$€£¥ บทความใหม่ อ นิเวศน์ ดร.นิเวศน์ กางทฤษฎี หุ้นไทยไม่ไปไหน นักลงทุนใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

กระทู้คำถาม
Animal Spirits หรือคิดด้วยเหตุผล
 
​เคยสงสัยไหมว่าราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นของแต่ละประเทศทำไมมีความแตกต่างกันมาก  และการปรับตัวก็แตกต่างกัน  อย่างตลาดหุ้นจีนนั้น  ราคาก็ถูกมากไม่น่าเชื่อ  ค่า PE ของตลาดถ้าเข้าใจไม่ผิดก็อยู่ที่ประมาณ 10 เท่าบวกลบ  แต่พอเราซื้อเข้าไปเพราะคิด “แบบ VI” หรือคิดแบบวิเคราะห์พื้นฐานแล้วคุ้มค่าแน่นอน  ราคาและดัชนีหุ้นกลับลดลงไปอีกมาก
​
ส่วนหุ้นอเมริกานั้น  ค่า PE สูงกว่ามาก และราคาก็ขึ้นมาสูงจนเกือบ “All Time High” ที่ไม่น่าจะถูกเลย  “VI พันธุ์แท้” ก็มักจะรับไม่ได้  แต่นักลงทุนซึ่งรวมถึง “VI รุ่นใหม่” ซื้อ  หุ้นก็วิ่งต่อไปอีกมาก
​ที่นักลงทุนเจ็บตัวหนักก็คือดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ “ปรับตัวลดลงทุกวัน” หุ้นดี ๆ  จำนวนมากตกลงมาต่ำกว่าอดีตมากมายและเราก็ไม่เห็นว่าบริษัทจะแย่ลง  พวกเขาก็ยังอยู่อย่างแข็งแกร่ง  มีกำไรที่ดีและจ่ายปันผลงดงามเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็คงไม่สูงไปกว่า 1-4% อย่างที่เห็นในวันนี้  แต่พอเราซื้อไปหลังจากที่มันตกลงมามากและนานแล้ว  ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหนนอกจากตกลงต่อไปอีก
​
คำถามสำคัญก็คือ  ตกลงราคาและดัชนีตลาดหุ้นในแต่ละแห่งนั้น  มีความเหมาะสมหรือไม่  มันสะท้อนถึง “คุณค่าที่แท้จริง” ของกิจการโดยเฉลี่ยไหม?  อะไรหรือปัจจัยอะไรเป็นตัวกำหนดราคาและดัชนีตลาดหุ้น
​
มีทฤษฎีสองเรื่องที่พยายามจะอธิบายเรื่องของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น  ซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง  และคนที่เป็น “บิดา”  ของทั้งสองทฤษฎีต่างก็ได้รับรางวัลโนเบลทั้งคู่
​
ทฤษฎีแรกนั้น  เป็นของ Eugene Fama “ซือแป๋” ด้านตลาดหุ้นที่ได้สร้างทฤษฎีการลงทุนสมัยใหม่ที่เรียกว่า “Efficient Market Hypothesis” หรือ “ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ” ที่บอกว่านักลงทุนทุกคนเป็นคนที่มีเหตุมีผลและมีข้อมูลสมบูรณ์ในการตัดสินใจลงทุน  เขาจะเลือกลงทุนตามพื้นฐานของธุรกิจ  และเมื่อคนทุกคนหรือคนส่วนใหญ่คิดและทำแบบนี้  หุ้นก็จะปรับตัวไปตามแรงซื้อและแรงขายของแต่ละคนที่อาจจะคิดไม่เหมือนกัน  แต่ในที่สุดราคาก็ปรับตัวจนสมดุลและตรงกับพื้นฐานทางธุรกิจที่แท้จริง  และเมื่อมีข้อมูลใหม่ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวไปอีก  ทุก ๆ  วินาที โดยที่เราไม่สามารถคาดได้  อย่างไรก็ตาม  ราคาที่เราเห็นในกระดานจะสะท้อนราคาที่เหมาะสมเสมอ
​
และไม่ว่าใครจะอ้างว่าตัวเองเก่งแค่ไหนหรือใช้เทคนิคอะไร  เช่น VI หรือเทคนิคอล  ก็ไม่สามารถที่จะซื้อหุ้นถูก  ขายหุ้นแพง  ทำกำไรสูงกว่าที่ควรเป็นได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน  พูดง่าย ๆ  ในบางช่วงบางตอนอาจจะกำไรสูงกว่าปกติได้  แต่ในระยะยาวแล้ว  ผลตอบแทนก็มักจะกลับมาสู่ปกติ  เช่น  ผลตอบแทนทบต้นในตลาดหุ้นอย่างอเมริกาในช่วง 30 ปี ก็คือ  ไม่เกินปีละ 10%  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ไม่มีใครเป็น  “เซียน”  จริง มีแต่คนที่ “ฟลุ้ก” ในช่วงไม่กี่ปีและก็กลายเป็น  “เซียน” เช่น  เคที วูด จากกองทุน Ark Invest ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วง 2-3 ปีแล้วก็ขาดทุนมหาศาลหลังจากนั้นที่  “โชคไม่ดี”  เป็นต้น
​
ทฤษฎีที่สองนั้น  จริง ๆ  เสนอเป็นครั้งแรกโดย John Maynard Keynes  “บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค” ซึ่งก็เป็นนักเล่นหุ้นตัวยง  “ระดับเซียน”  ด้วย
​
เคนบอกว่า  คนตัดสินใจทางการเงินซึ่งรวมถึงการซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นในช่วงที่เกิดความเครียดหรือวิกฤติทางเศรษฐกิจหรือภายใต้ความไม่แน่นอนสูงด้วย “Animal Spirits” หรือ “สัญชาติญาณของสัตว์”  นั่นก็คือการใช้อารมณ์  เช่น  ความกลัว  ความกล้าและพฤติกรรมอื่น ๆ  ซึ่งการทำแบบนั้น  ก็จะกระทบกับเรื่องของความมั่นใจของการบริโภค  ซึ่งก็จะกระทบไปยังเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด
​ตัวอย่างง่าย ๆ  ก็เช่น  ถ้าคน “กลัว” ว่าเศรษฐกิจจะแย่  ความมั่นใจของคนก็ลดลงและ  พวกเขาก็จะลดการใช้จ่ายลงตาม  “Animal Spirits”  เศรษฐกิจก็จะแย่ลงไปอีก  ดังนั้น  รัฐบาลก็ควรที่จะทุ่มการใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งก็จะไปเปลี่ยนภาพหรืออารมณ์ของคนให้มีความมั่นใจ  และเมื่อมั่นใจพวกเขาก็จะกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น  เศรษฐกิจก็จะเดินหน้า  หลังจากที่เคนเสนอไอเดียนี้ในปี 1936  รัฐบาลต่าง ๆ  ที่ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลัง “มหาวิกฤติปี 1929 ในตลาดหุ้นสหรัฐ”  ก็เริ่มเข้ามาแก้ปัญหาโดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างมหาศาลและยังทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
​เมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้ว  Robert Shiller ได้เสนอแนวคิดใหม่ที่อิงมาจาก เคน เรื่อง Animal Spirits และได้อธิบายเรื่องของราคาหลักทรัพย์หรือหุ้นใหม่ว่า  ราคาของหุ้นนั้น  ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎี Efficient Market ที่ว่านักลงทุนแต่ละคนตัดสินใจโดยอิสระและอิงจากการวิเคราะห์พื้นฐานเป็นหลัก  หากแต่ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์และอิงอยู่กับความคิดว่าคนอื่นคิดอย่างไร  
โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบของเคนเรื่องการตัดสินในการประกวดนางงามที่อาศัยเสียงโหวตของคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน  และคนที่เลือกนางงามได้ถูกต้องก็จะได้รับรางวัล  ซึ่งในกรณีแบบนี้   นางงามที่มีหน้าตารูปร่างสวยที่สุด  “สำหรับเขา”  ก็จะไม่ถูกเลือก  แต่เขาจะเลือกผู้เข้าประกวดที่เขาคิดว่า  “คนส่วนใหญ่” จะชอบและเลือกคน ๆ นั้นเป็นนางงามที่ “มงลง”  เพราะนั่นจะทำให้เขาชนะและได้รางวัลในการเลือกนางงามครั้งนี้
และนั่นก็คือ “จิตวิทยา” ของการเลือกหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน  และนั่นก็คือสิ่งที่กำหนดราคาของหุ้นไฮเทคในช่วงปี 2000 และอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นฟองสบู่ในปี 2005 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 นั่นก็คือ  คนมักตัดสินการเลือกหุ้นลงทุนโดยใช้อารมณ์ซึ่งก็เป็นเรื่องของพฤติกรรมทางการเงินหรือ  Behavioral Finance ที่ในระยะหลังกลายเป็นหัวข้อการเรียนและการวิจัยที่โดดเด่นเหนือแนวคิดเรื่องของ Efficient Market  และก็มีส่วนทำให้ Robert Shiller ได้รับรางวัลโนเบลเช่นเดียวกับเคนและฟามาในสาขาเศรษฐศาสตร์
ความคิดของผมเองนั้น  ผมคิดว่าจิตวิทยามีส่วนอย่างมากต่อการลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้น ๆ  ไม่กี่ปี  ก็อย่างที่เราเห็นหุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะในหุ้นขนาดเล็กหรือกลางที่มีราคาปรับตัวขึ้นอย่าง “เวอร์สุด ๆ” และกลายเป็น “ขวัญใจ” ของนักลงทุนทั่วไปรวมถึง VI “ระดับเซียน” จำนวนมาก  แม้ว่าในยามที่ตลาดหลักทรัพย์โดยรวมแทบจะไม่ไปไหนหรือลดลงด้วยซ้ำ  ซึ่งผมคิดว่าการตัดสินใจของนักลงทุนแบบนั้นเป็นเรื่องของ  Animal Spirits  มากกว่าเรื่องของการวิเคราะห์และลงทุนด้วยเหตุผลแบบ VI
อย่างไรก็ตาม  ก็อย่างที่กล่าว  เมื่อความกลัวเข้ามาแทนที่  Animal Spirits ก็แสดงออกมาในด้านตรงกันข้าม  หุ้นที่เคยขึ้นไปมากจนเกินพื้นฐานไปมากก็ตกลงมาแทบจะกลายเป็นหายนะ  ทั้ง ๆ  ที่บริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีพื้นฐานอะไรที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญอะไรเลย  อาจจะมีบ้างที่กำไรลดน้อยถอยลง  แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่ไม่ได้แข็งแกร่งและเติบโตระยะยาวอยู่แล้ว  ดังนั้น  ผมจึงสรุปว่าคนที่เข้าไปเล่นหุ้นในกลุ่มที่มีอาการแบบนั้น  ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล  และทุกคนก็คิดและทำตาม ๆ  กัน  และอาจจะ  “กลัวตกรถ” เป็นต้น
ผมยังคิดว่าการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ  ทั้งในตลาดหุ้นและเรื่องอื่น ๆ  สำหรับคนที่เข้าไปทำหรือเข้าไปร่วมซื้อขายโดยอาศัยการวิเคราะห์  “ยีน” ของมนุษย์น่าจะดีและสะดวกยิ่งกว่าการวิเคราะห์ด้านของจิตวิทยาด้วย  เหตุผลก็คือ  ยีนนั้น  อยู่เบื้องหลังอารมณ์และความคิดของเราในทุกสิ่ง  การศึกษาและเข้าใจยีนจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมอย่างลึกซึ้งและนำไปใช้ได้ทันที
ยิ่งไปกว่านั้น  การลงทุนในหลาย ๆ  กรณีนั้น  การปล่อยให้เราปฏิบัติตาม “ยีน” โดยที่เราไม่ได้ตระหนัก  มักจะเป็นข้อเสียหายของการลงทุน  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น  เกิดเหตุการณ์ที่คนทั่วไปกลัวว่าจะเกิดวิกฤติและเรารีบขายหุ้นไปแต่มาพบภายหลังว่าเป็นการขายในราคาที่ต่ำเกินไปมาก  เป็นต้น
ที่จริงเหตุผลหลักในการเรียนรู้เรื่องยีนและพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่ตามมาก็เพื่อที่เราจะได้ปฏิเสธหรือฝืนความต้องการของยีน  และใช้การคิดตรึกตรองของสมองและความเป็นเหตุเป็นผลมาแทนที่ในการลงทุน  นั่นจะช่วยให้เราประสบความสำเร็จที่มากกว่า
โลกในมุมมองของ Value Investor 
16 ธันวาคม 2566
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่