4Kings2 : ต้นตอความรุนแรงอาจไม่สำคัญเท่าจะตัดวงจรที่ก่อผลกระทบมหาศาลได้อย่างไร?(No Spoiled)



เมื่อช่วงปลายปี 2564 ภาพยนตร์เรื่อง “4Kings” เข้าฉายในโรง และถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกหลังยุคโควิด-19 ระบาดที่ทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้าน ท่ามกลาง “ดรามา” ข้อถกเถียงในสังคมว่าภาพยนตร์แบบนี้สมควรให้ฉายได้หรือ? กองเซ็นเซอร์ทั้งหลายทำอะไรกันอยู่? ด้วยความกังวลว่าบรรดาวัยรุ่นทั้งที่เป็นเด็กช่างแท้ ( เรียนสายอาชีวะจริงๆ )  กับเด็กช่างวอนนาบี ( จะใช้คำว่า “เบียว” ก็ได้ คือไม่ได้เรียนอาชีวะแต่อยากห้าวไปหาเสื้อช็อปมาใส่ ) ดูหนังแล้วอินจัดจนออกมาก่อเหตุทะเลาะวิวาทให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนโดนลูกหลงกันอีก กับอีกด้านที่เห็นว่า เอาจริงๆ ภาพยนตร์ไม่ได้บอกว่าการตีกันเป็นสิ่งดี ตรงกันข้ามมันกลับชี้ให้เห็นผลกระทบและคนรอบข้างของผู้ก่อเรื่องที่จะต้องมาแบกรับไว้ด้วยอีกต่างหาก 

แต่ถ้าหากการฉายภาพผลกระทบนั้นมันไม่หนักหน่วงพอ 2 ปีผ่านไป ผมก็ขอแนะนำให้ไปดูภาคต่ออย่าง “4Kings2” ที่บอกได้เลยว่างานนี้เหมือนผู้สร้างจะตอบรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบข้างต้น เลยใส่เนื้อหานั้นเข้ามาแบบ “จัดหนัก” ยิ่งกว่าภาคแรก ผ่านการตีกันระหว่าง “กนกอาชีวะ” กับ “ช่างกลบุรณพนธ์” ( หลังจากที่ภาคแรกเดินเรื่องโดย “อินทรอาชีวะ” และ “เทคโนโลยีประชาชล” ) ที่ด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่าเดือดกว่าเดิม แต่อีกด้านก็ให้ภาพที่ชวนสยองและหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย ตัดสลับกับการเล่นกับปม “ปัญหาครอบครัว” ของตัวละครหลัก ที่คราวนี้ยังเพิ่มเติมด้วยการฉายภาพ “คนชายขอบ” ในชุมชนแออัดที่คนดิ้นรนหาเงินจนเข้าไปพัวพันกับเรื่องดำมืดอย่างยาเสพติด 

นักแสดงหลักในภาคนี้อย่าง “แหลม-สมพล” ในบท “บ่าง” หัวโจกของกนกอาชีวะ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นนักร้อง-นักดนตรีมาก่อน อาจเข้าใจว่าเป็นนักแสดงมืออาชีพได้ หลังจากที่โผล่มาเล็กน้อยในภาคแรกก็เรียกเสียงฮือฮาได้มากแล้ว แต่ใน 4Kings2 ผู้สร้างได้พาไปสำรวจชีวิตของตัวละครนี้มากขึ้น ขณะที่ตัวแรงของช่างกลบุรณพนธ์อย่าง “รก” ที่ได้ “จี๋-สุทธิรักษ์” มาถ่ายทอด ก็โดดเด่นไม่น้อยไปกว่ากัน ด้วยคาแรคเตอร์ที่ออกแนวนิ่งๆ แต่พร้อมมีเรื่อง

แต่จุดที่อยากแนะนำจริงๆ ให้ไปดูกัน คือบท “ยาท” ซึ่งแสดงโดยศิลปินฮิปฮ็อป “บิ๊ก D Gerrard” แห่งแก๊งเด็กบ้าน ( หมายถึงคนที่อยู่ในถิ่นหรือย่านนั้นๆ ฉายาก็จะตั้งจากชื่อตัวเองบวกกับชื่อถิ่นที่อยู่ ซึ่งช่วงที่ภาคแรกเข้าฉาย มีการคาดเดาว่า ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ยาท กม.11” เด็กถิ่นตัวห้าวในยุค 90s ร่วมสมัยกับอาชีวะ 4 สถาบันที่กล่าวถึงในภาพยนตร์ ) ในภาคแรกอาจจะมองว่าบทนี้เหมือนคนบ้าหรือคนกวนประสาท แต่ภาค 2 ได้ยกระดับกลายเป็นเหมือน “ฆาตกรต่อเนื่อง (Serial Killer)” ไปแล้ว คือต้องบอกว่า “โหดและจิต” จนน่ากลัวจริงๆ ให้ระดับเดียวกับพวกตัวละครแนวเดียวกันในหนังสยองขวัญของฮอลลีวู้ดได้เลย  แต่อีกด้านหนึ่ง หนังจะเผยให้เห็น “ปม” ว่าอะไรที่ทำให้ตัวละครนี้ฝังใจกับเด็กอาชีวะจนต้องออกล่าคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

สุดท้ายก็อย่างที่ตั้งหัวบทความนี้ไว้ละครับ 4Kings2 ก็ยังไมได้พยายามค้นหาว่าอะไรคือต้นตอที่ทำให้นักศึกษาสายอาชีวะยกพวกตีกันจนเหมือนเป็นวิถีปกติ ( ซึ่งภาคแรกมีคนที่ได้ดูบางส่วนบอกเสียดายที่หนังไมได้ค้นหาในเรื่องนี้ ) แต่มันอาจไม่สำคัญแล้วก็ได้ เมื่อเทียบกับคำถามที่ได้รับหลังดูหนังจบ นั่นคือ “จะตัดวงจรที่ก่อผลกระทบมหาศาลได้อย่างไร?” ใครหรือสถาบันไหนเริ่มก่อนอาจหาต้นตอไมได้ แต่ตราบใดที่ยังมีการส่งต่อวิถีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผลกระทบทั้งต่อสังคมรอบข้าง คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดนักศึกษา และตัวของนักศึกษาอาชีวะนั้นเอง ดังชะตากรรมของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้!!!

หมายเหตุ : อ่านบทความที่ผมเขียนเกี่ยวกับ 4Kings ภาคแรก ได้ที่นี่ https://pantip.com/topic/41147438
 
TonyMao_NK51 ( ใช้แทนอมยิ้มที่ถูกแบน )
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่