ชัชชาติ ตั้งเป้าทำบัตรปชช.ไม่เกิน 15 นาที จ่อทะลวง 20 ซอยตัน เล็งจ้างคนไร้บ้านเก็บขยะ
https://www.matichon.co.th/politics/news_4067246
ชัชชาติ ตั้งเป้าทำบัตรปชช.ไม่เกิน 15 นาที จ่อทะลวง 20 ซอยตัน เล็งจ้างคนไร้บ้านเก็บขยะ
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นาย
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 7/2565
นาย
ชัชชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตดำเนินการตามเป้าหมาย ในปีที่ 2 ที่ตนเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยให้แต่ละสำนักงานเขตกำหนดเป้าหมายส่งภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีอยู่ 20 เรื่อง ประกอบด้วย
1. พัฒนาถนนสวย
2. ปลูกต้นไม้
3. เพิ่มสวน 15 นาที
4. ปรับปรุงทางเท้า
5. ติดตั้ง/ซ่อม ไฟฟ้าส่องสว่าง
6. ติดตั้ง/ซ่อม ไฟฟ้าส่องสว่างริมคลอง
7. ยกเลิก/ยุบรวม พื้นที่หาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผัน
8. จัดหาพื้นที่เอกชน หรือ พัฒนา Hawker Center รองรับผู้ค้าหาบเร่
9. แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม
10. แก้ปัญหาจุดจราจรฝืด
11. แก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และ อาชญากรรม
12. ปรับปรุง/พัฒนาลานกีฬา 13.ปรับปรุง/พัฒนา บ้านหนังสือ
14. ปรับปรุง/พัฒนาศูนย์เด็กเล็ก
15. ปรับปรุงกายภาพโรงเรียน
16. จัดเก็บขยะให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม
17. พัฒนาฐานข้อมูลออนไลน์ชุมชน เช่น ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ข้อมูลอุปกรณ์ป้องกันฯ
18. ส่งเสริมการใช้งบประมาณ 200,000 บาทต่อชุมชน
19. ส่งเสริมการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ สปสช.
20. พัฒนามาตรฐานการบริการประชาชน
นาย
ชัชชาติ กล่าวถึงการบริหารจัดเก็บขยะว่า ได้สั่งการให้แต่ละเขตทบทวนแนวทางการเก็บขยะ เนื่องจากมีการเช่ารถเก็บขยะมาใช้ไม่คุ้มค่า โดยสัญญาเช่ากำหนด 16 ชั่วโมงต่อวัน ระยะวิ่ง 200 กิโลเมตร แบ่งการวิ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 8 ชั่วโมง จากการตรวจสอบ พบว่า มีรถขยะบางคันเท่านั้นที่วิ่งครบ 2 รอบ ตามสัญญาเช่า ส่วนใหญ่ใช้งานเพียง 1 รอบเท่านั้น
นาย
ชัชชาติ กล่าวว่า จึงมีแผนทบทวนการใช้งานรถขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้พนักงานเก็บขยะของ กทม.ทำงานล่วงเวลา (โอที) เพื่อหารายได้เพิ่ม ปรับเปลี่ยนเส้นทางเก็บขยะให้เหมาะสมครอบคลุม หากพนักงานเก็บขยะไม่พอให้แต่ละเขตพิจารณาจ้างชั่วคราวเพิ่มเติม แต่ให้เน้นบุคลากรของ กทม.ก่อน รวมถึงอาจจะจ้างงานคนไร้บ้านมาทำงานเก็บขยะเพิ่มเติม อีกทั้งกำหนดให้ทุกเขตออกไปเก็บขยะ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้คุ้มค่ากับการเช่ารถตามสัญญา และเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บขยะให้ประชาชนมากขึ้น
นาย
ชัชชาติกล่าวถึงการแก้ปัญหาจราจรในจุดฝืดจุดตัดของแต่ละเขตด้วยว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้สำนักงานเขต ดำเนินการสำรวจจุดตัดจุดฝืดดังกล่าว เพื่อให้สำนักการโยธาจะเป็นผู้ปรับแก้ให้ ขณะนี้ทราบว่ามีการดำเนินการสำรวจแล้ว 11 เขต คือดินแดง ดอนเมือง คันนายาว คลองสามวา สายไหม บางกะปิ ราษฎร์บูรณะ บางบอน ตลิ่งชัน จตุจักร และหนองแขม พบจุดที่ควรผายปากซอยเพื่อแก้ปัญหาจราจรและปรับวิถีการเลี้ยวเข้าออกซอย จำนวน 38 จุด นอกจากนี้จะมีการทำทางเชื่อมทางลัดทะลุซอยตันต่างๆ เพิ่มอีก 20 จุด
“
หากเราสามารถปรับกายภาพ ให้ได้ดีขึ้นเชื่อว่า ทำให้จุดฝืดน้อยลงและการจราจรดีขึ้น เพราะนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีมาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบอัตโนมัติแล้ว ปีนี้ กทม.พยายามปรับปรุงกายภาพทางถนนให้ดีขึ้นด้วย คาดว่าหากดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้การจราจรไหลลื่นได้มากขึ้น” นาย
ชัชชาติกล่าว
นาย
ชัชชาติกล่าวถึงมาตรฐานในการให้บริการประชาชนว่า ที่ผ่านมายังมีประชาชนร้องเรียนผ่าน ทราฟฟี่ฟองดูว์ว่า บางเขตยังมีประชาชนต้องรอคิวใช้บริการเป็นจำนวนมาก ตอนนี้จึงเน้นเรื่องการให้บริการที่เขต ทั้งในส่วนของการขอใบอนุญาต และการให้บริการข้อมูลต่างๆผ่านทางโทรศัพท์ จากข้อมูล BMAQ ตั้งแต่มกราคม – มิถุนายน 2566 มีการให้บริการทำบัตรประชาชนกว่า 700,000 ใบ ทะเบียนราษฎร์ กว่า 400,000 ใบ
การให้บริการทำบัตรประชาชนต้องใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที แต่ปัจจุบันใช้เวลามากกว่า 15 นาที มากกว่า 51% ทั้งนี้บางเขตมีประชาชนหนาแน่นกว่าปกติ เช่น เขตชายขอบที่มีประชาชนต่างจังหวัดเข้ามารับบริการซึ่งเรายินดีและพร้อมให้บริการทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อเกิดปัญหานี้จึงต้องมีการปรับปรุงการให้บริการให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น เช่น การจองออนไลน์ การทำ Line Alert เมื่อมีประชาชนรอคิวเกิน 15 นาทีจะแจ้งเตือนไปยังผู้บริหารโดยตรง เพื่อที่จะทำให้แก้ปัญหาได้ทันที
อีกเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาคือการโทรเข้ามาที่เขตแต่ไม่มีคนรับสาย สาเหตุหนึ่งมาจาก กทม.ได้ส่งใบแจ้งเก็บเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปีนี้ได้มีการแจ้งมากกว่าเดิมถึง 400,000 ราย ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่างๆ เนื่องจากอาจได้รับใบแจ้งเก็บเงินเป็นครั้งแรก จึงโทรสอบถามมายังสำนักงานเขตซึ่งอาจจะมีจำนวนคู่สายไม่เพียงพอ ต้องปรับปรุงเพื่อให้กระบวนการตรงนี้สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สำหรับจุดบริการด่วนมหานครนั้นจะเน้นในพื้นที่ห้างเป็นหลัก ซึ่งสถานที่เหล่านี้เราไม่ต้องใช้เงิน แต่เอกชนเอื้อเฟื้อสถานที่ให้แก่ กทม.
สมศักดิ์-วิสุทธิ์ ควง ส.ส.เพื่อไทย ดูงานสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ที่เชียงม่วน เร่งดูงานรับมือเอลนีโญ
https://www.matichon.co.th/region/news_4067358
สมศักดิ์-วิสุทธิ์ ควง ส.ส.เพื่อไทย ดูงานสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ที่เชียงม่วน ยันให้ความสำคัญเรื่องน้ำ เร่งดูงานรับมือเอลนีโญ
นาย
สมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยส.ส.พรรคเพื่อไทย ภาคอีสาน และเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย นาย
นิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ เขต 3 นางสาว
ธัญธารีย์ สันตพันธ์ อุบลราชธานี เขต 6 นางสาว
กฤษณา สีหลักษณ์ อุตรดิตถ์ เขต 1 นาย
รวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์ เขต 3 นาง
นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ศรีสะเกษ เขต 9 นางสาว
สกุณา สาระนันท์ สกลนคร เขต 6 นายจั
กรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัยเขต 4 นางสาว
พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ พิษณุโลกเขต 4 นาย
สงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน นาย
เขตพงศ์ กุลนาถศิริ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมศึกษาการบริหารจัดการน้ำที่เทศบาลตำบลเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมถึงการสร้างสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ซึ่งมีนาย
คเณศ คำนนท์ นายอำเภอเชียงม่วน และ นาย
สุเมธี คำลือ นายกเทศมนตรีตำบลเชียงม่วนให้การต้อนรับ
นาย
สุเมธี แจ้งต่อที่ประชุมว่า ที่เทศบาลตำบลเชียงม่วนเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำยม ซึ่งปัญหาการจัดการน้ำในชุมชนคือ ช่วงฤดูฝนจะมีในส่วนของน้ำหลากท่วมพื้นที่ ส่วนฤดูแล้งเราจะไม่มีน้ำเพียงพอในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร เพราะในพื้นที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำ โดยต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ จึงร่วมกับพี่น้องประชาชนในชุมชน พร้อมใจกันสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ตามศาสตร์พระราชา เป็นการชะลอน้ำไม่ให้ไปท่วมในช่วงฤดูฝน แล้วก็ช่วยกักเก็บน้ำในการที่จะใช้อุปโภคบริโภค ทำการเกษตรในฤดูแล้ง
ด้านนาย
คเณศ กล่าวว่าจากการสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ที่ผ่านมาได้ทำประโยชน์ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเพียงพอในพื้นที่ และเป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราได้แก้ไขปัญหา โดยทำฝาย 2 จุด สามารถชะลอน้ำได้ ไม่ต่ำกว่า 80,000 กว่าลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในชุมชนได้อีกส่วนหนึ่ง
นาย
สมศักดิ์ เปิดเผยว่า การสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ประชาชนจากที่เคยแห้งแล้งกลับมามีน้ำทำการเกษตรได้ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ถือเป็นหนึ่งจุดที่รักษาน้ำจากต้นน้ำได้ แม้เวลานี้จะยังสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เสร็จ เวลานี้ประเทศไทยมีแหล่งน้ำชลประทานทั้งสิ้น 35 ล้านไร่ ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ นโยบายของพรรคเพื่อไทยคือ ต้องการเพิ่มอีก 15 ล้านไร่ เพื่อให้ประเทศของเรามีแหล่งน้ำชลประทาน 50 ล้านไร่ เรื่องนี้จะเดินหน้าต่อไปให้ดีที่สุด เพราะต้องไปดูงบประมาณของประเทศว่าจะวางแผนอย่างไรต่อไป แต่ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญต่อเกษตรกร และการที่เราพยายามศึกษาเรื่องน้ำ เพราะมีสัญญานเรื่องเอลนีโญ ซึ่งจะแห้งแล้งหนัก
“
ฝายแกนดินซีเมนต์ ที่เทศบาลตำบลเชียงม่วนทำนั้น เป็นการช่วยตนเอง ผมต้องยกย่อง งบประมาณอาจมีไม่มากแต่ก็ร่วมแรงร่วมใจ จนฝ่าฟันปัญหาได้ ตนเชื่อว่าการที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยมาในวันนี้ จะนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตนเองได้ การสร้างฝายแบบนี้ ใช้งบประมาณไม่มาก แต่สามารถแก้ปัญาเฉพาะหน้าไปได้ แต่หากเรารองบจากชลประทาน อาจต้องรอเป็นปีๆ และหากสร้างความกว้างขนาดนี้ อาจต้องใช้เงินในหลักสิบล้าน” นาย
สมศักดิ์ กล่าว
จับตา กกพ. แถลงเช้านี้ ดับฝันเอกชนร้อง ‘บิ๊กตู่’ ลดค่าไฟ 4.25 บ.
https://www.matichon.co.th/economy/news_4066405
จับตา กกพ. แถลงเช้านี้ ดับฝันเอกชนร้อง ‘บิ๊กตู่’ ลดค่าไฟ 4.25 บ.
รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า วันที่ 7 กรกฎาคม จะเปิดเวทีชี้แจงผลการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือเอฟที ที่จะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน และผู้ประกอบการ เริ่มตั้งแต่ 7 – 21 กรกฎาคมนี้ แบ่งเป็น 3 ทางเลือกเช่นเดิม เบื้องต้นจะมีทางเลือก ทั้งลดค่าไฟสูงสุดมากกว่า 20 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อจัดเก็บค่าไฟงวดใหม่ต่ำกว่า 4.50 บาทต่อหน่วย จนถึงตรึงราคาอยู่ในระดับเดิม คือ 4.70 บาทต่อหน่วย
ตัวแปรสำคัญ คือ การผ่อนจ่ายหนี้คงค้างของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) 1.3 แสนล้านบาทว่า จะยืดการจ่ายหนี้อีกหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวการพิจารณาอัตราค่าไฟล่าสุด ยังไม่เป็นที่พอใจของภาคเอกชนมากนัก เนื่องจากเอกชนมองว่า ค่าไฟงวดใหม่ควรลดได้มากกว่า 45 สตางค์ต่อหน่วย หรือไม่ควรเกิน 4.25 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน 4.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่ผ่านมากกพ. ระบุว่า อาจลดได้ประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย
JJNY : ชัชชาติตั้งเป้าทำบัตรปชช.│ควงส.ส.เพื่อไทย ดูงานสร้างฝาย│ดับฝันเอกชนร้อง‘ตู่’│รัสเซียสั่งปิดสถานกงสุลใหญ่ฟินแลนด์
https://www.matichon.co.th/politics/news_4067246
ชัชชาติ ตั้งเป้าทำบัตรปชช.ไม่เกิน 15 นาที จ่อทะลวง 20 ซอยตัน เล็งจ้างคนไร้บ้านเก็บขยะ
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 7/2565
นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตดำเนินการตามเป้าหมาย ในปีที่ 2 ที่ตนเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยให้แต่ละสำนักงานเขตกำหนดเป้าหมายส่งภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีอยู่ 20 เรื่อง ประกอบด้วย
1. พัฒนาถนนสวย
2. ปลูกต้นไม้
3. เพิ่มสวน 15 นาที
4. ปรับปรุงทางเท้า
5. ติดตั้ง/ซ่อม ไฟฟ้าส่องสว่าง
6. ติดตั้ง/ซ่อม ไฟฟ้าส่องสว่างริมคลอง
7. ยกเลิก/ยุบรวม พื้นที่หาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผัน
8. จัดหาพื้นที่เอกชน หรือ พัฒนา Hawker Center รองรับผู้ค้าหาบเร่
9. แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม
10. แก้ปัญหาจุดจราจรฝืด
11. แก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และ อาชญากรรม
12. ปรับปรุง/พัฒนาลานกีฬา 13.ปรับปรุง/พัฒนา บ้านหนังสือ
14. ปรับปรุง/พัฒนาศูนย์เด็กเล็ก
15. ปรับปรุงกายภาพโรงเรียน
16. จัดเก็บขยะให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม
17. พัฒนาฐานข้อมูลออนไลน์ชุมชน เช่น ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ข้อมูลอุปกรณ์ป้องกันฯ
18. ส่งเสริมการใช้งบประมาณ 200,000 บาทต่อชุมชน
19. ส่งเสริมการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ สปสช.
20. พัฒนามาตรฐานการบริการประชาชน
นายชัชชาติ กล่าวถึงการบริหารจัดเก็บขยะว่า ได้สั่งการให้แต่ละเขตทบทวนแนวทางการเก็บขยะ เนื่องจากมีการเช่ารถเก็บขยะมาใช้ไม่คุ้มค่า โดยสัญญาเช่ากำหนด 16 ชั่วโมงต่อวัน ระยะวิ่ง 200 กิโลเมตร แบ่งการวิ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 8 ชั่วโมง จากการตรวจสอบ พบว่า มีรถขยะบางคันเท่านั้นที่วิ่งครบ 2 รอบ ตามสัญญาเช่า ส่วนใหญ่ใช้งานเพียง 1 รอบเท่านั้น
นายชัชชาติ กล่าวว่า จึงมีแผนทบทวนการใช้งานรถขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้พนักงานเก็บขยะของ กทม.ทำงานล่วงเวลา (โอที) เพื่อหารายได้เพิ่ม ปรับเปลี่ยนเส้นทางเก็บขยะให้เหมาะสมครอบคลุม หากพนักงานเก็บขยะไม่พอให้แต่ละเขตพิจารณาจ้างชั่วคราวเพิ่มเติม แต่ให้เน้นบุคลากรของ กทม.ก่อน รวมถึงอาจจะจ้างงานคนไร้บ้านมาทำงานเก็บขยะเพิ่มเติม อีกทั้งกำหนดให้ทุกเขตออกไปเก็บขยะ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้คุ้มค่ากับการเช่ารถตามสัญญา และเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บขยะให้ประชาชนมากขึ้น
นายชัชชาติกล่าวถึงการแก้ปัญหาจราจรในจุดฝืดจุดตัดของแต่ละเขตด้วยว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้สำนักงานเขต ดำเนินการสำรวจจุดตัดจุดฝืดดังกล่าว เพื่อให้สำนักการโยธาจะเป็นผู้ปรับแก้ให้ ขณะนี้ทราบว่ามีการดำเนินการสำรวจแล้ว 11 เขต คือดินแดง ดอนเมือง คันนายาว คลองสามวา สายไหม บางกะปิ ราษฎร์บูรณะ บางบอน ตลิ่งชัน จตุจักร และหนองแขม พบจุดที่ควรผายปากซอยเพื่อแก้ปัญหาจราจรและปรับวิถีการเลี้ยวเข้าออกซอย จำนวน 38 จุด นอกจากนี้จะมีการทำทางเชื่อมทางลัดทะลุซอยตันต่างๆ เพิ่มอีก 20 จุด
“หากเราสามารถปรับกายภาพ ให้ได้ดีขึ้นเชื่อว่า ทำให้จุดฝืดน้อยลงและการจราจรดีขึ้น เพราะนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีมาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบอัตโนมัติแล้ว ปีนี้ กทม.พยายามปรับปรุงกายภาพทางถนนให้ดีขึ้นด้วย คาดว่าหากดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้การจราจรไหลลื่นได้มากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวถึงมาตรฐานในการให้บริการประชาชนว่า ที่ผ่านมายังมีประชาชนร้องเรียนผ่าน ทราฟฟี่ฟองดูว์ว่า บางเขตยังมีประชาชนต้องรอคิวใช้บริการเป็นจำนวนมาก ตอนนี้จึงเน้นเรื่องการให้บริการที่เขต ทั้งในส่วนของการขอใบอนุญาต และการให้บริการข้อมูลต่างๆผ่านทางโทรศัพท์ จากข้อมูล BMAQ ตั้งแต่มกราคม – มิถุนายน 2566 มีการให้บริการทำบัตรประชาชนกว่า 700,000 ใบ ทะเบียนราษฎร์ กว่า 400,000 ใบ
การให้บริการทำบัตรประชาชนต้องใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที แต่ปัจจุบันใช้เวลามากกว่า 15 นาที มากกว่า 51% ทั้งนี้บางเขตมีประชาชนหนาแน่นกว่าปกติ เช่น เขตชายขอบที่มีประชาชนต่างจังหวัดเข้ามารับบริการซึ่งเรายินดีและพร้อมให้บริการทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อเกิดปัญหานี้จึงต้องมีการปรับปรุงการให้บริการให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น เช่น การจองออนไลน์ การทำ Line Alert เมื่อมีประชาชนรอคิวเกิน 15 นาทีจะแจ้งเตือนไปยังผู้บริหารโดยตรง เพื่อที่จะทำให้แก้ปัญหาได้ทันที
อีกเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาคือการโทรเข้ามาที่เขตแต่ไม่มีคนรับสาย สาเหตุหนึ่งมาจาก กทม.ได้ส่งใบแจ้งเก็บเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปีนี้ได้มีการแจ้งมากกว่าเดิมถึง 400,000 ราย ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่างๆ เนื่องจากอาจได้รับใบแจ้งเก็บเงินเป็นครั้งแรก จึงโทรสอบถามมายังสำนักงานเขตซึ่งอาจจะมีจำนวนคู่สายไม่เพียงพอ ต้องปรับปรุงเพื่อให้กระบวนการตรงนี้สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สำหรับจุดบริการด่วนมหานครนั้นจะเน้นในพื้นที่ห้างเป็นหลัก ซึ่งสถานที่เหล่านี้เราไม่ต้องใช้เงิน แต่เอกชนเอื้อเฟื้อสถานที่ให้แก่ กทม.
สมศักดิ์-วิสุทธิ์ ควง ส.ส.เพื่อไทย ดูงานสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ที่เชียงม่วน เร่งดูงานรับมือเอลนีโญ
https://www.matichon.co.th/region/news_4067358
สมศักดิ์-วิสุทธิ์ ควง ส.ส.เพื่อไทย ดูงานสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ที่เชียงม่วน ยันให้ความสำคัญเรื่องน้ำ เร่งดูงานรับมือเอลนีโญ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยส.ส.พรรคเพื่อไทย ภาคอีสาน และเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ เขต 3 นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธ์ อุบลราชธานี เขต 6 นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ อุตรดิตถ์ เขต 1 นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์ เขต 3 นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ศรีสะเกษ เขต 9 นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร เขต 6 นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัยเขต 4 นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ พิษณุโลกเขต 4 นายสงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน นายเขตพงศ์ กุลนาถศิริ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมศึกษาการบริหารจัดการน้ำที่เทศบาลตำบลเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมถึงการสร้างสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ซึ่งมีนายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอเชียงม่วน และ นายสุเมธี คำลือ นายกเทศมนตรีตำบลเชียงม่วนให้การต้อนรับ
นายสุเมธี แจ้งต่อที่ประชุมว่า ที่เทศบาลตำบลเชียงม่วนเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำยม ซึ่งปัญหาการจัดการน้ำในชุมชนคือ ช่วงฤดูฝนจะมีในส่วนของน้ำหลากท่วมพื้นที่ ส่วนฤดูแล้งเราจะไม่มีน้ำเพียงพอในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร เพราะในพื้นที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำ โดยต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ จึงร่วมกับพี่น้องประชาชนในชุมชน พร้อมใจกันสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ตามศาสตร์พระราชา เป็นการชะลอน้ำไม่ให้ไปท่วมในช่วงฤดูฝน แล้วก็ช่วยกักเก็บน้ำในการที่จะใช้อุปโภคบริโภค ทำการเกษตรในฤดูแล้ง
ด้านนายคเณศ กล่าวว่าจากการสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ที่ผ่านมาได้ทำประโยชน์ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเพียงพอในพื้นที่ และเป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราได้แก้ไขปัญหา โดยทำฝาย 2 จุด สามารถชะลอน้ำได้ ไม่ต่ำกว่า 80,000 กว่าลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในชุมชนได้อีกส่วนหนึ่ง
นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า การสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ประชาชนจากที่เคยแห้งแล้งกลับมามีน้ำทำการเกษตรได้ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ถือเป็นหนึ่งจุดที่รักษาน้ำจากต้นน้ำได้ แม้เวลานี้จะยังสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เสร็จ เวลานี้ประเทศไทยมีแหล่งน้ำชลประทานทั้งสิ้น 35 ล้านไร่ ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ นโยบายของพรรคเพื่อไทยคือ ต้องการเพิ่มอีก 15 ล้านไร่ เพื่อให้ประเทศของเรามีแหล่งน้ำชลประทาน 50 ล้านไร่ เรื่องนี้จะเดินหน้าต่อไปให้ดีที่สุด เพราะต้องไปดูงบประมาณของประเทศว่าจะวางแผนอย่างไรต่อไป แต่ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญต่อเกษตรกร และการที่เราพยายามศึกษาเรื่องน้ำ เพราะมีสัญญานเรื่องเอลนีโญ ซึ่งจะแห้งแล้งหนัก
“ฝายแกนดินซีเมนต์ ที่เทศบาลตำบลเชียงม่วนทำนั้น เป็นการช่วยตนเอง ผมต้องยกย่อง งบประมาณอาจมีไม่มากแต่ก็ร่วมแรงร่วมใจ จนฝ่าฟันปัญหาได้ ตนเชื่อว่าการที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยมาในวันนี้ จะนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตนเองได้ การสร้างฝายแบบนี้ ใช้งบประมาณไม่มาก แต่สามารถแก้ปัญาเฉพาะหน้าไปได้ แต่หากเรารองบจากชลประทาน อาจต้องรอเป็นปีๆ และหากสร้างความกว้างขนาดนี้ อาจต้องใช้เงินในหลักสิบล้าน” นายสมศักดิ์ กล่าว
จับตา กกพ. แถลงเช้านี้ ดับฝันเอกชนร้อง ‘บิ๊กตู่’ ลดค่าไฟ 4.25 บ.
https://www.matichon.co.th/economy/news_4066405
จับตา กกพ. แถลงเช้านี้ ดับฝันเอกชนร้อง ‘บิ๊กตู่’ ลดค่าไฟ 4.25 บ.
รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า วันที่ 7 กรกฎาคม จะเปิดเวทีชี้แจงผลการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือเอฟที ที่จะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน และผู้ประกอบการ เริ่มตั้งแต่ 7 – 21 กรกฎาคมนี้ แบ่งเป็น 3 ทางเลือกเช่นเดิม เบื้องต้นจะมีทางเลือก ทั้งลดค่าไฟสูงสุดมากกว่า 20 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อจัดเก็บค่าไฟงวดใหม่ต่ำกว่า 4.50 บาทต่อหน่วย จนถึงตรึงราคาอยู่ในระดับเดิม คือ 4.70 บาทต่อหน่วย
ตัวแปรสำคัญ คือ การผ่อนจ่ายหนี้คงค้างของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) 1.3 แสนล้านบาทว่า จะยืดการจ่ายหนี้อีกหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวการพิจารณาอัตราค่าไฟล่าสุด ยังไม่เป็นที่พอใจของภาคเอกชนมากนัก เนื่องจากเอกชนมองว่า ค่าไฟงวดใหม่ควรลดได้มากกว่า 45 สตางค์ต่อหน่วย หรือไม่ควรเกิน 4.25 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน 4.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่ผ่านมากกพ. ระบุว่า อาจลดได้ประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย