นักกฎหมาย ชี้ต้องคุ้มครองสิทธิเด็ก 126 คน ให้ได้เรียน ไม่ใช่ผลักออกนอกประเทศ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7752739
นักกฎหมาย ชี้ต้องคุ้มครองสิทธิเด็ก 126 คน ให้ได้เรียนได้อยู่อาศัยเพื่อพัฒนาอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ควบคุมผลักดันออกนอกประเทศ
วันที่ 7 ก.ค.2566 นาย
สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร เรียกร้องให้รัฐดูแลคุ้มครองเด็ก 126 คน และให้การศึกษาตามหลักการ Education for all ทั้งพิสูจน์หาสัญชาติให้เด็ก ตลอดจนรอให้เหตุการณ์ในพม่าปลอดภัย จึงส่งเด็กกลับได้
จากกรณีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเด็กนักเรียนจำนวน 126 คน ออกจากโรงเรียนในจังหวัดอ่างทองไปที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย เพื่อฝากสถานสงเคราะห์ 5 แห่ง รอการตรวจสอบหาพ่อแม่ ก่อนส่งเด็กเหล่านี้กลับประเทศพม่า
นาย
สุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อ 18 ปีก่อน คือวันที่ 5 ก.ค.2548 คณะรัฐมนตรี มีมติขยายโอกาสทางการศึกษา ให้บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าเรียนใน สถานศึกษาได้ โดยไม่จำกัดระดับประเภทหรือพื้นที่การศึกษา ทำให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาทุกคน เรียกว่า Education for all ดังนั้นการนำนักเรียนออกจากโรงเรียนจึงเป็นการขัดมติคณะรัฐมนตรี
ด้าน พล.ต.ต.
ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำพาเด็กๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเด็กๆคืนให้ผู้ปกครองซึ่งยึดตามหลักฐานโดยต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง
เด็กทั้ง 126 คนมีอายุตั้งแต่ 7-16 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้ทำทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติ (G code) แต่เมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตรวจสอบเพราะเห็นจำนวนที่มากผิดปกติ ทำให้พบว่ามีการนำเด็กจากประเทศพม่าเข้ามาเรียนจำนวนมาก และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเตรียมผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศต้นทางทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางคัน
เด็กเหล่านี้เป็นเด็กนักเรียนเก่าที่เรียนในโรงเรียนแห่งนี้มานานแล้ว 32 คน เป็นเด็กที่ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น 20 คน และเป็นเด็กที่เข้ามาเรียนใหม่ 74 คน
ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้ามาตรวจสอบว่า มีการถูกชักจูง ถูกล่อลวง หรือถูกบังคับขู่เข็ญ รวมถึงมีการเรียกรับผลประโยชน์ ในการนำเด็กนักเรียน ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย เข้ามาเรียนอย่างไรหรือไม่ รวมถึงมีการกระทำเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่มิชอบอันเป็นการค้ามนุษย์หรือไม่
ขณะที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง กระทรวงศึกษาธิการก็ตรวจสอบว่ามีการนำเด็กเข้ามาเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์จากเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวของเด็กนักเรียนหรือไม่
ผลจากการตรวจสอบของทั้งสองหน่วยงานก็ไม่พบการกระทำผิด เนื่องจากเด็กสมัตรใจมาเพื่อเรียนหนังสือ และผู้ปกครองก็ยินยอมให้เด็กมาเรียน ไม่พบขบวนการแสวงหาผลประโยชน์กับเด็ก รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนและการอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาก็มีให้เด็กนักเรียนเป็นปกติ ไม่มีการทุจริต
ด้าน น.ส.
ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ออกมายืนยันว่า เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ทางตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้วจึงตั้งข้อหาความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองแก่ผ.อ.โรงเรียนและผู้เกี่ยวข้อง ในข้อหานำพาคนต่างด้าวเข้าเมืองและให้ที่พักพิงคนต่างด้าว และเตรียมส่งกลับประเทศต้นทาง
นาย
สุรพงษ์ กล่าวว่า เด็กเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อย จำนวนมากเป็นเผ่าอาข่า ซึ่งไม่ได้รับสัญชาติจากประเทศไทยและประเทศพม่า จึงเป็นคนไร้สัญชาติ ดังนั้นการส่งกลับคืนพม่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาจจะเป็นปัญหา เพราะเมื่อไม่มีการรับรองจากพม่าว่าเป็นคนของตน พม่าก็ไม่สามารถรับเด็กเหล่านี้กลับอย่างถูกต้องได้
ประกอบกับปัจจุบันมีปัญหาการสู้รับระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ทำให้ไม่มีความปลอดภัยในพื้นที่แถบชายแดนที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่จำนวนมาก เด็กๆเหล่านี้จึงอาจเป็นผู้ลี้ภัยที่หลบหนีความยากลำบากและอันตรายมาสู่ประเทศไทย การผลักดันหรือส่งกลับเด็กเหล่านี้ไปสู่อันตราย เจ้าหน้าที่ทำไม่ได้เนื่องจากผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2566 ที่ผ่านมา
ตลอดถึงการส่งกลับผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตามกฏหมายคนเข้าเมืองจะทำก็ต่อเมืองศาลพิจารณาถึงที่สุดแล้ว แต่หากจะส่งกลับก่อน ต้องเป็นกรณี เจ้าตัวสมัครใจ รับสารภาพว่าผิดจริง กลับแล้วมีความปลอดภัย ประเทศต้นทางยินดีรับกลับไปอยู่กับครอบครัว
แต่ในกรณีนี้เด็กๆอยากอยู่เรียนหนังสือ ไม่สมัครใจกลับพม่า ไม่ได้รับการรับรองความเป็นพลเมืองและสัญชาติจากพม่า ตลอดจนไม่มีความปลอดภัย และไม่มีสถานที่เรียนหนังสือที่ชัดเจนในพม่า จึงยังส่งกลับประเทศพม่าไม่ได้
อีกทั้งข้อหาการนำพาและให้ที่พักพิงยังอยู่ในชั้นตำรวจถือเป็นเพียงผู้ต้องหาเท่านั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า เมื่อคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จะกระทำต่อผู้ต้องหาเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ ดังนั้นปัจจุบันในเรื่องนี้ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงยังไม่มีใครกระทำความผิดตามคนเข้าเมืองแต่อย่างใด
นาย
สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเรียกร้องรัฐบาล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการและตำรวจ ต้องคุ้มครองและปฏิบัติต่อเด็กอย่างผู้บริสุทธิ์ ให้ได้เรียนได้อยู่อาศัยเพื่อพัฒนาอย่างเต็มที่ ตลอดจนประสานงานกับประเทศพม่าในการพิสูจน์และรับรองสัญชาติให้เด็กเหล่านี้ รวมทั้งไม่ส่งเด็กเหล่านี้กลับขณะสถานการณ์ที่ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยอย่างเต็มที่
‘
อานนท์’ ห่วง 3 เรื่อง แนะ ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ต้องถนอมมิตร ทำใจให้นิ่ง แล้ว 2 พรรคจะชนะร่วมกัน
https://www.matichon.co.th/politics/news_4067377
‘อานนท์’ ห่วง 3 เรื่อง แนะ ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ต้องถนอมมิตร ทำใจให้นิ่ง แล้ว 2 พรรคจะชนะร่วมกัน
เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย
อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “
อานนท์ นำภา” ระบุว่า
“มีอยู่ 3 เรื่อง ที่ผมเป็นห่วงมากตอนนี้
1. ฝ่ายก้าวไกลที่ก่นด่าเพื่อไทยแบบไม่เผาผี
ฝ่ายก้าวไกลต้องยอมรับความจริงด้วยว่า นโยบายทุกเรื่องที่เราเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่จับมือกับเพื่อไทย จริงอยู่ว่าในพรรคเพื่อไทยนั้นหลากหลาย มีนักการเมืองและผู้สนับสนุนที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ผมไม่อยากให้ให้แสงกับคนเหล่านั้น แต่อยากให้มองไปที่เพื่อนเรา พี่น้องเราในพรรคที่อยากเปลี่ยนแปลงซึ่งมีไม่น้อย และเหล่านั้นพร้อมที่จะหนุนเสริมนโยบายก้าวไกลให้สำเร็จ ฝ่ายก้าวไกลต้องถนอมมิตรให้มากกว่านี้ ถ้าอยากให้งานใหญ่สำเร็จ
2. ฝ่ายเพื่อไทยที่กำลังเมาหมัด จนจวนเจียนจะทำลายการต่อสู้และนโยบายของก้าวไกล
ผมเริ่มเห็นท่าทีของฝ่ายเพื่อไทยหลายคนที่กำลังขยับ กำลังจะทำลาย หรือแช่ง ให้นโยบายก้าวไกลทำไม่สำเร็จ ทั้งที่นโยบายเหล่านั้นคือสิ่งที่ตัวเองก็อยากได้ และเคยต่อสู้มาก่อน แต่กลับไม่อยากให้มันสำเร็จโดยฝีมือพรรคก้าวไกล ผมเห็นว่าฝ่ายเพื่อไทยควรทำใจให้ใหญ่ๆ นิ่งๆ แล้วทั้งสองพรรคจะชนะร่วมกัน จะได้ในสิ่งที่ทั้งสองพรรคอยากได้อย่างสมบูรณ์
3. ต้องพยายามอย่าผลักให้สังคมที่ขัดแย้งไปสู่เวทีความรุนแรง ความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยมันมีแน่ แต่สังคมต้องเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันโดยสันติ เราไม่อาจมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานต้องรำลึกไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
ด้วยความเคารพครับ
อานนท์ นำภา
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid036fFFcMskJZ9UpLvygdYhMDbyZSgLmziwU1HAo2z3jkxpf4qyDsRt4W5BTi7PdNghl&id=100000942179021
นักวิเคราะห์เตือน! การเมืองป่วน กดดันฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติผันผวน หลังเริ่มขายหุ้นไทยอีกครั้ง
https://www.matichon.co.th/economy/news_4067396
นักวิเคราะห์เตือน! การเมืองป่วน กดดันฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติผันผวน หลังเริ่มขายหุ้นไทยอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นาย
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.20 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.00-35.30 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และมองกรอบเงินบาทอยู่ที่ระดับ 35.00-35.45 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 35.20-35.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 35.00-35.25 บาทต่อดอลลาร์) ตามการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการย่อตัวลงของราคาทองคำสู่ระดับ 1,910 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดไปมาก ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าลงได้ หลังตลาดเริ่มปรับมุมมอง (reprice) แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยเราพร้อมปรับมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเช่นกัน หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าคาดมาก ทำให้เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้งได้จริง (เฟดน่าจะจบรอบการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม หากมีการขึ้นดอกเบี้ยได้จริง)
อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยรับรู้แนวโน้มข้อมูลการจ้างงานที่อาจออกมาดีกว่าคาดไปมากแล้ว หลังจากยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในคืนก่อนหน้าออกมาดีกว่าคาดไปมาก (เพิ่มขึ้นเกือบ 5 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดมองไว้เพียง +2.3 แสนตำแหน่ง) ทำให้ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ต้องออกมาดีเกินคาดไปมากเช่นกัน ถึงจะสามารถช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์พอจะแข็งค่าขึ้นต่อได้
ทั้งนี้ แม้ว่า เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อมาก หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันนี้ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาดไปมาก แต่เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของราคาทองคำได้บ้าง หากบอนด์ยีลด์ในฝั่งสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อ
นอกจากนี้ ควรระวังความผันผวนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาทยอยขายหุ้นไทยอีกครั้ง จากความกังวลสถานการณ์การเมืองไทย แต่การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ฝั่งสหรัฐฯ อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับตัวขึ้นตามได้บ้าง ซึ่งก็จะช่วยหนุนให้ผู้เล่นในตลาด อย่าง นักลงทุนต่างชาติ ทยอยกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทยเพิ่มเติมได้ ซึ่งฟันด์โฟลว์ในส่วนตลาดบอนด์ก็อาจพอช่วยลดทอนผลกระทบจากแรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติได้บ้าง ทำให้เงินบาทอาจพอมีแนวต้านอยู่ในช่วง 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์
“ช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยการเมืองไทยและการปรับเปลี่ยนมุมมองไปมาของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายเฟด ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” นาย
พูนกล่าว
JJNY : นักกฎหมายชี้ต้องคุ้มครองสิทธิเด็ก│‘อานนท์’แนะต้องถนอมมิตร│การเมืองป่วน กดดันฟันด์โฟลว์│‘ทรูโด’ทวีตอ้อน ‘สวิฟต์’
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7752739
นักกฎหมาย ชี้ต้องคุ้มครองสิทธิเด็ก 126 คน ให้ได้เรียนได้อยู่อาศัยเพื่อพัฒนาอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ควบคุมผลักดันออกนอกประเทศ
วันที่ 7 ก.ค.2566 นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร เรียกร้องให้รัฐดูแลคุ้มครองเด็ก 126 คน และให้การศึกษาตามหลักการ Education for all ทั้งพิสูจน์หาสัญชาติให้เด็ก ตลอดจนรอให้เหตุการณ์ในพม่าปลอดภัย จึงส่งเด็กกลับได้
จากกรณีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเด็กนักเรียนจำนวน 126 คน ออกจากโรงเรียนในจังหวัดอ่างทองไปที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย เพื่อฝากสถานสงเคราะห์ 5 แห่ง รอการตรวจสอบหาพ่อแม่ ก่อนส่งเด็กเหล่านี้กลับประเทศพม่า
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อ 18 ปีก่อน คือวันที่ 5 ก.ค.2548 คณะรัฐมนตรี มีมติขยายโอกาสทางการศึกษา ให้บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าเรียนใน สถานศึกษาได้ โดยไม่จำกัดระดับประเภทหรือพื้นที่การศึกษา ทำให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาทุกคน เรียกว่า Education for all ดังนั้นการนำนักเรียนออกจากโรงเรียนจึงเป็นการขัดมติคณะรัฐมนตรี
ด้าน พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำพาเด็กๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเด็กๆคืนให้ผู้ปกครองซึ่งยึดตามหลักฐานโดยต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง
เด็กทั้ง 126 คนมีอายุตั้งแต่ 7-16 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้ทำทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติ (G code) แต่เมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตรวจสอบเพราะเห็นจำนวนที่มากผิดปกติ ทำให้พบว่ามีการนำเด็กจากประเทศพม่าเข้ามาเรียนจำนวนมาก และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเตรียมผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศต้นทางทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางคัน
เด็กเหล่านี้เป็นเด็กนักเรียนเก่าที่เรียนในโรงเรียนแห่งนี้มานานแล้ว 32 คน เป็นเด็กที่ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น 20 คน และเป็นเด็กที่เข้ามาเรียนใหม่ 74 คน
ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้ามาตรวจสอบว่า มีการถูกชักจูง ถูกล่อลวง หรือถูกบังคับขู่เข็ญ รวมถึงมีการเรียกรับผลประโยชน์ ในการนำเด็กนักเรียน ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย เข้ามาเรียนอย่างไรหรือไม่ รวมถึงมีการกระทำเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่มิชอบอันเป็นการค้ามนุษย์หรือไม่
ขณะที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง กระทรวงศึกษาธิการก็ตรวจสอบว่ามีการนำเด็กเข้ามาเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์จากเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวของเด็กนักเรียนหรือไม่
ผลจากการตรวจสอบของทั้งสองหน่วยงานก็ไม่พบการกระทำผิด เนื่องจากเด็กสมัตรใจมาเพื่อเรียนหนังสือ และผู้ปกครองก็ยินยอมให้เด็กมาเรียน ไม่พบขบวนการแสวงหาผลประโยชน์กับเด็ก รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนและการอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาก็มีให้เด็กนักเรียนเป็นปกติ ไม่มีการทุจริต
ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ออกมายืนยันว่า เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ทางตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้วจึงตั้งข้อหาความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองแก่ผ.อ.โรงเรียนและผู้เกี่ยวข้อง ในข้อหานำพาคนต่างด้าวเข้าเมืองและให้ที่พักพิงคนต่างด้าว และเตรียมส่งกลับประเทศต้นทาง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เด็กเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อย จำนวนมากเป็นเผ่าอาข่า ซึ่งไม่ได้รับสัญชาติจากประเทศไทยและประเทศพม่า จึงเป็นคนไร้สัญชาติ ดังนั้นการส่งกลับคืนพม่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาจจะเป็นปัญหา เพราะเมื่อไม่มีการรับรองจากพม่าว่าเป็นคนของตน พม่าก็ไม่สามารถรับเด็กเหล่านี้กลับอย่างถูกต้องได้
ประกอบกับปัจจุบันมีปัญหาการสู้รับระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ทำให้ไม่มีความปลอดภัยในพื้นที่แถบชายแดนที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่จำนวนมาก เด็กๆเหล่านี้จึงอาจเป็นผู้ลี้ภัยที่หลบหนีความยากลำบากและอันตรายมาสู่ประเทศไทย การผลักดันหรือส่งกลับเด็กเหล่านี้ไปสู่อันตราย เจ้าหน้าที่ทำไม่ได้เนื่องจากผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2566 ที่ผ่านมา
ตลอดถึงการส่งกลับผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตามกฏหมายคนเข้าเมืองจะทำก็ต่อเมืองศาลพิจารณาถึงที่สุดแล้ว แต่หากจะส่งกลับก่อน ต้องเป็นกรณี เจ้าตัวสมัครใจ รับสารภาพว่าผิดจริง กลับแล้วมีความปลอดภัย ประเทศต้นทางยินดีรับกลับไปอยู่กับครอบครัว
แต่ในกรณีนี้เด็กๆอยากอยู่เรียนหนังสือ ไม่สมัครใจกลับพม่า ไม่ได้รับการรับรองความเป็นพลเมืองและสัญชาติจากพม่า ตลอดจนไม่มีความปลอดภัย และไม่มีสถานที่เรียนหนังสือที่ชัดเจนในพม่า จึงยังส่งกลับประเทศพม่าไม่ได้
อีกทั้งข้อหาการนำพาและให้ที่พักพิงยังอยู่ในชั้นตำรวจถือเป็นเพียงผู้ต้องหาเท่านั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า เมื่อคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จะกระทำต่อผู้ต้องหาเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ ดังนั้นปัจจุบันในเรื่องนี้ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงยังไม่มีใครกระทำความผิดตามคนเข้าเมืองแต่อย่างใด
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเรียกร้องรัฐบาล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการและตำรวจ ต้องคุ้มครองและปฏิบัติต่อเด็กอย่างผู้บริสุทธิ์ ให้ได้เรียนได้อยู่อาศัยเพื่อพัฒนาอย่างเต็มที่ ตลอดจนประสานงานกับประเทศพม่าในการพิสูจน์และรับรองสัญชาติให้เด็กเหล่านี้ รวมทั้งไม่ส่งเด็กเหล่านี้กลับขณะสถานการณ์ที่ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยอย่างเต็มที่
‘อานนท์’ ห่วง 3 เรื่อง แนะ ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ต้องถนอมมิตร ทำใจให้นิ่ง แล้ว 2 พรรคจะชนะร่วมกัน
https://www.matichon.co.th/politics/news_4067377
‘อานนท์’ ห่วง 3 เรื่อง แนะ ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ต้องถนอมมิตร ทำใจให้นิ่ง แล้ว 2 พรรคจะชนะร่วมกัน
เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “อานนท์ นำภา” ระบุว่า
“มีอยู่ 3 เรื่อง ที่ผมเป็นห่วงมากตอนนี้
1. ฝ่ายก้าวไกลที่ก่นด่าเพื่อไทยแบบไม่เผาผี
ฝ่ายก้าวไกลต้องยอมรับความจริงด้วยว่า นโยบายทุกเรื่องที่เราเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่จับมือกับเพื่อไทย จริงอยู่ว่าในพรรคเพื่อไทยนั้นหลากหลาย มีนักการเมืองและผู้สนับสนุนที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ผมไม่อยากให้ให้แสงกับคนเหล่านั้น แต่อยากให้มองไปที่เพื่อนเรา พี่น้องเราในพรรคที่อยากเปลี่ยนแปลงซึ่งมีไม่น้อย และเหล่านั้นพร้อมที่จะหนุนเสริมนโยบายก้าวไกลให้สำเร็จ ฝ่ายก้าวไกลต้องถนอมมิตรให้มากกว่านี้ ถ้าอยากให้งานใหญ่สำเร็จ
2. ฝ่ายเพื่อไทยที่กำลังเมาหมัด จนจวนเจียนจะทำลายการต่อสู้และนโยบายของก้าวไกล
ผมเริ่มเห็นท่าทีของฝ่ายเพื่อไทยหลายคนที่กำลังขยับ กำลังจะทำลาย หรือแช่ง ให้นโยบายก้าวไกลทำไม่สำเร็จ ทั้งที่นโยบายเหล่านั้นคือสิ่งที่ตัวเองก็อยากได้ และเคยต่อสู้มาก่อน แต่กลับไม่อยากให้มันสำเร็จโดยฝีมือพรรคก้าวไกล ผมเห็นว่าฝ่ายเพื่อไทยควรทำใจให้ใหญ่ๆ นิ่งๆ แล้วทั้งสองพรรคจะชนะร่วมกัน จะได้ในสิ่งที่ทั้งสองพรรคอยากได้อย่างสมบูรณ์
3. ต้องพยายามอย่าผลักให้สังคมที่ขัดแย้งไปสู่เวทีความรุนแรง ความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยมันมีแน่ แต่สังคมต้องเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันโดยสันติ เราไม่อาจมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานต้องรำลึกไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
ด้วยความเคารพครับ
อานนท์ นำภา
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid036fFFcMskJZ9UpLvygdYhMDbyZSgLmziwU1HAo2z3jkxpf4qyDsRt4W5BTi7PdNghl&id=100000942179021
นักวิเคราะห์เตือน! การเมืองป่วน กดดันฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติผันผวน หลังเริ่มขายหุ้นไทยอีกครั้ง
https://www.matichon.co.th/economy/news_4067396
นักวิเคราะห์เตือน! การเมืองป่วน กดดันฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติผันผวน หลังเริ่มขายหุ้นไทยอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.20 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.00-35.30 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และมองกรอบเงินบาทอยู่ที่ระดับ 35.00-35.45 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 35.20-35.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 35.00-35.25 บาทต่อดอลลาร์) ตามการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการย่อตัวลงของราคาทองคำสู่ระดับ 1,910 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดไปมาก ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าลงได้ หลังตลาดเริ่มปรับมุมมอง (reprice) แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยเราพร้อมปรับมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเช่นกัน หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าคาดมาก ทำให้เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้งได้จริง (เฟดน่าจะจบรอบการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม หากมีการขึ้นดอกเบี้ยได้จริง)
อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยรับรู้แนวโน้มข้อมูลการจ้างงานที่อาจออกมาดีกว่าคาดไปมากแล้ว หลังจากยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในคืนก่อนหน้าออกมาดีกว่าคาดไปมาก (เพิ่มขึ้นเกือบ 5 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดมองไว้เพียง +2.3 แสนตำแหน่ง) ทำให้ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ต้องออกมาดีเกินคาดไปมากเช่นกัน ถึงจะสามารถช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์พอจะแข็งค่าขึ้นต่อได้
ทั้งนี้ แม้ว่า เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อมาก หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันนี้ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาดไปมาก แต่เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของราคาทองคำได้บ้าง หากบอนด์ยีลด์ในฝั่งสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อ
นอกจากนี้ ควรระวังความผันผวนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาทยอยขายหุ้นไทยอีกครั้ง จากความกังวลสถานการณ์การเมืองไทย แต่การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ฝั่งสหรัฐฯ อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับตัวขึ้นตามได้บ้าง ซึ่งก็จะช่วยหนุนให้ผู้เล่นในตลาด อย่าง นักลงทุนต่างชาติ ทยอยกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทยเพิ่มเติมได้ ซึ่งฟันด์โฟลว์ในส่วนตลาดบอนด์ก็อาจพอช่วยลดทอนผลกระทบจากแรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติได้บ้าง ทำให้เงินบาทอาจพอมีแนวต้านอยู่ในช่วง 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์
“ช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยการเมืองไทยและการปรับเปลี่ยนมุมมองไปมาของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายเฟด ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” นายพูนกล่าว