่จะทิ้งแป้งที่เหลือ อาแปะก็เอาไปตากแดดสองวันแล้วเอามาย่าง กลายเป็นข้าวเกรียบว่าวไปเลย..
..นิสัยอาแปะมักจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีรอบตัวให้มากที่สุด เหลือทิ้งเป็นขยะให้น้อยที่สุด แม้ว่าของหลายสิ่งจะไม่มีคุณค่าราคาใดๆเลยก็ตาม(non value) แต่ของสิ่งนั้นก็สามารถให้ประโยชน์ได้
..."คุณค่าด้านราคา กับคุณค่าด้านประโยชน์" จึงต่างกันอย่างนี้เอง ดังเช่นแป้งข้าวเหนียวเหลือๆซึ่งไม่มีราคาอะไรเลย แต่ก็สามารถให้ประโยชน์ด้านอาหารต่อไปได้อีก..
...อาแปะก็เลยมาพิจารณาถึงการค้าหุ้นของตน ซึ่งไม่ค่อยจะใส่ใจในหลักการของVI และไม่ค่อยจะใส่ใจในเทคนิคอล ความจริงกราฟเทคนิคอาแปะก็ยังดูไม่เป็นเลยอ่ะ รู้แต่ว่าแท่งเทียนอ่านอย่างไรแค่นั้นแหละ อินดิเคเตอร์ต่างๆเอย ไม่รู้จักอ่ะ ส่วนงบการเงินอาแปะก็อ่านได้เพียงผิวเผินงูๆปลาๆลงลึกไม่เป็นเลยครับ..
ดังนี้อาแปะก็เลยไม่อยากนิยามตนเองว่าเป็นนักลงทุนสายใดๆเพราะอาแปะนอกคอกนอกกฏเกณฑ์การลงทุนไปซะหมด..
..แต่อาแปะเลือกหุ้นโดยดูจากผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับหนะครับ..
หุ้นบางบริษัท เค้าพยายามที่จะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนสม่ำเสมอแม้ว่าผลประกอบการจะขาดทุนบางไตรมาส หุ้นประเภทนี้อันนี้อาแปะจะให้ความสนใจมาก เพราะเค้าสื่อถึงความจริงใจกับนักลงทุน..
..ส่วนหุ้นที่ไม่ค่อยจะให้ผลตอบแนในรูปของเงินปันผล ชอบอ้างว่าขาดทุนบ้าง อ้างว่าเอาเงินไปลงทุนเพิ่มบ้าง หุ้นประเภทนี้อาแปะจะไม่ให้ราคาเลย และเพราะพฤติกรรมสื่อถึงความไม่จริงใจต่อนักลงทุน มุ่งจะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ...
..ไม่รู้สินะ อาแปะเอาเงินไปลงทุนก็ต้องการผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลมากกว่าส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น การขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้นมากๆรู้สึกเป็นบาปในใจงัยก็ไม่รู้สิ คงเพราะอาแปะไม่ใช่นักฉวยโอกาสมั๊ง.? ( อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัวหนะครับ) ..ตราบใดที่หุ้นยังมีความสามารถจ่ายปันผล ตราบนั้นคือหุ้นที่มีคุณประโยชน์(Benefits)สำหรับอาแปะแม้ราคาบนกระดานจะติดลบแต่ก็มีค่ามีประโยชน์สำหรับอาแปะเสมอ..
..แต่เมื่อใดที่หุ้นหนึ่งๆละเลยในการจ่ายปันผล อาแปะจะเริ่มหน่ายและขายทิ้ง จะไม่ให้ราคาเลย เพราะไม่มีคุณประโยชน์(non Benefits)หรือแนวโน้มในการให้คุณประโยชน์ลดลงแม้ราคาบนกระดานกำลังจะขึ้นก็ตาม..
อนึ่ง..คุณค่าด้านประโยชน์ของหุ้น (Benefits) สำหรับอาแปะยังจำแนกได้เป็นสองแบบหนะครับคือ..Tangible Benefits และ Intangible Benefits
Tangible Benefits หมายถึงหุ้นที่ให้คุณประโยชน์ในรูปของเงินปันผล..
Intangible Benefits หมายถึงหุ้นที่นอกจากให้ประโยชน์ในรูปของเงินปันผลแล้วยังให้ประโยชน์ด้านความสุขใจด้วย ได้แก่หุ้นที่มี ESG ...การซื้อหุ้นที่มี ESG ทำให้อาแปะรู้สึกมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้น่าอยู่... เป็นความสุขเล็กๆ...ในภายในหนะครับ.
อมิตพุทธ..
อรุณสวัสดิ เช้าวันจันทร์ สำหรับผู้ใฝ่ฝันถึงวันสีเขียว..
ปล.อ่านขำๆนะครับ ประมาณว่าเป็นเรื่องเล่าจากอาแปะคนนอกคอกวิถีการลงทุนผู้นิยามตนเองว่าเป็นสาย Benefits Investor จากการมองดูข้าวเกรียบว่าวทำเองด้วยเศษข้าวเหนียว..
Benefits Investor ... อาแปะรู้สึกถูกจริตกับคำนี้มากกว่า Value Investor ซะอีก...แฮะ..
โดยมากก็จะตอบไปว่าสาย VI ทั้งๆที่ในใจรู้สึกขวยอายและกระดากเหลือเกินที่ตัวเราไม่เหมาะสมกับคำว่า value investor เพราะอาแปะไม่สนใจหลักการของ vi ในการค้าหุ้นเลย อีกทั้งความหมายของ vi ก็ไม่ครอบคลุมไปถึงไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตของอาแปะ...
..ก็เฝ้าถามตนเองเป็นระยะว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทใดน๊ออออ..จนเมื่อวันก่อนทำขนมบัวลอยเหลือแป้ง แทนที่จะทิ้งแป้งที่เหลือ อาแปะก็เอาไปตากแดดสองวันแล้วเอามาย่าง กลายเป็นข้าวเกรียบว่าวไปเลย..
..นิสัยอาแปะมักจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีรอบตัวให้มากที่สุด เหลือทิ้งเป็นขยะให้น้อยที่สุด แม้ว่าของหลายสิ่งจะไม่มีคุณค่าราคาใดๆเลยก็ตาม(non value) แต่ของสิ่งนั้นก็สามารถให้ประโยชน์ได้
..."คุณค่าด้านราคา กับคุณค่าด้านประโยชน์" จึงต่างกันอย่างนี้เอง ดังเช่นแป้งข้าวเหนียวเหลือๆซึ่งไม่มีราคาอะไรเลย แต่ก็สามารถให้ประโยชน์ด้านอาหารต่อไปได้อีก..
...อาแปะก็เลยมาพิจารณาถึงการค้าหุ้นของตน ซึ่งไม่ค่อยจะใส่ใจในหลักการของVI และไม่ค่อยจะใส่ใจในเทคนิคอล ความจริงกราฟเทคนิคอาแปะก็ยังดูไม่เป็นเลยอ่ะ รู้แต่ว่าแท่งเทียนอ่านอย่างไรแค่นั้นแหละ อินดิเคเตอร์ต่างๆเอย ไม่รู้จักอ่ะ ส่วนงบการเงินอาแปะก็อ่านได้เพียงผิวเผินงูๆปลาๆลงลึกไม่เป็นเลยครับ..
ดังนี้อาแปะก็เลยไม่อยากนิยามตนเองว่าเป็นนักลงทุนสายใดๆเพราะอาแปะนอกคอกนอกกฏเกณฑ์การลงทุนไปซะหมด..
..แต่อาแปะเลือกหุ้นโดยดูจากผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับหนะครับ..
หุ้นบางบริษัท เค้าพยายามที่จะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนสม่ำเสมอแม้ว่าผลประกอบการจะขาดทุนบางไตรมาส หุ้นประเภทนี้อันนี้อาแปะจะให้ความสนใจมาก เพราะเค้าสื่อถึงความจริงใจกับนักลงทุน..
..ส่วนหุ้นที่ไม่ค่อยจะให้ผลตอบแนในรูปของเงินปันผล ชอบอ้างว่าขาดทุนบ้าง อ้างว่าเอาเงินไปลงทุนเพิ่มบ้าง หุ้นประเภทนี้อาแปะจะไม่ให้ราคาเลย และเพราะพฤติกรรมสื่อถึงความไม่จริงใจต่อนักลงทุน มุ่งจะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ...
..ไม่รู้สินะ อาแปะเอาเงินไปลงทุนก็ต้องการผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลมากกว่าส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น การขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้นมากๆรู้สึกเป็นบาปในใจงัยก็ไม่รู้สิ คงเพราะอาแปะไม่ใช่นักฉวยโอกาสมั๊ง.? ( อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัวหนะครับ) ..ตราบใดที่หุ้นยังมีความสามารถจ่ายปันผล ตราบนั้นคือหุ้นที่มีคุณประโยชน์(Benefits)สำหรับอาแปะแม้ราคาบนกระดานจะติดลบแต่ก็มีค่ามีประโยชน์สำหรับอาแปะเสมอ..
..แต่เมื่อใดที่หุ้นหนึ่งๆละเลยในการจ่ายปันผล อาแปะจะเริ่มหน่ายและขายทิ้ง จะไม่ให้ราคาเลย เพราะไม่มีคุณประโยชน์(non Benefits)หรือแนวโน้มในการให้คุณประโยชน์ลดลงแม้ราคาบนกระดานกำลังจะขึ้นก็ตาม..
อนึ่ง..คุณค่าด้านประโยชน์ของหุ้น (Benefits) สำหรับอาแปะยังจำแนกได้เป็นสองแบบหนะครับคือ..Tangible Benefits และ Intangible Benefits
Tangible Benefits หมายถึงหุ้นที่ให้คุณประโยชน์ในรูปของเงินปันผล..
Intangible Benefits หมายถึงหุ้นที่นอกจากให้ประโยชน์ในรูปของเงินปันผลแล้วยังให้ประโยชน์ด้านความสุขใจด้วย ได้แก่หุ้นที่มี ESG ...การซื้อหุ้นที่มี ESG ทำให้อาแปะรู้สึกมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้น่าอยู่... เป็นความสุขเล็กๆ...ในภายในหนะครับ.
อมิตพุทธ..
อรุณสวัสดิ เช้าวันจันทร์ สำหรับผู้ใฝ่ฝันถึงวันสีเขียว..
ปล.อ่านขำๆนะครับ ประมาณว่าเป็นเรื่องเล่าจากอาแปะคนนอกคอกวิถีการลงทุนผู้นิยามตนเองว่าเป็นสาย Benefits Investor จากการมองดูข้าวเกรียบว่าวทำเองด้วยเศษข้าวเหนียว..