เราเป็นเด็กจบใหม่ที่ไม่อยากทำงานตรงสาย [จากปสกตอนไปฝึกงาน ก็รู้เลยว่าไม่ชอบสายงานตัวเองเลย] เลยสมัครงานใกล้ๆบ้าน งานที่สนใจ อาทิเช่น ผู้ช่วยทันตแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ พนักงานต้อนรับ พนักงานประจำร้าน เป็นต้นเราเป็นคนที่ไม่เคยทำงานมาก่อน เลยไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน เราเลยใช้โอกาสนี้หางานที่ใกล้บ้านที่เราสนใจและสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อที่จะไปใช้ต่อยอดสมัครงานในที่ต่อไป จนเราได้งานนี้ เป็นตำแหน่งพนักงานต้อนรับที่รพ แห่งหนึ่ง ตอนสัมภาษณ์เราก็ตอบแล้วว่า เราสมัครงานนี้เพราะต้องการประสบการณ์ เนื่องจากจะได้ไปต่อยอดในการสมัครงานที่อื่น เราพูดชัดเจนว่าเราไม่ได้จะอยู่ที่นี่ยาวๆ แค่มาเอาประสบการณ์ ซึ่งเขาก็รับเราเข้าทำงาน และเราได้ไปทดลองงาน 3 วันที่สาขาใหญ่พอเราได้มาทำงานแล้วรู้สึกโอเคอยู่พอสมควร เนื่องจากพี่เลี้ยงและคุณหมอที่สาขาใหญ่น่ารักกับเราทุกคนเลย
แต่ก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยโอเค เนื่องจากเราต้องทำงานที่สาขาย่อย[สาขาใกล้บ้านเรา] ซึ่งสังคมและสภาพแวดล้อมคนละแบบกับสาขาใหญ่ที่เราไปทดลองงานมาเลย และต้องทำงานกับคนและต้องสื่อสารซักประวัติ และลูกค้าบางท่านก็ปฏิบัติกับเราในท่าทีที่ไม่น่ารัก รวมไปถึงเราเป็นคนที่พูดไม่เก่ง เข้าสังคมไม่เก่ง ถ้าไม่มีใครชวนคุยก็ไม่คุย แต่ถ้ามีตั้งประเด็น topic อะไรขึ้นมาเราก็จะไปนั่งฟังด้วย เนื่องจากว่าคนที่เราคลุกคลีด้วยคือคุณหมอและผู้ช่วย หลายๆคนก็มีอายุห่างจากเราเยอะ เราเลยไม่ค่อยได้สุงสิงด้วยเท่าไหร่ [เราทำงานบริการครั้งแรก เราเลยไม่ค่อยมีปสกในการรับมือกับลูกค้ามาเท่าไหร่]
แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ คือ ที่รพ สาขาที่เราทำจะมีพนักงานต้อนรับอยู่ 2 คน คือเรากับพี่อีกคน [เรียกพี่เอ] พี่เอทำงานนี้มา 9 ปี เรียกว่าอยู่กับรพนี้มาตั้งแต่เปิดใหม่แรกๆเลย พี่เอเลยจะมีนิสัยที่ดูมีความน่าเกรงขามอยู่หน่อยๆ และพี่เอท้องอีกด้วย ซึ่งทางรพรับเรามาเพราะพี่เอจะลาคลอดในอีก 3 เดือน เลยให้เรามาแทนพี่เอในช่วงที่พี่เอลาจะได้มีพนักงานคอยรับเคสตลอด เรากับพี่เอจะผลัดกันลงโดยที่วัน จ-พฤ จะมีพนังานต้อนรับแค่ 1 คน เพราะเคสจะไม่เยอะและวัน
ศ-อา จะมีพนักงานต้อนรับ 2 คน เพราะเคสจะเยอะช่วง 3 วันนี้ และวันไหนที่เราลงพร้อมกับพี่เอ พี่เอจะคอยกันซีนเราทุกทาง เราเป็นคนที่ไม่มั่นใจในอะไรเราจะถาม เราเลยถามพี่เอเยอะพอสมควรเพราะพี่เอเป็นคนที่ทำตำแหน่งเดียวกับเรา เช่น ถ้าลูกค้ามาคนเดียวแล้วไม่ค่อยมีสติต้องทำประวัติยังไง หรือ ถ้าลูกค้าขอจ่ายเงินสด50%กับโอนเงิน50% ต้องลงระบบยังไง ซึ่งเวลาเราถามพี่เอ พี่เอจะทำเหมือนไม่ได้ยิน จนเราต้องเรียกซ้ำ ไม่ก็ถามว่าพี่เอว่างไหมคะ สอนตรงนี้หนูนิดนึงค่ะ แทบทุกครั้งที่เราสงสัย เราเลยไม่ค่อยอยากถามพี่เอมากเท่าไหร่ + เกรงใจด้วยความที่พี่เอท้อง เราเลยหันมาถามคุณหมอที่ลงเวรวันนั้นๆแทน เพราะหมอจะทำตรงนี้เป็นอยู่แล้ว มีวันนึงลูกค้าเข้าเยอะมาก ประมาณ 5-6 เคส ติดๆกันหลายรอบ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องในการลงข้อมูลประวัติคนไข้ เรากับพี่เอก็นั่งประจำคนละเครื่องแต่!!พี่เอไม่ช่วยเรารับเคสเลย ให้เรารับคนเดียวและพี่เอนั่งไถ่แอพตต.อยู่ เราก็ไม่กล้าพูดได้แต่บอกให้ลูกค้ารอตามคิวนะคะ หน้าที่ที่เราต้องทำในเคส 1 เคส คือ ถามว่าเคยมีประวัติกับรพไหม สอบถามประวัติ/อาการเบื้องต้น ชั้งนนและวัดความดันคนไข้ บางคนเราต้องไปช่วยพยุงตัวด้วย และต้องวิ่งกลับมาหน้าคอมเพื่อลงประวัติอีก เราทำแบบนี้5-6 เคส พอเราลงประวัติเสร็จส่งเข้าระบบให้หมอ เราก็มานั่งหน้าคอมแล้วถอนหายใจแบบโล่งอกประมาณว่า ผ่านไปได้สักทีเหนื่อยจัง แล้วพี่เอก็พูดขึ้นมาว่า “ถ้าจะทำจริงๆก็ทำได้หนิ ทำไมจะต้องรอให้พี่ช่วยตลอดเลยหรอ” เรางงมากและคิดในใจว่า เมื่อกี้พี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนิจะพูดทำไม5555 เลยยิ้มๆกับพยักหน้าส่งกลับไปแบบไม่ตอบอะไร วันไหนที่เราลงเวรกับพี่เอเราจะอึดอัดมาก แต่วันที่เราลงคนเดียวเราจะโอเคมากๆ แฮปปี้สุดๆ
มีวันนึงเราเอารถยนต์ของพ่อขับมาทำงานเพราะรถของเราต้องเข้าศูนย์ ซึ่งปกติเราจะขับรถญี่ปุ่นธรรมดา [NS] แต่รถของพ่อที่เราขับคือรถยุโรป เราก็จอดที่เดิมที่เราจอดปกติ และวันนั้นเราลงพร้อมกับพี่เอ ซึ่งเราจะมาก่อนเวลาเข้างานประมาณ 20 นาทีเพื่อมาเคลียร์ของและเคลียร์ยอดของเมื่อวาน เราก็นั่งเคลียร์อดตามปกติ พี่เอก็เดินเข้ามาถามเสียงดังว่า ใครขับรถBสีดำมา ของใครหรอใครขับมา~ ด้วยน้ำเสียงที่สงสัยและอยากรู้ และหมอๆก็เดินออกมาบอกว่าไม่ใช่ เราเลยยกมือขึ้นแล้วบอกว่า “ของหนูเองค่ะ วันนี้หนูเอารถพ่อมาใช้ค่ะพอดีรถหนูเสีย5555” พอพี่เอรู้ว่าคือรถของเรา สีหน้าพี่เอก็เปลี่ยน จากน้ำเสียงและสีหน้าที่สงสัย เป็นสีหน้าที่มองแบบ😒 แล้วพูดกับเราด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า จอดตรงนั้นคันอื่นเขาจะผ่านได้หรอ รถคันยาวต้องจอดถัดไปอีก 3 ล็อคนะ เราก็เลยพยักหน้าแล้วรีบไปขยับรถ วันนั้นพี่เอไม่คุยกับเราเลยค่ะ คุยแต่กับหมอแล้วเราได้ยินแว่วๆประมาณว่า “จะเกินหน้าเกินตาหมอไปแล้วมั้ยนะแล้วก็ขำ” บอกตรงๆว่าเราไม่เคยโอ้อวดหรืออะไรเลยค่ะ ตอนสัมภาษณ์งานเราก็แจ้งผจกว่าเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินเราทำเพื่อเอาประสบการณ์ เรื่องโทรศัพท์เราก็โดนค่ะ ส่วนตัวเราใช้ IP14pm ซึ่งพี่เอก็เคยถามว่ารุ่นอะไร แล้วใครผ่อนให้ ซึ่งเราก็ตอบว่าคุณพ่อผ่อนให้แล้วเราต้องผ่อนคืนพ่ออีกที พี่เอก็ตอบประมาณว่า “ถ้ามันเกินกำลังก็ใช้รุ่นรองลงมาก็ได้นะ เหมือนๆกันแหละ” แต่อันนี้คุณพ่อเราเลือกให้เองทั้งๆที่เราจะเอาแค่ 13 เฉยๆ [เครื่องเก่าพังพอดีค่ะ เลยเล็ง 13 ไว้แต่พ่อบอกว่าเอาตัวใหม่สุดไปเลย]
และด้วยความที่เราอึดอัดเราเลยคุยกับที่บ้านว่าเราเจออะไรมา ที่บ้านเลยแนะนำให้เราลาออก เพราะด้วยงานที่ทำอยู่มันไม่มีโอกาสเติบโตอะไรเลย เราก็คิดแค่ว่าเราจะเอาประสบการณ์และได้เงินเป็นผลพลอยได้ และถ้าเราออกตอนนี้เรายังไม่ผ่านโปรเราจะเสียประวัติไหม อีกอย่างเรามีแพลนจะไปสอบเข้าราชการ แต่งานที่เราทำค่อนข้างว่างและสบาย สบายจนเรารู้สึกกดดันแปลกๆ555 วันไหนที่ไม่มีเคสก็คือไม่มีเลย แต่วันไหนที่มีก็ค่อนข้างเยิน แล้วยังเลิกดึกจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลย คือเข้างาน 9 โมงเลิก 3 ทุ่ม หยุดอาทิตย์ละ 2 วัน ห้ามตรงกับเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และห้ามเอาอย่างอื่นมาทำในเวลางาน ไม่ว่าจะเปิด YouTube หรืออ่านหนังสือก็ตาม และเรื่องอื่นๆที่จุกจิกตรงนี้ทำให้เราไม่ได้ไปยินดีกับเพื่อนบัณฑิตของเราคนไหนเลย ซึ่งเราเสียดายมากๆเพราะมันมีแค่ครั้งเดียวจริงๆ
ตอนเซ็นต์สัญญาจ้างเขาแจ้งว่า ถ้าจะออกต้องแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน เราคิดว่าเราจะแจ้งออกเดือนหน้า แต่ก็กลัวว่าผจกจะตำหนิเรา เนื่องจากเขาหาคนมาแทนช่วงที่พี่เอจะลาคลอด ซึ่งก็ใกล้เข้ามาทุกที + ต้องหาคนมาตั้งแต่เนิ่นๆเพราะต้องมีการเทรนงาน สอนงานต่างๆเกี่ยวกับระบบอีก ซึ่งบอกตรงๆว่าตอนนี้เราทำมาเดือนกว่าก็ยังไม่ค่อยคล่องและไม่ค่อยชินกับระบบนี้เท่าไหร่ ตอนนี้เลยสองจิตสองใจว่า
จะแจ้งออกเดือนหน้าเลย แล้วเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการอย่างเต็มรูปแบบ
ทนทำไปก่อน จนถึงช่วงที่พี่เอคลอดเสร็จกลับมาแล้วค่อยแจ้งออก
ตอนนี้ใจเราเทไปทางข้อ 1 มากกว่า เพราะเราไม่อยากเสียเวลาไปวันๆโดยที่เราน่าจะเอาเวลาตรงนี้ไปอ่านหนังสือเตรียมสอบมากกว่า
ปล.เงินเดือนที่ได้ไม่ได้เยอะอะไรมากค่ะ เริ่ม1.2+ค่าคอม+เบี้ยขยัน ก็ประมาณ1.5 แต่มีหักค่าประกันสังคม เงินประกันบลาๆยิบย่อย ก็เหลือประมาณ 1.3-1.4 ต่อเดือนค่ะ แต่ถ้าผ่านโปรจะบวกอีก 0.35k/เดือน แต่เราคิดว่าเราไม่น่าจะอยู่ถึงผ่านโปรตรงนั้น และอีกอย่างตอนนี้เราแทบจะไม่มีเพื่อนในรพนี้เลยค่ะ ด้วยความที่ว่าหมอๆอายุก็ 30++ กันหมด พี่เอก็เหม็นหน้าเรา ตอนนี้เราคุยกับแม่บ้านและผู้ช่วยหมออีก 2 คนแต่ก็ไม่ได้สนิทมาก แต่ด้วยอายุเท่ากันและเขาพึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือนก่อนหน้าเรา เลยมีเรื่องแลกเปลี่ยนคุยกันอยู่บ้าง
ทำงานได้เดือนกว่า ผิดไหมที่รู้สึกอยากลาออก
แต่ก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยโอเค เนื่องจากเราต้องทำงานที่สาขาย่อย[สาขาใกล้บ้านเรา] ซึ่งสังคมและสภาพแวดล้อมคนละแบบกับสาขาใหญ่ที่เราไปทดลองงานมาเลย และต้องทำงานกับคนและต้องสื่อสารซักประวัติ และลูกค้าบางท่านก็ปฏิบัติกับเราในท่าทีที่ไม่น่ารัก รวมไปถึงเราเป็นคนที่พูดไม่เก่ง เข้าสังคมไม่เก่ง ถ้าไม่มีใครชวนคุยก็ไม่คุย แต่ถ้ามีตั้งประเด็น topic อะไรขึ้นมาเราก็จะไปนั่งฟังด้วย เนื่องจากว่าคนที่เราคลุกคลีด้วยคือคุณหมอและผู้ช่วย หลายๆคนก็มีอายุห่างจากเราเยอะ เราเลยไม่ค่อยได้สุงสิงด้วยเท่าไหร่ [เราทำงานบริการครั้งแรก เราเลยไม่ค่อยมีปสกในการรับมือกับลูกค้ามาเท่าไหร่]
แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ คือ ที่รพ สาขาที่เราทำจะมีพนักงานต้อนรับอยู่ 2 คน คือเรากับพี่อีกคน [เรียกพี่เอ] พี่เอทำงานนี้มา 9 ปี เรียกว่าอยู่กับรพนี้มาตั้งแต่เปิดใหม่แรกๆเลย พี่เอเลยจะมีนิสัยที่ดูมีความน่าเกรงขามอยู่หน่อยๆ และพี่เอท้องอีกด้วย ซึ่งทางรพรับเรามาเพราะพี่เอจะลาคลอดในอีก 3 เดือน เลยให้เรามาแทนพี่เอในช่วงที่พี่เอลาจะได้มีพนักงานคอยรับเคสตลอด เรากับพี่เอจะผลัดกันลงโดยที่วัน จ-พฤ จะมีพนังานต้อนรับแค่ 1 คน เพราะเคสจะไม่เยอะและวัน
ศ-อา จะมีพนักงานต้อนรับ 2 คน เพราะเคสจะเยอะช่วง 3 วันนี้ และวันไหนที่เราลงพร้อมกับพี่เอ พี่เอจะคอยกันซีนเราทุกทาง เราเป็นคนที่ไม่มั่นใจในอะไรเราจะถาม เราเลยถามพี่เอเยอะพอสมควรเพราะพี่เอเป็นคนที่ทำตำแหน่งเดียวกับเรา เช่น ถ้าลูกค้ามาคนเดียวแล้วไม่ค่อยมีสติต้องทำประวัติยังไง หรือ ถ้าลูกค้าขอจ่ายเงินสด50%กับโอนเงิน50% ต้องลงระบบยังไง ซึ่งเวลาเราถามพี่เอ พี่เอจะทำเหมือนไม่ได้ยิน จนเราต้องเรียกซ้ำ ไม่ก็ถามว่าพี่เอว่างไหมคะ สอนตรงนี้หนูนิดนึงค่ะ แทบทุกครั้งที่เราสงสัย เราเลยไม่ค่อยอยากถามพี่เอมากเท่าไหร่ + เกรงใจด้วยความที่พี่เอท้อง เราเลยหันมาถามคุณหมอที่ลงเวรวันนั้นๆแทน เพราะหมอจะทำตรงนี้เป็นอยู่แล้ว มีวันนึงลูกค้าเข้าเยอะมาก ประมาณ 5-6 เคส ติดๆกันหลายรอบ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องในการลงข้อมูลประวัติคนไข้ เรากับพี่เอก็นั่งประจำคนละเครื่องแต่!!พี่เอไม่ช่วยเรารับเคสเลย ให้เรารับคนเดียวและพี่เอนั่งไถ่แอพตต.อยู่ เราก็ไม่กล้าพูดได้แต่บอกให้ลูกค้ารอตามคิวนะคะ หน้าที่ที่เราต้องทำในเคส 1 เคส คือ ถามว่าเคยมีประวัติกับรพไหม สอบถามประวัติ/อาการเบื้องต้น ชั้งนนและวัดความดันคนไข้ บางคนเราต้องไปช่วยพยุงตัวด้วย และต้องวิ่งกลับมาหน้าคอมเพื่อลงประวัติอีก เราทำแบบนี้5-6 เคส พอเราลงประวัติเสร็จส่งเข้าระบบให้หมอ เราก็มานั่งหน้าคอมแล้วถอนหายใจแบบโล่งอกประมาณว่า ผ่านไปได้สักทีเหนื่อยจัง แล้วพี่เอก็พูดขึ้นมาว่า “ถ้าจะทำจริงๆก็ทำได้หนิ ทำไมจะต้องรอให้พี่ช่วยตลอดเลยหรอ” เรางงมากและคิดในใจว่า เมื่อกี้พี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนิจะพูดทำไม5555 เลยยิ้มๆกับพยักหน้าส่งกลับไปแบบไม่ตอบอะไร วันไหนที่เราลงเวรกับพี่เอเราจะอึดอัดมาก แต่วันที่เราลงคนเดียวเราจะโอเคมากๆ แฮปปี้สุดๆ
มีวันนึงเราเอารถยนต์ของพ่อขับมาทำงานเพราะรถของเราต้องเข้าศูนย์ ซึ่งปกติเราจะขับรถญี่ปุ่นธรรมดา [NS] แต่รถของพ่อที่เราขับคือรถยุโรป เราก็จอดที่เดิมที่เราจอดปกติ และวันนั้นเราลงพร้อมกับพี่เอ ซึ่งเราจะมาก่อนเวลาเข้างานประมาณ 20 นาทีเพื่อมาเคลียร์ของและเคลียร์ยอดของเมื่อวาน เราก็นั่งเคลียร์อดตามปกติ พี่เอก็เดินเข้ามาถามเสียงดังว่า ใครขับรถBสีดำมา ของใครหรอใครขับมา~ ด้วยน้ำเสียงที่สงสัยและอยากรู้ และหมอๆก็เดินออกมาบอกว่าไม่ใช่ เราเลยยกมือขึ้นแล้วบอกว่า “ของหนูเองค่ะ วันนี้หนูเอารถพ่อมาใช้ค่ะพอดีรถหนูเสีย5555” พอพี่เอรู้ว่าคือรถของเรา สีหน้าพี่เอก็เปลี่ยน จากน้ำเสียงและสีหน้าที่สงสัย เป็นสีหน้าที่มองแบบ😒 แล้วพูดกับเราด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า จอดตรงนั้นคันอื่นเขาจะผ่านได้หรอ รถคันยาวต้องจอดถัดไปอีก 3 ล็อคนะ เราก็เลยพยักหน้าแล้วรีบไปขยับรถ วันนั้นพี่เอไม่คุยกับเราเลยค่ะ คุยแต่กับหมอแล้วเราได้ยินแว่วๆประมาณว่า “จะเกินหน้าเกินตาหมอไปแล้วมั้ยนะแล้วก็ขำ” บอกตรงๆว่าเราไม่เคยโอ้อวดหรืออะไรเลยค่ะ ตอนสัมภาษณ์งานเราก็แจ้งผจกว่าเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินเราทำเพื่อเอาประสบการณ์ เรื่องโทรศัพท์เราก็โดนค่ะ ส่วนตัวเราใช้ IP14pm ซึ่งพี่เอก็เคยถามว่ารุ่นอะไร แล้วใครผ่อนให้ ซึ่งเราก็ตอบว่าคุณพ่อผ่อนให้แล้วเราต้องผ่อนคืนพ่ออีกที พี่เอก็ตอบประมาณว่า “ถ้ามันเกินกำลังก็ใช้รุ่นรองลงมาก็ได้นะ เหมือนๆกันแหละ” แต่อันนี้คุณพ่อเราเลือกให้เองทั้งๆที่เราจะเอาแค่ 13 เฉยๆ [เครื่องเก่าพังพอดีค่ะ เลยเล็ง 13 ไว้แต่พ่อบอกว่าเอาตัวใหม่สุดไปเลย]
และด้วยความที่เราอึดอัดเราเลยคุยกับที่บ้านว่าเราเจออะไรมา ที่บ้านเลยแนะนำให้เราลาออก เพราะด้วยงานที่ทำอยู่มันไม่มีโอกาสเติบโตอะไรเลย เราก็คิดแค่ว่าเราจะเอาประสบการณ์และได้เงินเป็นผลพลอยได้ และถ้าเราออกตอนนี้เรายังไม่ผ่านโปรเราจะเสียประวัติไหม อีกอย่างเรามีแพลนจะไปสอบเข้าราชการ แต่งานที่เราทำค่อนข้างว่างและสบาย สบายจนเรารู้สึกกดดันแปลกๆ555 วันไหนที่ไม่มีเคสก็คือไม่มีเลย แต่วันไหนที่มีก็ค่อนข้างเยิน แล้วยังเลิกดึกจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลย คือเข้างาน 9 โมงเลิก 3 ทุ่ม หยุดอาทิตย์ละ 2 วัน ห้ามตรงกับเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และห้ามเอาอย่างอื่นมาทำในเวลางาน ไม่ว่าจะเปิด YouTube หรืออ่านหนังสือก็ตาม และเรื่องอื่นๆที่จุกจิกตรงนี้ทำให้เราไม่ได้ไปยินดีกับเพื่อนบัณฑิตของเราคนไหนเลย ซึ่งเราเสียดายมากๆเพราะมันมีแค่ครั้งเดียวจริงๆ
ตอนเซ็นต์สัญญาจ้างเขาแจ้งว่า ถ้าจะออกต้องแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน เราคิดว่าเราจะแจ้งออกเดือนหน้า แต่ก็กลัวว่าผจกจะตำหนิเรา เนื่องจากเขาหาคนมาแทนช่วงที่พี่เอจะลาคลอด ซึ่งก็ใกล้เข้ามาทุกที + ต้องหาคนมาตั้งแต่เนิ่นๆเพราะต้องมีการเทรนงาน สอนงานต่างๆเกี่ยวกับระบบอีก ซึ่งบอกตรงๆว่าตอนนี้เราทำมาเดือนกว่าก็ยังไม่ค่อยคล่องและไม่ค่อยชินกับระบบนี้เท่าไหร่ ตอนนี้เลยสองจิตสองใจว่า
จะแจ้งออกเดือนหน้าเลย แล้วเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการอย่างเต็มรูปแบบ
ทนทำไปก่อน จนถึงช่วงที่พี่เอคลอดเสร็จกลับมาแล้วค่อยแจ้งออก
ตอนนี้ใจเราเทไปทางข้อ 1 มากกว่า เพราะเราไม่อยากเสียเวลาไปวันๆโดยที่เราน่าจะเอาเวลาตรงนี้ไปอ่านหนังสือเตรียมสอบมากกว่า
ปล.เงินเดือนที่ได้ไม่ได้เยอะอะไรมากค่ะ เริ่ม1.2+ค่าคอม+เบี้ยขยัน ก็ประมาณ1.5 แต่มีหักค่าประกันสังคม เงินประกันบลาๆยิบย่อย ก็เหลือประมาณ 1.3-1.4 ต่อเดือนค่ะ แต่ถ้าผ่านโปรจะบวกอีก 0.35k/เดือน แต่เราคิดว่าเราไม่น่าจะอยู่ถึงผ่านโปรตรงนั้น และอีกอย่างตอนนี้เราแทบจะไม่มีเพื่อนในรพนี้เลยค่ะ ด้วยความที่ว่าหมอๆอายุก็ 30++ กันหมด พี่เอก็เหม็นหน้าเรา ตอนนี้เราคุยกับแม่บ้านและผู้ช่วยหมออีก 2 คนแต่ก็ไม่ได้สนิทมาก แต่ด้วยอายุเท่ากันและเขาพึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือนก่อนหน้าเรา เลยมีเรื่องแลกเปลี่ยนคุยกันอยู่บ้าง