▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
มหาสติปัฏฐาน 4
แต่งกลอน
บทกวี
พระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธโร)
เรื่องเล่าจากผู้สูงอายุ
องค์แห่งความเพียร: วัดป่าร้อยปีหลวงพ่อวิริยังค์
เงียบเสียงมละขาด กมลาศสงบถอย
เนตรปิดมนะลอย สติคอยประคองไว้
กามฉันทะ นิวรณ์ ก็สิหลอนกระทบใจ
อาฆาตมนะไป สละให้อภัยกัน
อุธัจจะ สิฟัด ริสะบัดสิพัวพัน
ซ้อน กุก กุจจะ ผัน อุระพลันระกำใจ
เคลือบแคลงระแวงจิต ดำริผิด ฤ ถูกไหม
เวียนวนมนะไป ทมะให้นิวรณ์ปลง
ใจกายจะสงบ สุขะพบละลดหลง
อัสสาสะ ละลง ละคิคงบ่หยุดหาย
ปัสสาสะ ระงับ สงบดับละเมียดคล้าย
เหมือนราวจะสลาย ปิติสุขคละคลุกปน
คราจิตสู่สบาย รติคล้ายจะสับสน
ฝังในสุขะจน บ่สิยอมจะจรวาง
ต้องปล่อยสุขะเปลื้อง ปะทะเรื่องอะไรขวาง
ปลดให้อุระว่าง จะกระจ่างสว่างใจ
ยากนักปฏิบัติ จะสลัดสบั้นได้
ปล่อยจับระส่ำไป มนะไหว มิปล่อยนาน
ต้องมี "วิริยังค์" สติตั้ง ณ สี่ฐาน
จวบจนมนะกราน ทะนุน้อมก็ยอมเอง
สมาธิ วสี พละมีถนัดเก่ง
เข้าออกจะละเร่ง ผลิพรัอมวิปัสส(นา)
วิริย + องฺค = วิริยงฺค (วิ-ริ-ยัง-คะ) แปลตามศัพท์ว่า “องค์แห่งความเพียร“
มละ = ละ, ทิ้ง
กมลาศ = ใจ, ดอกบัว
มนะ = ใจ
ละคิ = ยัง, ยังมีอยู่
รติ = ยินดี, ชอบใจ