สวัสดีค่ะเราชื่อเพ ที่เขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะอยากระบายเรื่องในอดีต เราสนิทกับเพื่อนคนนี้มาตั้งแต่ม.1 เข้าเรื่องเลยแล้วกันค่ะขอให้ชื่อแทนเพื่อนคนนี้ว่าMนะคะ เรื่องมีอยู่ว่าเพสนิทกับเพื่อนในห้องแทบทุกคนทำให้เวลาอยู่กับพวกนั้นแล้วสบายใจมากๆแต่กว่าจะมาสนิทกันก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะเราเป็นคนพูดน้อยพูดติดๆขัดๆกับคนที่ไม่สนิทหรือไม่รู้จักแต่ที่ทำให้สนิทกันได้ก็เพราะMที่เป็นเพื่อนสนิทไม่ค่อยจะมาโรงเรียนเป็นคนที่หยุดบ่อย ทำให้เราต้องเข้าหาเพื่อนคนอื่นๆจนสนิทสนมกัน Mเป็นคนติดบ้านเวลาออกไปไหนถ้าชวนMที่เป็นคนที่เราคิดว่าสนิทที่สุดไปMจะไม่ไปด้วย(เพไม่ได้บังคับหรือติอะไรถ้าจะไม่ไป)Mเป็นคนที่กำแพงสูงมาก เลยไม่ค่อยสุงสิงกับใครในห้อง(ก็มีคุยบ้างแต่ไม่ถึงกับสนิท)เวลามีงานกลุ่มอะไรก็จะเป็นเราที่ดึงเพื่อนคนอื่นเข้ามาให้ครบจำนวน เพราะถ้าจะให้Mช่วยหากลุ่มก็คงไม่พ้นกลุ่มผู้ชายในห้องที่เป็นกลุ่มเพื่อนของแฟนM(Mมีแฟนเป็นเพื่อนในห้อง) ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่สนิทกับเพื่อนผู้ชายแต่เราประสานงานกับพวกนั้นลำบากแล้วพวกนั้นก็ไม่เป็นการเป็นงาน แต่ที่Mสนิทกับพวกนั้นได้ก็เพราะเล่นเกมด้วยกันช่วงเรียนออนไลน์(ขึ้นม.1ใหม่ๆ) ตอนช่วงม.1ที่เรียนออนไลน์เพได้ไปสนิทกับแฟนของMที่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นแฟนกัน จำได้ลางๆว่าน่าจะสนิทกันเพราะกวนกันให้แชทกลุ่มร่วมกับคนอื่นๆ จากนั้นแฟนMก็แนะนำMให้เรารู้จักเนื่องด้วยเรากับคนอื่นๆ+แฟนM คุยเล่นเกมกันในดิสแล้วแฟนMก็ดึงMเข้ามาจากนั้นเราก็เริ่มสนิทกับM จนนานวันเข้าเพื่อนคนอื่นๆที่เคยคุยกันในดิสก็ไม่ได้เข้ามาเนื่องด้วยพวกนั้นมีแฟนหรือบางคนก็แค่ขี้เกียจเหลือแต่เราที่ไม่มีอะไรทำก็มีเข้าๆออกๆดิสบ้างเป็นบางเวลา เวลาเข้าไปก็จะมีMกับแฟนMที่คุยกันอยู่ซึ่งตอนนั้นเราเข้าใจว่าเขาเล่นเกมกัน(เพราะเข้ามาแค่ช่วงกลางคืน) แต่พอหลังๆเราก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเขาไม่อยากให้เราเข้ามา ตอนนั้นก็ถึงบางอ้อว่าทั้งสองคนคงกำลังคุยๆกันอยู่ แล้วเราก็เว้นระยะห่างกับฝ่ายชายเพราะกลัวทำให้Mไม่สบายใจหรือไม่ก็คิดมาก ตัดมาตอนช่วงม.2เวลาเราออกไปไหนกับเพื่อนคนอื่นๆMจะไม่ออกไปด้วยอืมมม จากที่มาคิดๆดูเพกับMก็ไม่เคยไปเที่ยวเล่นที่ไหนแค่2คนเลย เราไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เพราะMก็มีแฟนคงไม่มาสนใจเพื่อนสนิทแบบเราหรอก เราไม่คิดว่าMแปลกอะไรจนถึงวันนี้ วันที่เรารู้สึกอึดอัดกับทุกๆอย่างจนเริ่มคิดทบทวน เวลาที่มีเรื่องอะไรMจะไม่ค่อยยื่นมือเข้ามาช่วยเลย ตัวอย่างเช่น มีวันนึงเราทะเลาะกับคนในบ้านหนักมากๆหนักจนไม่อยากกลับไปเจอหน้า(ประเด็นที่ทะเลาะขอไม่พูดถึงนะคะ)เช้าวันต่อมาเราจึงปรึกษาเพเรื่องนี้ว่าเราอึดอัดมากๆก่อนจะออกมาโรงเรียนก็ไม่ได้คุยกับใครในบ้านเลย เลยขอMว่าเย็นนี้ขอไปนอนบ้านMได้มั้ย(Mอยู่บ้านคนเดียวเพราะพ่อแม่Mทำงานจังหวัดอื่นทั้งคู่) ตอนนั้นMก็บอกว่า "ก็รู้พ่อกุไม่ให้คนอื่นเข้าบ้านเพ " เราก็เซ้าซี้ว่าแค่คืนเดียวเพราะบ้านMเป็นบ้านเดียวที่ไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วยจะไปบ้านคนอื่นที่มีผู้ปกครองตัวเราก็รู้สึกอึดอัด สุดท้ายวันนั้นก็ได้นอนบ้านเพื่อนคนอื่นเพราะMไม่ยอม เวลาคุยกับเราMก็จะใช้คำแรงกว่าเพื่อนคนอื่นๆ บางครั้งเราบอกว่าอยากลองทำนั้นนี่Mก็จะพูดประมาณว่า แบบมึ*ไม่ได้หรอกเพ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องตีกลองMค่อนข้างเก่งเรื่องนี้เราจึงอยากให้Mแนะนำวิธีการเล่นให้หน่อยส่าอะไรเป็นยังไงบ้าง(ตอนนั้นเพกำลังหัดตีกลองอยู่ค่ะยังไม่มีพื้นฐานใดๆ)แต่Mกลับตอบปัดๆละก็บอกว่าไปหาดูเอาในยูทูป จนมีวันนึงเราก็คุยกับMเป็นปกติคุยกันไปเรื่อยจนมีจังหวะนึงที่Mพูดถึงแฟนขึ้นมาว่าขนาดวันนั้นแฟนMมานอนบ้านยังบอกว่าไฟห้องMสวย ตอนนั้นเราก็สตั้นไปแป๊บนึง วันที่เราขอความช่วยเหลือสุดชีวิตขออาศัยอยู่แค่คืนเดียวMค้านหัวชนฝา แต่กับแฟนที่ได้นอนค้างเพราะไปเที่ยวกันมาดึก วันนั้นเพก็เฟลๆเริ่มนึกคิดโทษตัวเองว่าทำอะไรให้Mไม่พอใจหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละค่ะตอนนั้นเพก็ปล่อยผ่านตามเคย เพเป็นคนหน้าตาดีคนนึงแต่ไม่มั่นใจหน้าตาเวลาเราจะถ่ายรูปคู่Mมักจะไม่ชอบใจ ดังนั้นรูปคู่ของเรากับMจึงแทบไม่มี บางทีถ่ายบรรยากาศในห้องเรียนละติดMที่นั่งติดโต๊ะเราอยู่ข้างๆMก็มักจะขมวดคิ้วและถามว่าถ่ายอะไร จนตอนม.3ที่เราย้ายโรงเรียนเราก็ได้เห็นรูปของMติดเข้ามาในสตอรี่เพื่อนคนอื่นๆอยู่บ่อยครั้งมีทั้งเป็นวิดิโอที่ติดMมาแต่Mก็ไม่ว่าอะไร จนตัวเธอเองก็คิดจนถึงทุกวันนี้ว่าสรุปแล้วMรู้สึกและนึกคิดแบบไหน โดยส่วนตัวเพคิดว่าMมีความเป็นผู้ใหญ่แค่บางครั้งความเป็นผู้ใหญ่ของMก็มักจะกดทับความคิดของคนอื่นด้วยคำที่ว่า เคยเจอมาแล้ว Mมักจะไม่ไว้วางในความคิดเห็นของเรา ครั้งนึงเคยเถียงกันเรื่องที่ว่ารายงานเล่มนี้ใช้คำว่า...ไม่ได้ ซึ่งเราบอกว่ามันใส่เข้าไปได้แต่Mกลับบอกว่าครูไม่ให้เขียนลงไป ซึ่งบอกก่อนเลยนะคะว่าคำคำนั้นไม่คำศัพท์เฉพาะแต่เป็นคำที่ใช้เชื่อมประโยค ตอนนั้นเราค้านหัวชนฝาว่ามันใช้ได้และบอกวาMฟังครูพูดและะสับสนเอง เพราะเราเป็นนักเขียนคนหนึ่ง เรื่องเรียงคำเราว่าเรารู้ดีในระดับนึงและบอกไปว่ามันใช้ได้มันเป็นแค่คำเชื่อมถ้าไม่ใช้แล้วจะเอาคำไหนมาแทน Mก็บอกกลับมาว่าใข้อะไรก็ได้ที่มันเป็นทางการครูบอก ตอนนั้นก็นั่งฟังด้วยกันแต่เพไม่ได้ยินว่าครูบอกอย่างนั้น ครูแค่บอกว่าใช้คำว่า...บ่อยเกินไปทำให้อ่านแล้วมันขัดๆและครูก็ขีดคำว่า...ที่มันซ้ำจุดที่สองและบอกว่าเอาตรงนี้ออกจะได้อ่านง่ายขึ้น แต่Mไปเข้าใจว่าครูไม่ให้ใช้คำนี้ แถมMบอกกลับมาว่าเขียนรายงานมันไม่เหมือนแต่งนิยาย เพรู้ดีค่ะแต่เพก็เป็นคนเรียงคำศัพท์ให้เวลาอ่านจะได้ลื่นไหล ตอนนั้นเราไม่เคยบอกเลยค่ะว่าเขียนรายงานมันเหมือนแต่งนิยายเราบอกแค่ว่า เราเป็นนักเขียนและรู้ว่าคำนี้ใช้ได้แน่นอนเพราะมันเป็นคำเชื่อม แค่อ่านก็รู้ค่ะว่าที่Mเรียบเรียงมามันมีคำซ้ำกันหลายจุดอ่านแล้วไม่เข้าใจสิ่งที่จะสื่อ บอกเอาตัวอย่างที่ปรับแก้ให้ก็บอกมาว่าอันที่Mเขียนมันก็โอเครแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งพวกนี้เป็นแค่เรื่องราวในอดีตที่ตัวเราผู้เป็นเพื่อนสนิทก็ยังไม่เข้าใจถึงความคิด ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ช่วยกันพินิจทีค่ะว่าการแสดงออกแบบนี้Mมองเราเป็นเพื่อรไหมจะใช้คำนี้ก็คงจะแรงไปเพราะอย่างน้อยๆก็ยังเคยมีช่วงเวลาที่ดีด้วยกันเป็นครั้งคราว
กระทู้นี้แค่มาเล่าเรื่องสมัยเรียนเฉยๆค่ะ