JJNY : ค้างจ่ายจนเป็นหนี้เสีย 10 ล้านบัญชี│‘ฮามาส’ปล่อยไทยเพิ่มอีก 2 คน│ส่องชะตากรรม “อธิบดี DSI ”│ไอซ์ รักชนก ลุ้นระทึก

คนไทยค้างจ่ายจนเป็นหนี้เสีย 10 ล้านบัญชี ห่วงหนี้รถจ่อตกชั้นเพิ่ม 5.6 แสนคัน
https://www.dailynews.co.th/news/2945637/

เครดิตบูโร เผยข้อมูลสำคัญ เอ็นพีแอลไตรมาส 3/66 ทะลัก 1.05 ล้านล้าน คนไทยเป็นหนี้เสียแตะ 10 ล้านบัญชี สุดห่วงหนี้รถยนต์จ่อตกชั้นเพิ่มกว่า 2 แสนล้าน หรือ 5.6 แสนคันที่จะถูกยึดขายทอดตลาด
 
 
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า จากข้อมูลเครดิตบูโรในไตรมาส 3 ปี 66 พบว่าหนี้ด้อยคุณภาพ หรือหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) มีทั้งสิ้น 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มี 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7.7% ของสินเชื่อรวม คิดเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล 10 ล้านบัญชี โดยหนี้เสียน่ากังวลมากที่สุดเป็นหนี้เสียรถยนต์ที่มีมากถึง 6.94 แสนบัญชี เพิ่มขึ้น 8.6% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็น 2.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 20.9% คาดสิ้นปีนี้เอ็นพีแอลไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทแต่ไม่ขึ้นไปจนถึงสุดสูงสุดเมื่อปี 65 ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ว่าจะรวดเร็วแค่ไหน

ขณะที่หนี้ค้างชำระตั้งแต่ 30-90 วัน (เอสเอ็ม) อยู่ที่ 5 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.95 ล้านบัญชี เป็นหนี้ที่ใกล้จะเป็นเอ็นพีแอลที่ต้องติดตาม เป็นหนี้รถยนต์ที่มีเอสเอ็ม 2.13 แสนล้านบาท จำนวน 5.6 แสนบัญชี และหนี้บ้าน 1.36 แสนล้านบาท จำนวน 1.05 แสนบัญชี ซึ่งหนี้รถยนต์มีปัญหาทั้งเป็นหนี้เสียและกำลังจะเป็นหนี้เสีย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเจนวาย ด้านหนี้ที่ปรับโครงสร้างมี 9.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.3% ของสินเชื่อรวม โดยยังต้องเร่งปรับโครงสร้างในปีนี้ เพราะเป็นปีสุดท้ายที่หมดมาตรการช่วยเหลือหรือมาตรการฟ้าส้ม คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายปีนี้การปรับโครงสร้างหนี้จะมากกว่า 1 ล้านล้านบาท

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้เปลี่ยนการกันเงินสำรองหนี้ใหม่ ให้คงระดับไว้ ห้ามลด และถ้าผ่อนผันมากเกินไปกับลูกหนี้จะสั่งสำรองหนี้เพิ่ม ซึ่งจะเข้มงวดมากขึ้นดังนั้นลูกหนี้ที่จะกู้ใหม่ยากขึ้น เพราะเข้มขึ้น และลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ก็จะดูกระแสเงินสด กลับไปเข้มแบบเดิม จะสอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่ต้องติดตาม แต่ไม่มีปัญหาหนี้ไม่ทะลุทะลวง หนี้เสียไม่ระเบิดแต่ก็ไม่ลด

นายสุรพล กล่าวว่า กลุ่มลูกหนี้ที่น่ากังวลและต้องเร่งแก้ไขคือ ลูกหนี้เอ็นพีแอลที่เกิดเพราะโควิด หรือลูกหนี้บัญชีรหัส 21 ซึ่งปัจจุบันดือนก.ย.66 มีทั้งสิ้น 3.9 แสนล้านบาทคิดเป็น 3.5 ล้านคน สินเชื่อที่เป็นรหัส 21 มากที่สุด คือ สินเชื่อรถยนต์ 3.9 หมื่นล้านบาท จำนวน 8.8 หมื่นบัญชี และสินเชื่อบุคคล 9.2 หมื่นล้านบาท จำนวน 3.18 ล้านบัญชี และอยู่กับธนาคารพาณิชย์ 5.23 แสนบัญชี คิดเป็น 1.1 แสนล้านบาท และแบงก์รัฐ 2.96 ล้านบัญชี คิดเป็น 1.89 แสนล้านบาท

สำหรับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ภายใต้ข้อมูลของเครดิตบูโร ไตรมาส 3 ปี 66 อยู่ที่ 13.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งไม่รวมหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ 2 ล้านล้านบาท และหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) 5 แสนล้านบาท โดยหนี้จากข้อมูลเครดิตบูโร เป็นหนี้บัตรเครดิต 5.46 แสนล้านบาท จำนวน 23.8 ล้านใบ ซึ่งมี 6 ล้านใบไม่เคยใช้เลย แสดงว่าเป็นบัตรที่เกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล 31.7 ล้านบัญชี คิดเป็น 2.58 ล้านล้านบาท หนี้รถยนต์ 6.5 ล้านบัญชี คิดเป็น 2.61 ล้านล้านบาท เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับธปท. เช่น จากค่ายรถยนต์ รวม 2,300 ราย แต่มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)  ดูแล และธปท.กำลังออกเกณฑ์กำกับอยู่ รวมทั้งค่ายรถยนต์จีนที่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)กำลังขอเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรเพื่อให้เห็นข้อมูลหนี้ต่างๆ


 
‘ฮามาส’ ปล่อยแรงงานไทยเพิ่มอีก 2 คน วันแรกของการต่อเวลาหยุดยิง
https://www.dailynews.co.th/news/2945496/

แรงงานชาวไทย 2 คน ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มฮามาส วันแรกของการขยายระยะเวลาหยุดยิงในฉนวนกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ว่ากระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ออกแถลงการณ์ ว่ากลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันเพิ่มอีก 12 คน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการหยุดยิงในฉนวนกาซา และเป็นวันแรกของการขยายระยะเวลาหยุดยิง โดยตัวประกันที่ได้รับอิสรภาพ แบ่งเป็นพลเมืองอิสราเอล 10 คน และแรงงานชาวไทย 2 คน ซึ่งการปล่อยตัวแรงงานไทย “เป็นคนละส่วนกับเงื่อนไขพักรบ”

ทั้งนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ( ไอซีอาร์ซี ) นำตัวประกันทั้ง 12 คน เดินทางออกจากภาคใต้ของฉนวนกาซา ผ่านด่านราฟาห์ เข้าสู่อียิปต์ แล้วกลับเข้าสู่อิสราเอล เมื่อกองทัพอิสราเอลรับตัวประกันครบทั้ง 12 คน มีการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 30 คน ออกจากเรือนจำในเขตเวสต์แบงก์ และฝั่งตะวันออกของเมืองเยรูซาเลม

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวประกันกลุ่มนี้เกิดขึ้นช้ากว่ากำหนดพอสมควร เนื่องจากอิสราเอลและกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหากันว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จากเหตุ “กระทบกระทั่งเล็กน้อย” ในเขตทางเหนือของฉนวนกาซา กระนั้น รัฐบาลโดฮายืนยันว่า “ไม่ส่งผลเชิงลบ” ต่อบรรยากาศของการหยุดยิงในภาพรวม และแสดงความหวังว่า จะมีการขยายระยะเวลาหยุดยิงอีก แม้อิสราเอลกล่าวว่า “จะไม่มีการสงบศึกในระยะยาว
 
https://twitter.com/JoeTruzman/status/1729592863325888907
 

 
ส่องชะตากรรม “อธิบดี DSI ” “เด้ง” ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล
https://www.innnews.co.th/video/general-news-clips/news_647172/

พาดหัวข่าวใหญ่แทบทุกสื่อ “เด้งอธิบดี DSI ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม” ท่ามกลางข่าวลือ ข่าวปล่อยสะพัดนายกฯ ไม่ปลื้มเหตุปราบหมูเถื่อนล่าช้า โดย เพจเฟซบุ๊ก DSI โพสต์ภาพ “พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล”  อธิบดี DSI พร้อมข้อความ “วิถีราชการ” ทำใจอยู่ตลอดเวลา นับแต่มานั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดที่นี่แล้ว ว่าต้องถึงวันนี้ แต่ตนเลือกทางเดินและวิถีตนเองตั้งแต่ต้น ไม่เสียใจเพราะทำเต็มที่แล้ว เป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับทุกท่าน

คำสั่งโยกย้ายดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจาก อธิบดี DSI นำกำลังเข้าตรวจค้นและขอหลักฐานเพิ่มเติมจากบริษัทสยามแมคโครฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทนี้เป็น 1 ใน 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีเจ้าสัว ซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์  คุมบังเหียนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าสัวธนินท์ เพิ่งออกโรงเชียร์รัฐบาล เข้ามาถูกที่ถูกเวลา  หนุนเงินดิจิทัล ไม่ใช่การช่วยคนจน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและวินัยการเงินไม่เสีย
 
ทั้งนี้เมื่อไปส่องดู “กรมสอบสวนคดีพิเศษ”ที่เริ่มก่อตั้งปี 2545 มีอธิบดีมาแล้วรวม “พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล”  ทั้งสิ้น 11 คน ซึ่งจะพบว่าอธิบดีบางคน  ต้องชะตากรรมไม่แตกต่างจาก”พ.ต.ต.สุริยา”อดีตอธิบดี DSIหมาดๆ เลย  เริ่มจาก “สุนัย มโนมัยอุดม” อธิบดีDSI คนที่ 3 อยุ่ในตำแหน่ง1ปีเศษ ถูก “สมพงษ์ อมรวิวัฒน” รมว.ยุติธรรม  ในขณะนั้น ย้ายฟ้าผ่า  ไปเป็นรักษาการเลขาฯปปท. แล้วดัน “ทวี สอดส่อง” คนในสายทักษิณคุมแทน และวันนี้ทวีกลายเป็นรมว.ยุติธรรมไปแล้ว
 
ต่อมา “ทวี สอดส่อง”อธิบดีDSI คนที่ 4 ก็ถูกคณะรัฐมนตรีเมื่อปี2552 สั่งย้าย ไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมเสนอแต่งตั้ง ธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือปปท.มาดำรงตำแหน่งอธิบดีDSI แทน จากนั้น “ธาริต เพ็งดิษฐ์”อธิบดีDSI คนที่ 5ครองอำนาจยาวนานตั้งแต่ปี2552ถึงปี 2557 เมื่อบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหาร ยิ่งลักษณ์ ได้ไม่นาน ออกคำสั่งเด้ง “ธาริต” มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายรัฐมนตรี
 
จากนั้นก็ให้”พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์”ขึ้นเป็นอธิบดีDSI คนที่ 6 จากนั้นได้ขึ้นชั้นเป็น ปลัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้ นางสุวณา สุวรรณจูฑะเป็นอธิบดีDSI คนที่ 7เป็นอธิบดีDSI หญิงคนแรกของประเทศไทย ต่อมา”พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง”เป็น อธิบดีDSI คนที่ 8ครองอำนาจมา 5ปี ตามมาด้วยพันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร เป็น อธิบดีDSI คนที่ 9 อยู่ได้1ปีเศษๆ ก็ถูก”สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม ขณะนั้นย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม
 
ต่อมาถึงคิว” ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์”อธิบดีDSI คนที่ 10 อยู่ได้ 1ปีเศษๆ โดนเด้งอีกแล้ว “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คนเดิมเซ็นคำสั่งให้ ไปรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และให้ “พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล” ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ไปรักษาราชการแทนอธิบดี DSI ซึ่งงานนี้ถูกตั้งข้อสังเกตการเด้ง “ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์”เชื่อมโยงประเด็น ตำรวจขออนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ข้อหาเรียกรับผลประโยชน์แก๊งจีนสีเทากว่า 20 ล้านบาท
 
จากนั้น “พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล”อธิบดี DSI คนที่ 11 อยู่ในอำนาจได้ 10 เดือนเศษๆ เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากขุนหทารเป็นพลเรือนได้ไม่นาน “พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล” หัวเชื้อเดิมจากรัฐบาลลุงก็ถึงคราวต้องลุกจากเก้าอี้ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่าตำแหน่ง อธิบดีDSI จะถูกเปลี่ยนอำนาจหลังจากเปลี่ยนรัฐบาล เพราะ ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทุกรัฐบาลย่อมต้องการคนของตนเองเข้าไปคุม เหตุด้วยอำนาจและหน้าที่ของอธิบดี DSI นั้นล้วนแต่ให้คุณให้โทษได้อย่างมากมาย
 
ต้องติดตามว่าอธิบดี DSI คนต่อไปจะเป็นใคร จะเป็นสายตรงชั้น14 หรือไม่ และจะสามารถทำงานได้เข้าตาประชาชนได้มากน้อยขนาดไหน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่