วิเคราะห์ความจนของคนรอบตัวที่ทำงาน ดูแล้วไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้จนจริง ๆ

กระทู้คำถาม
มานั่งวิเคราะห์ความจนของคนรอบตัว (ดูแล้วไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้จนจริง ๆ เพราะเงินเดือนก็ไม่น้อย) สังเกตว่าเกิดจาก:

1. พยายามสร้างภาพ= ส่วนใหญ่เป็นเด็กเพิ่งเริ่มงาน และคนวัยก่อน 35 ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ของแพง กินของแพงมาก ๆ
แต่ก็ยอมเป็นหนี้ ยอมซื้อเสื้อผ้าแพง ๆ  โทรศัพท์ที่แพงมาก เที่ยวที่แพงมาก ดูแล้วไม่น่าจะเงินเหลือเลย ซื้อ/ใช้แล้วโพส้ท์ Instagram
หลาย ๆ คนตอนนี้มีบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบ เริ่มหมุนบัตรเครดิตวนไปเรื่อย ๆ (สังเกตว่าคนแก่ที่ไม่ใช่ Online จะไม่ค่อยมีหนี้เท่าไหร่)

2. ขี้สงสาร = ลักษณะของคนขี้สงสารนี่ส่วนใหญ่เกิดกับคนอายุมาก ค่อนไปทางแก่ เป็นคนต่างจังหวัด จะหมดเงินไปเยอะกับให้ลูกหลาน
แล้วลูกหลานก็ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ บางคนก็ให้เพื่อนยืมเงินเยอะมาก ๆ จนกระทั่งเพื่อนหนีไป ตอนนี้ก็ต้องโทรตาม/ไล่ฟ้องคดีต่าง ๆ

3. ความกตัญญู = อันนี้ก็มี ส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับล่าง ๆ หน่อย พวกนี้เงินเก็บน้อย จริง ๆ เงินเก็บน่าจะเยอะกว่านี้ได้
แต่ต้องโอนไปให้ที่บ้านทุกเดือน เดือนละ 7,000-8,000 บาท เคยถามว่า โอนให้ใคร เขาบอกต้องโอนให้คนที่บ้านต่างจังหวัด บางทีก็งง
เพราะต่างจังหวัดมีบ้าน มีงานทำ มีแม่แค่คนเดียวทำไมต้องโอนเยอะแยะไปเรื่อย ๆ ถ้าเก็บเอง ปีนึงก็ได้เกือบแสนบาท ตอนนี้มีพนักงาน
บางคนไปต่างประเทศก็ยังทำงานและโอนให้ที่บ้านอยู่มากกว่าเก่าอีกหลายเท่า (บางทีก็งง ๆ ว่า คนใช้เงินที่แค่แม่จริงหรือเปล่า)
   
4.ใช้ระบบอาวุโส = มันจะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เข้าแล้วไม่เข้าไม่ได้ มีความเป็นอาวุโสมาบังคับ หรือสังคม เช่น แก่แล้วต้องจ่ายค่าสังคม
(งานแต่ง งานเลี้ยง งานปีใหม่ งานต่าง ๆ) ซึ่งถ้าเป็นเด็กด้วยกันเนี่ย ส่วนใหญ่พวกเด็ก ๆ จะไม่บังคับ และพิธีกรรมไม่เยอะ บางคนจ่ายซองรวม
อันนี้ ผมก็เจอ แต่โดยส่วนตัวก็พยายามไม่เข้าสังคมเยอะ ถ้ารู้ว่า มันจะต้องเสียเงินอะไรมากมาย จะให้เยอะเฉพาะคนรู้จัก สกรีนคนมากหน่อย
 
5. มีกระแสเยอะ ๆ ให้เชื่อว่าดี = อันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการตลาดทางสื่อต่าง ๆ ตอนนี้เป็นเยอะมาก ๆ มีโฆษณาต่าง ๆ เข้ามาโดยเฉพาะเรื่อง
ความสวย ความงาม แฟชั่น เด็ก ๆ เสียเงินไปกับเรื่องพวกนี้เยอะมาก ๆ คนแก่ก็ดู แต่ไม่ค่อยเสียตัง (ทั้งที่จริง ๆ ตัวเองน่าจะใช้มากกว่าเด็ก) 
กระแสล่าสุดก็เรื่องคริปโตที่เด็กเข้าไปเล่นเยอะ หลาย ๆ คนหมดเงินไปเยอะ เคยไปอ่านพวกบิลเกต วอเรนต์บัฟเฟต์ อ.นิเวศ เขาไม่เล่นเลย 

6. ไม่เชื่อ Sense ของตัวเอง = อันนี้อาจจะนอกเรื่อง แต่เป็นเรื่องของผมเองนี่แหล่ะ ไม่ค่อยเชื่อ Sense ของตัวเอง เช่น เรารู้สึกว่า คนนี้ไม่น่าจะดี
แต่ก็ยังคุยอยู่ (แต่ตอนหลังก็มารู้ว่ามีคดีโกง) บางคนก็มาขอยืมเงิน ดูแล้วรวยมาก แต่เราไม่เชื่อด้วย Sense ของเรา บางคนบอกว่าเป็นไฮโซ
ลูกเรียน/ทำงานต่างประเทศ มีธุรกิจ แต่เราก็ไม่เชื่อ (เคยเชื่อครั้งนึง เงินหาย ครั้งหนึ่งเกือบเคยเชื่อ แต่กดเงินไม่ทัน) บางทีมีล้มแชร์ด้วย.

พอดีมีข่าวว่า รัฐบาลจะช่วยเรื่องหนี้สิน แต่ผมฟัง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่หนี้สินของพนักงานรอบตัว มันไม่ใช่หนี้ที่จำเป็นหรือมีเหตุผลเท่าไหร่เลย
(ความหมายของหนี้ที่จำเป็นและมีเหตุผลคือ มีหนี้เพราะโควิด-19 มีน้ำท่วม เจ็บป่วยกระทันหัน แต่ยังไงก็อยากให้รัฐบาลช่วยหาวิธีลดหนี้หน่อย).
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่