ทริปญี่ปุ่น 7 วัน (part 1)

กระทู้สนทนา
รีวิวจากนักเรียนแลกเปลี่ยน Aichi
DAY 1
หลังจากที่พวกผมลงจากเครื่องบินและผ่านตม.มาได้อย่างไม่มีปัญหา  ก็มีเจ้าหน้าที่จากจังหวัดไอจิมารอต้อนรับอยู่แล้วและได้นำพวกผมไปขึ้นรถบัส หลังจากที่พวกผมขึ้นรถบัสสิ่งแรกที่ผมทำก็คือการมองบรรยากาศรอบข้าง ความประทับใจแรกของทริปนี้คือ ความเขียว และความเป็นระเบียบของจังหวัดไอจิ มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ ทำให้รู้สึกร่มรื่น สถานที่แรกที่พาไปที่แรกก็คือสำนักงานที่ว่าการจังหวัดไอจิเพื่อแจ้งกำหนดการให้พวกผมได้ทราบ จุดหมายต่อไปคือมหาวิทยาลัยนาโกย่า ซึ่งเป็นมหาลัยที่โด่งดังมากในจังหวัดไอจิ เมื่อไปถึงมหาลัยฯ นาโกย่าก็ได้ไปกินอาหารมื้อแรกในญี่ปุ่นพร้อมกับรุ่นพี่จากไทยที่ได้ทุนมาเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่ ทำให้ได้ถามประสบการณ์หลายๆอย่างจากรุ่นพี่และได้แรงบันดาลใจในการมาเรียนต่อตปท.มาก ชาที่ญี่ปุ่นขมมากกกไม่เหมือนที่ไทยที่จะมีผสมรสหวานทำให้ยังไม่ชินเท่าไหร่ หลังจากกินข้าวเสร็จสถานที่ต่อไปที่พาไปคือ Nobel Prize Memorial Exhibition Hall ที่จัดแสดงรางวัลโนเบลที่อาจารย์มหาลัยนาโกย่าได้ ทำได้ความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยที่ได้รับรางวัล ได้เห็นเหรียญรางวัลโนเบลของจริง หลังจากนั้นจุดหมายต่อไปคือพิพิธภัณฑ์ของมหาลัยนาโกย่าแต่ระหว่างทางที่กำลังเดินไปได้บังเอิญเจอกับ DJ Koo ดาราทีวีของญี่ปุ่น และได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับพวกผมด้วย สถานที่ต่อไปคือพิพิธภัณฑ์ของมหาลัยนาโกย่า ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ความรู้ด้านโบราณคดี หลังจากนั้นก็ได้ไปที่ห้องสมุดของมหาลัยนาโกย่าและได้ฟังอาจารย์ของมหาลัยอธิบายเรื่องทุนการเรียนแลกเปลี่ยนของประเทศญี่ปุ่นว่าต้องใช้อะไรในการสมัครบ้าง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจความอยากเรียนแลกเปลี่ยนญี่ปุ่นมากขึ้นอีก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของมหาลัยจึงพาเดินชมห้องสมุด และได้มีโอกาสลงไปเยี่ยมชมห้องสมุดใต้ดิน กลิ่นหนังสือในห้องสมุดใต้ดินหอมมากและมีตู้หนังสือที่สามารถกดปุ่มเพื่อให้เลื่อนอัตโนมัติได้ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก ด้านหน้าของห้องสมุดมีการก่อสร้างตึกใหม่อยู่ แต่ประเทศญี่ปุ่นสามารถจัดการกับฝุ่นจากการก่อสร้างได้เป็นอย่างดีโดยการนำกำแพงมากั้นจนแทบไม่รู้สึกถึงฝุ่นเลย แล้วพวกผมก็กลับจากมหาลัยนาโกยาเพื่อกลับไปเข้าพบรองผู้ว่าของจังหวัดไอจิที่สำนักงานว่าการจังหวัดไอจิและได้ถามคำถามเกี่ยวกับการจัดการบริหารของจังหวัดไอจิ เช่น การรับมือกับปัญหา covid-19 การรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในญี่ปุ่น ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆมากมาย เสร็จจากนั้นก็เป็นเวลาเย็นแล้ว จึงได้เวลากลับเข้าโรงแรม โรงแรมที่พวกผมไปพักนั้นมีชื่อว่า Iris Aichi ห้องที่พักเป็นห้องเดี่ยว ขนาดกำลังพอดี สะอาด มีห้องน้ำในตัวมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อม และได้กินข้าวเย็นที่ห้องอาหารของโรงแรม หลังจากนั้นพี่ๆเจ้าหน้าที่ได้พาพวกผมเดินไปร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้ออะไรกินเป็นมื้อดึก แล้วจึงกลับเข้าที่พัก เพื่อพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับวันต่อไป
DAY 2 
เช้าวันที่สอง มีอีกหนึ่งประสบการณ์ที่แปลกใหม่มากๆ เนื่องจากผมตื่นมาเวลาตีห้า และเห็นว่าตีห้าของประเทศญี่ปุ่นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว จากนั้นผมก็ได้กินอาหารเช้ามื้อแรกที่โรงแรม เป็นบุฟเฟต์ที่มีทั้งอาหารสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตกให้เลือก(อร่อยมาก) กำหนดการแรกในวันที่สองคือการไปเยี่ยมชมวัดนิตไทจิ ซึ่งเป็นวัดแห่งความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และได้มีโอกาสเข้าไปด้านในเพื่อฟังเรื่องราวความเป็นมาของวัดนิตไทจิ และ ฟังเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-ไทยในสมัยของรัชกาลที่ 5 ทางด้านหน้าของวัดนิตไทจิมีการสร้างหออนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 5 และด้านหน้าอนุสาวรีย์มีต้นไม้ที่ปลูกโดยรัชกาลที่ 9 อยู่ด้วย หลังจากฟังบรรยายเสร็จพวกผมก็ได้มีโอกาสเดินเยี่ยมชมความสวยงามรอบวัดสักพัก แล้วจึงกลับขึ้นรถบัสเพื่อไปสถานที่ต่อไปนั่นคือตลาดโอสุซึ่งเป็นถนนการค้าที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยได้พาพวกผมไปพบกับเพื่อนนักเรียนม.ปลายจากญี่ปุ่นและได้ทำการแบ่งเป็นกลุ่มที่มีนักเรียนจากไทย 2 คน และ นักเรียนจากญี่ปุ่น 4 คน และได้พาพวกผมไปทานอาหารเที่ยงร่วมกันเพื่อทำความรู้จักกันก่อน ทำให้ผมได้รู้จักและได้ลองใช้ภาษาญี่ปุ่นกับชาวญี่ปุ่นครั้งแรก ทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนๆ 4 คนชื่อเรียวยะ จินะ ซายะ และก็ยูกิที่ได้สอนอะไรหลายอย่างให้ผม เช่น วีธีการจับตะเกียบของญี่ปุ่นที่ต่างกับประเทศไทย หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จจึงได้เวลาเดินเที่ยว! โดยมีเวลาจำกัดประมาณ 2 ชม.
ให้เราได้ไปช้อปปิ้งในตลาดโอสุ ที่แรกที่เรียวยะและจินะพาไปคือเกมเซนเตอร์ซึ่งมี プリクラ(purikura) หรือ photobooth ตาหวาน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองถ่ายรูปอะไรแบบนี้ จึงเป็นประสบการณ์ใหม่ๆที่สนุกมาก และจึงได้รูปที่ถ่ายมาเป็นของที่ระลึก และไหนๆก็มาเกมเซ็นเตอร์แล้ว ผมก็เลยได้ลองเล่นเกมคีบตุ๊กตาของประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกแล้วก็แห้วเนื่องจากคีบไม่ขึ้น🤣 หลังจากนั้นก็ไปที่โซนของกาชาปอง โดยตู้ที่ผมเลือกก็คือพวงกุญแจโคอะล่ามาร์ช แต่ก็ต้องผิดหวังเล็กน้อยเพราะไม่ได้แบบที่อยากได้ จากนั้นก็เริ่มกลับมาหิวนิดหน่อย เรียวยะจึงได้พาไปลองกินของขึ้นชื่อของที่นั่น นั่นก็คือมิตาราชิดังโงะซึ่งเป็นดังโงะเคลือบด้วยซอสโชยุที่ต่างจากอิมเมจที่คิดไว้นิดหน่อย(นึกว่าจะหวาน) แต่ก็อร่อยมากๆ ระหว่างทางที่เดินไปนั้นมีร้านของฝากที่เป็นร้านมัทฉะ(ชาเขียว) แล้วเจ้าของร้านก็บอกว่ากำลังทำมัทฉะอยู่ สามารถเข้าไปดูและถ่ายรูปได้จึงได้เห็นกระบวนการทำชาเขียวครั้งแรกโดยบังเอิญ ตอนนั้นก็ใกล้จะหมดเวลาแล้วจึงได้เดินกลับไปที่ศาลเจ้าเพื่อไปขอพรด้วยการโยนเหรียญแล้วจึงได้ถ่ายรูปรวมกับเพื่อนๆด้านหน้าศาลเจ้าก่อนที่จะกลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆ และได้ขึ้นรถบัสเพื่อไปสถานที่ต่อไปนั่นคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านสิ่งแวดล้อมกับนักเรียนญี่ปุ่น หลังลงจากรถบัสผมได้ลืมพาวเวอร์แบงก์เอาไว้บนรถ ทำให้ถูกทำโทษโดยการวิดพื้น 20ครั้ง😆 โดยมีการจัดกลุ่มใหม่อีกครั้ง (ไทย2ญี่ปุ่น4) ทำให้คราวนี้ไม่ได้อยู่กับเรียวยะและจินะแล้ว แต่ก็ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆหลายคน และได้รู้จักยูคิโอะ ที่เป็นคนบราซิลที่ไม่เหมือนคนบราซิลเลย🤣 และได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนในกลุ่มเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ได้ฝึกการใช้ภาษาในการสื่อสารด้วยโดยหัวข้อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มผมเลือกมาก็คือ Food Loss ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยที่ผมและยูคิโอะได้รับหน้าที่ในการพรีเซนต์งานของกลุ่มด้วยกัน ซึ่งก็ผ่านไปได้ด้วยดี จากนั้นหลังจากที่ทุกกลุ่มพรีเซนต์งานของตัวเองเสร็จ ก็ได้ถ่ายรูปหมู่ด้วยกันทั้งหมดก่อนที่จะต้องลากับเพื่อนญี่ปุ่นผมได้ให้ของที่ระลึกกับเพื่อนๆเป็น pretz รสลาบ จากนั้นก็ได้ร่ำลากับเพื่อนๆ และต้องเดินไปสถานที่ต่อไป🥲 จุดหมายที่เราต้องเดินไปคือร้านอาหาร แต่ตอนที่ออกมาข้างนอกนั้นฝนกำลังตกอยู่จึงต้องกางร่มเดินไป เพราะฝนตกจึงทำให้อากาศหนาวขึ้นมากๆคนที่ไม่ถูกกับอากาศหนาวแบบผมก็ต้องเดินตัวสั่นไป ระหว่างทางได้เดินผ่านสวนสาธารณะและได้เห็นหอโทรทัศน์ที่มีโรงแรมอยู่ด้านล่าง สวยมากกกร้านอาหารที่พาไปนั้นเป็นร้านชาบูบุฟเฟต์ที่มีอาหารให้เลือกมากมายจึงเป็นมื้อที่สนุกมาก หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จก็ได้เวลากลับโรงแรม แต่คราวนี้ต้องเดินกลับโรงแรมเอง วันนี้จึงเป็นวันที่เดินเยอะมากๆแต่ก็เป็นวันที่สนุกมากๆเนื่องจากได้ลองใช้ภาษาที่ได้เรียนมาเป็นครั้งแรก และการได้รับคำชมจากเพื่อนญี่ปุ่นทำให้มีกำลังใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาก พอถึงโรงแรมก็อาบน้ำและนอนเลยเนื่องจากความเหนื่อยล้า
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่